รู้ทันหลอดเลือดสมองโป่งพอง การตรวจวินิจฉัยและรักษา เพื่อป้องกันหลอดเลือดสมองแตก

Image

แชร์


หลอดเลือดสมองโป่งพอง คืออะไร?

หลอดเลือดสมองโป่งพอง (Cerebral Aneurysm) คือภาวะที่ผนังหลอดเลือดแดงในสมองปรับคำ บางตำแหน่งผิดปกติ จากภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง (Altherosclerosis) ภาวะความดันสูงเรื้อรัง ภาวะหลอดเลือดแดงอักเสบ ภาวะหลอดเลือดแดงอักเสบส่งผลให้ผนังหลอดเลือดโป่งพองออกเป็นถุงนูนคล้ายกระเปาะ

 

หากหลอดเลือดโป่งพองไม่ได้รับการตรวจพบและรักษาอย่างเหมาะสม อาจขยายใหญ่ขึ้นและปรับคำเสี่ยงต่อการแตกในที่สุด ทำให้เกิดภาวะเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมอง (Subarachnoid Hemorrhage) ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน

 

อันตรายที่เกิดจากหลอดเลือดสมองโป่งพอง

ภาวะหลอดเลือดสมองโป่งพองมักไม่แสดงอาการใด ๆ ในระยะแรก ผู้ป่วยส่วนใหญ่จึงไม่ทราบว่าตนเองมีความผิดปกตินี้ จนกระทั่งหลอดเลือดที่โป่งพองเกิดการแตก ทำให้มีเลือดออกในชั้นเยื่อหุ้มสมอง (Subarachnoid Hemorrhage; SAH) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่รุนแรง โดยส่งผลกระทบดังต่อไปนี้

  • เลือดที่ไหลออกจากหลอดเลือดโป่งพองที่แตกจะไปเพิ่มแรงดันในกะโหลกศีรษะ (Intracranial Pressure) อย่างรวดเร็ว ทำให้ความดันในสมองสูงขึ้นและเกิดความเสียหายต่อเนื้อสมองอย่างรุนแรง
  • เลือดที่รั่วออกมา จะกระตุ้นให้หลอดเลือดสมองเส้นอื่นเกิดการหดเกร็ง (Vasospasm) อย่างรุนแรง ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงสมองบางส่วนไม่เพียงพอ นำไปสู่ภาวะสมองขาดเลือดหรืออัมพาตในภายหลัง
  • เลือดที่สัมผัสกับเนื้อสมองโดยตรงจะเป็นพิษต่อเซลล์สมอง ทำให้เกิดการอักเสบและเซลล์สมองตายอย่างรวดเร็ว

 

ด้วยเหตุนี้ ผู้ป่วยจึงมีอัตราการเสียชีวิตสูงราว 30-50% และในรายที่รอดชีวิตมักมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดความพิการถาวรจากความเสียหายของสมอง ทั้งนี้ นอกจากผลกระทบดังกล่าว ยังอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ภาวะน้ำคั่งในสมอง การติดเชื้อในระบบประสาท หรือภาวะชักหลังเลือดออก ซึ่งล้วนเป็นภาวะที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในระยะยาว

 

อาการเตือนก่อนหลอดเลือดสมองโป่งพองแตก

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า โดยส่วนใหญ่แล้วหลอดเลือดสมองโป่งพองที่ยังไม่แตก มักไม่มีอาการเตือนใด ๆ เลย และมักตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจสมองด้วยสาเหตุอื่น แต่ในผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการเตือนล่วงหน้าได้ ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะหลักคือ

 

อาการจากการกดทับเส้นประสาทหรือเนื้อสมอง

มักเกิดเมื่อหลอดเลือดสมองที่โป่งพองมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จนไปกดเบียดอวัยวะใกล้เคียง โดยเฉพาะเส้นประสาทที่ควบคุมการมองเห็นและการเคลื่อนไหวของใบหน้า อาการที่พบได้ เช่น

  • ปวดบริเวณรอบดวงตาหรือหลังลูกตา โดยมักเป็นอาการปวดเฉพาะที่และเป็นอย่างต่อเนื่อง
  • การมองเห็นผิดปกติ เช่น เห็นภาพซ้อน ภาพมัว
  • หนังตาตก โดยเปลือกตาข้างใดข้างหนึ่งตกลงมาผิดปกติ
  • รูม่านตาขยาย สังเกตได้จากรูม่านตาข้างหนึ่งใหญ่กว่าอีกข้างอย่างชัดเจน
  • ชาหรืออ่อนแรงที่ใบหน้าซีกใดซีกหนึ่ง

 

โดยอาการจากการกดเบียดเหล่านี้มักมีลักษณะคงที่ ไม่ได้เป็น ๆ หาย ๆ จึงไม่ควรมองข้าม เพราะอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นที่นำไปสู่ภาวะฉุกเฉินทางสมองที่รุนแรงและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

 

อาการปวดศีรษะนำ (Sentinel Headache)

อาการปวดศีรษะนำ คือ อาการปวดศีรษะแบบเฉียบพลันและรุนแรงที่เกิดจากการรั่วซึมของเลือดเล็กน้อยจากหลอดเลือดสมองโป่งพองเข้าสู่ช่องใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นแมงมุม (subarachnoid space) ซึ่งเป็นบริเวณที่มีน้ำไขสันหลังไหลผ่าน อาการนี้มักเกิดขึ้นไม่กี่วันหรือสัปดาห์ก่อนที่หลอดเลือดสมองจะเกิดการแตกอย่างเต็มที่ และกลายเป็นภาวะเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมอง (Subarachnoid Hemorrhage; SAH) ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

 

โดยทั่วไป อาการปวดศีรษะนำมักเป็นอยู่เพียงไม่กี่วันก่อนที่จะค่อย ๆ ทุเลาลง ทำให้ผู้ป่วยเข้าใจผิดว่าเป็นอาการปวดศีรษะธรรมดา แต่แท้ที่จริงแล้วอาจเป็นสัญญาณเตือนว่าหลอดเลือดสมองโป่งพองมีแนวโน้มจะแตกในไม่กี่วันไปจนถึงหลายสัปