ทอนซิลคืออะไร?
ทอนซิล (Tonsils) หรือต่อมทอนซิล คือกลุ่มของเนื้อเยื่อน้ำเหลือง (lymphoid tissue) ที่อยู่บริเวณด้านหลังของลำคอทั้งสองข้าง ซึ่งมีทั้งหมด 3 คู่ ได้แก่ ลิ้นทอนซิล (lingual tonsils) อยู่บริเวณโคนลิ้น อะดีนอยด์ทอนซิล (adenoid หรือ pharyngeal tonsil) อยู่บริเวณหลังโพรงจมูก และพาลาทีนทอนซิล (palatine tonsils) ซึ่งอยู่ด้านข้างของลำคอ จัดเป็นส่วนหนึ่งของระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย มีหน้าที่ดักจับและกำจัดเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายทางช่องปากและจมูก รวมถึงช่วยสร้างเม็ดเลือดขาวและแอนติบอดี โดยเฉพาะในวัยเด็กซึ่งระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่
อย่างไรก็ตาม เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ ทอนซิลจะมีบทบาทลดลง มีขนาดเล็กลงหรือฝ่อลงตามวัย ในขณะที่บางรายอาจกลายเป็นจุดที่เกิดการอักเสบซ้ำบ่อยเพราะถือเป็นจุดที่เชื้อโรคเข้าไปสะสมได้ง่าย ซึ่งในการรักษาทอนซิลอักเสบ ส่วนใหญ่แล้วจะหมายถึงต่อมพาลาทีนทอนซิล เป็นหลัก
โรคที่เกี่ยวกับทอนซิลที่สำคัญและพบบ่อย
- ทอนซิลอักเสบเฉียบพลัน (Acute Tonsillitis) มักเกิดจากการติดเชื้อไวรัส หรือเชื้อแบคทีเรีย เช่น สเตรปโตคอกคัส ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บคอเฉียบพลัน กลืนลำบาก มีไข้สูง หนาวสั่น ต่อมน้ำเหลืองที่คอบวมโต กดเจ็บ และอาจพบหนองที่เกิดจากฝีรอบทอนซิล (Peritonsillar abscess) มีกลิ่นปาก หากอาการไม่มาก การพักผ่อนและดื่มน้ำบ่อยๆ การใช้ยาแก้ปวด ลดไข้ และพักผ่อนให้เพียงพอ อาการก็จะดีขึ้นได้ กรณีเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย การใช้ยาปฏิชีวนะร่วมด้วยจะช่วยให้อาการดีขึ้นใน 3-7 วัน
- ทอนซิลอักเสบเรื้อรัง (Chronic Tonsillitis) อาการจะคล้ายกับทอลซิลอักเสบเฉียบพลัน แต่เป็นนานหรือเป็นซ้ำหลายครั้งใน 1 ปี อาการทั่วไปคือเจ็บคอเรื้อรัง มีกลิ่นปาก เสียงเปลี่ยน ต่อมน้ำเหลืองโตเรื้อรังหากรักษาด้วยยาไม่ได้ผลหรือเกิดซ้ำบ่อยจนรบกวนชีวิตประจำวัน แพทย์อาจพิจารณาทำการรักษาด้วยการผ่าตัด
- ก้อนนิ่วทอนซิล (Tonsil Stone หรือ Tonsillolith) เกิดจากเศษอาหาร เซลล์ที่ตายแล้ว และแบคทีเรียตกค้างในร่องของทอนซิล จนจับตัวเป็นก้อนสีขาวหรือเหลือง ผู้ป่วยมักมีกลิ่นปาก รู้สึกเหมือนมีก้อนติดคอ กลืนลำบาก ระคายคอ การรักษาเบื้องต้น คือการกลั้วคอและรักษาความสะอาดช่องปากบ่อยๆ หรือให้แพทย์คีบออก ส่วนการผ่าตัดทอนซิลจะพิจารณาเฉพาะกรณีที่มีอาการมากหรือเรื้อรัง และรบกวนคุณภาพชีวิตจริงๆ
เมื่อไรที่ควรผ่าตัดต่อมทอนซิล?
การผ่าตัดจะพิจารณาเมื่อรักษาด้วยวิธีอื่นๆ แล้วไม่ได้ผล รวมถึงข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ดังต่อไปนี้
- ทอนซิลอักเสบเรื้อรังหรืออักเสบซ้ำบ่อย (Recurrent Tonsillitis) เช่น มีการอักเสบถึง 5 ครั้งต่อปีต่อเนื่อง 2 ปี และ 3 ครั้งต่อปีเป็นเวลา 3 ปี โดยมีอาการไข้ เจ็บคอ กลืนลำบาก
- ทอนซิลโตมากจนก่อให้เกิดภาวะอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนบน ทำให้เกิดอาการนอนกรนรุนแรง หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea, OSA) ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพการนอนและสุขภาพโดยรวม เช่น ง่วงตอนกลางวัน สมาธิสั้นในเด็ก หรือความดันโลหิตสูงในผู้ใหญ่
- ทอนซิลโตจนมีผลต่อการกลืนหรือหายใจ เช่น กลืนลำบาก หายใจลำบาก หรือมีอาการหายใจเสียงดัง
- มีภาวะแทรกซ้อนจากการอักเสบ เช่น ฝีรอบทอนซิล (Peritonsillar abscess) หรือหนองในลำคอที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา
- สงสัยว่ามีเนื้องอกหรือมะเร็งของต่อมทอนซิล เช่น ต่อมทอนซิลโตผิดปกติข้างเดียว มีพื้นผิวไม่เรียบ หรือมีเลือดออกจากทอนซิลร่วมกับอาการอื่น เช่น น้ำหนักลด เบื่ออาหาร หรือมีต่อมน้ำเหลืองโตผิดปกติ แพทย์จะพิจารณาตรวจชิ้นเนื้อเพื่อวินิจฉัยแยกโรคเนื้องอกหรือมะเร็ง
เทคนิคและวิธีการผ่าตัดทอนซิล
เทคนิคและวิธีการผ่าตัดทอนซิล (Tonsillectomy) ในปัจจุบันมีอยู่หลายวิธี โดยแพทย์จะพิจารณาจากความรุนแรงของอาการ สุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย และความต้องการของผู้ป่วยเป็นหลัก ซึ่งแต่ละวิธีมีข้อดี ข้อเสีย และลักษณะเฉพาะ ดังนี้
- การผ่าตัดด้วยมีดผ่าตัด (Cold Steel Tonsillectomy) เป็นการผ่าตัดแบบดั้งเดิมด้วยการใช้มีดตัดเลาะต่อมทอนซิลออกทั้งหมด นับเป็นวิธีมาตรฐานโดยไม่ใช้ความร้อน การห้ามเลือดจะใช้วิธีเย็บหรือจี้ไฟฟ้า (ligation or diathermy) แม้จะใช้เวลานานและเสียเลือดมากกว่าวิธีอื่น แต่ยังคงเป็นวิธีมาตรฐานที่นิยมใช้ในหลายกรณี เนื่องจากให้ความแม่นยำและผลลัพธ์ที่ดี
- การผ่าตัดด้วยเครื่องจี้ไฟฟ้า (Electrocautery Tonsillectomy) เป็นการใช้เครื่องจี้ไฟฟ้าตัดเนื้อเยื่อและห้ามเลือดในเวลาเดียวกัน โดยใช้ความร้อนจากกระแสไฟฟ้า (monopolar หรือ bipolar diathermy) ช่วยลดเลือดออกได้ดีและใช้เวลาไม่นาน แต่อาจทำให้รู้สึกร้อนที่แผลและเจ็บคอหลังผ่าตัดจากการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อรอบข้าง ซึ่งจะน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการผ่าตัดด้วยมีด
- การผ่าตัดด้วยคลื่นวิทยุความถี่สูง (Radiofrequency Ablation) เป็นการใช้คลื่นวิทยุความถี่สูงสร้างความร้อนประมาณ 40 องศาเซลเซียส เข้าไปทำลายเนื้อเยื่อทอนซิลและห้ามเลือดโดยไม่ต้องใช้ใบมีด ผู้ป่วยจะเสียเลือดน้อย เจ็บแผลน้อยกว่าและฟื้นตัวไวกว่าการผ่าตัดด้วยการจี้ไฟฟ้าหรือการใช้มีด
- การผ่าตัดด้วยเลเซอร์ (Laser Tonsillectomy) เป็นการใช้แสงเลเซอร์ตัดเนื้อเยื่อและห้ามเลือดในขั้นตอนเดียว เลือดออกน้อย เจ็บปวดน้อย มีค่าใช้จ่ายสูงกว่าวิธีอื่นๆ จึงมักใช้เป็นทางเลือกในบางกรณีเท่านั้น
- การผ่าตัดด้วยอัลตราซาวด์ (Ultrasonic Scalpel หรือ Harmonic Scalpel) เป็นการใช้คลื่นอัลตราซาวนด์ที่ทำให้เกิดการสั่นสะเทือนและความร้อนต่ำ เข้าไปช่วยตัดและห้ามเลือดต่อมทอนซิลพร้อมกัน จึงช่วยลดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อรอบข้าง เสียเลือดน้อย เจ็บไม่มากหลังผ่าตัด ฟื้นตัวเร็ว เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ต้องการลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน แต่ยังมีข้อจำกัดในบางกรณีและอาจมีค่าใช้จ่ายสูง
ขั้นตอนการผ่าตัดทอนซิล (Tonsillectomy)
ขั้นตอนการผ่าตัดทอนซิลโดยทั่วไป แพทย์จะเตรียมความพร้อมของผู้ป่วย ด้วยการตรวจสุขภาพที่จำเป็น เช่น ตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ รวมถึงให้มีการงดน้ำงดอาหารอย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อนผ่าตัด เพื่อป้องกันการสำลัก ทั้งนี้ ในแต่ละเทคนิคการผ่าตัด จะมีรายละเอียดที่คล้ายกัน ดังนี้
- วิสัญญีแพทย์ให้ผู้ป่วยดมยาสลบ เพื่อไม่ให้รู้สึกถึงความเจ็บปวด และไม่มีการเคลื่อนไหวร่างกายระหว่างผ่าตัดที่จะเป็นอุปสรรคต่อการรักษา
- แพทย์ผู้ผ่าตัดใส่เครื่องมือถ่างปาก (mouth gag) ให้แก่ผู้ป่วย เพื่อเปิดช่องปากให้กว้างและมองเห็นต่อมทอนซิลได้ชัดเจน เป็นการเพิ่มความปลอดภัยและความแม่นยำในการผ่าตัด
- ผ่าตัดต่อมทอนซิลออกด้วยเทคนิคต่างๆ ตามแผนการรักษา เช่น การใช้มีดผ่าตัดธรรมดา เครื่องจี้ไฟฟ้า คลื่นวิทยุ เลเซอร์ หรืออัลตราซาวด์ เพื่อตัดต่อมทอนซิลออกทั้งหมดโดยไม่ทำให้เกิดแผลภายนอก
- ตรวจสอบความเรียบร้อยของแผล ทำการห้ามเลือดด้วยการจี้ไฟฟ้าและการกด จากนั้นจึงนำเครื่องมือต่างๆ ออกจากช่องปาก
การดูแลตนเองหลังผ่าตัดทอนซิล
การผ่าตัดจะใช้เวลาประมาณ 30 นาที ไปจนถึง 2 ชั่วโมง ขึ้นกับเทคนิคและความซับซ้อนของโรคในผู้ป่วยแต่ละราย หลังผ่าตัดต้องพักฟื้นในโรงพยาบาล 1-2 คืน เพื่อเฝ้าดูอาการและให้การดูแลอย่างใกล้ชิด โดยผู้ป่วยจะมีเพียงแผลในช่องคอ ซึ่งมักจะเห็นเป็นฝ้าขาวบริเวณที่ต่อมทอนซิลถูกตัดออก แต่จะค่อยๆ หายเองภายใน 7-14 วัน ทั้งนี้ หลังจากกลับบ้านยังควรดูแลตนเองต่อ ดังนี้
- รับประทานอาหารเหลวหรือกึ่งเหลวเย็น เช่น นมเย็น โยเกิร์ต ไอศกรีมในช่วง 1-3 วันแรก เพื่อช่วยลดการระคายเคืองและบรรเทาอาการเจ็บคอ หลังแผลดีขึ้นสามารถเปลี่ยนเป็นอาหารอ่อน เช่น โจ๊ก ข้าวต้มนิ่ม ควรหลีกเลี่ยงอาหารแข็ง เผ็ด ร้อน หรือมีกรดสูง และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะอาจทำให้แผลระคายเคืองและมีเลือดออกได้
- หลีกเลี่ยงการไอ จามแรงๆ หรือขากเสมหะ เพราะอาจทำให้แผลมีเลือดออก
- ไม่ควรล้วงคอหรือแกะแผ่นขาว (fibrin) ที่เกิดขึ้นบริเวณแผล เพราะจะทำให้เลือดออกและแผลหายช้า
- นอนยกศีรษะสูงและประคบเย็นบริเวณคอบ่อยๆ เพื่อช่วยลดอาการบวมและเจ็บ
- รักษาความสะอาดช่องปากโดยบ้วนปากและแปรงฟันอย่างระมัดระวัง
ทั้งนี้ หากมีเลือดออกจากแผลในช่องคอมากหรือต่อเนื่อง รู้สึกหายใจลำบาก อึดอัดอย่างรุนแรง หรือมีไข้สูง ควรรีบปรึกษาแพทย์
Q&A: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการผ่าตัดทอนซิล
Q : ผ่าตัดทอนซิลเจ็บไหม?
A : การผ่าตัดทอนซิลจะมีอาการเจ็บคอและแผลในช่องคอ ส่งผลให้กลืนอาหารและน้ำลำบาก แต่สามารถบรรเทาอาการเจ็บด้วยยาแก้ปวดและการดูแลตามคำแนะนำแพทย์ เช่น อมยาเย็น โดยเมื่อผ่านช่วง 3-7 วันแรกหลังผ่าตัด ความเจ็บจะค่อยๆ ลดลงตามลำดับจนหายดีใน 1-2 สัปดาห์
Q : ผ่าทอนซิลแล้วเสียงจะเปลี่ยนไหม?
A : หลังผ่าตัดทอนซิล เสียงอาจเปลี่ยนชั่วคราว เนื่องจากแผลและผนังคอบวม ทำให้เสียงพูดแหบหรือเปลี่ยนไปบ้าง แต่จะดีขึ้นและกลับมาเป็นปกติภายใน 1 สัปดาห์หลังผ่าตัด
Q : ผ่าทอนซิลแล้วเป็นซ้ำได้อีกไหม?
A : หลังผ่าตัดทอนซิล โอกาสเป็นซ้ำจะลดลงมาก เพราะต่อมทอนซิลถูกตัดออก แต่ในบางกรณีอาจมีเนื้อเยื่อทอนซิลเหลืออยู่ ซึ่งพบน้อยมาก
Q : การผ่าตัดทอนซิลมีผลต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันหรือไม่?
A : ไม่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลงแต่อย่างใด เนื่องจากต่อมทอนซิลเป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบน้ำเหลืองในช่องคอและศีรษะ ซึ่งร่างกายยังมีเนื้อเยื่อน้ำเหลืองอื่นๆ อีกมากที่ทำหน้าที่กำจัดเชื้อโรค
หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีอาการเจ็บคอบ่อย เสียงเปลี่ยน หรือมีกลิ่นปาก รวมถึงมีภาวะนอนกรนที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ควรสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดและเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์เฉพาะทางด้านหู คอ จมูก (ENT) เพื่อประเมินอาการและพิจารณาความจำเป็นในการรักษา รวมถึงการผ่าตัดต่อมทอนซิลด้วยเทคนิคต่างๆ ที่ทันสมัยในหลายรูปแบบ ที่โรงพยาบาลพญาไท พหลโยธิน เรามีทีมแพทย์เฉพาะทางด้านหู คอ จมูก พร้อมให้คำแนะนำ ตรวจวินิจฉัย และวางแผนการรักษาแบบเฉพาะบุคคลในแนวทาง Value Healthcare เพื่อความคุ้มค่าและมีคุณค่า ให้กลับมาคุณภาพชีวิตที่ดีไปอีกยาวนาน
พญ. ศิริเพ็ญ มุขบัณฑิตพงษ์
แพทย์เฉพาะทางแผนกหู คอ จมูก
โรงพยาบาลพญาไท พหลโยธิน
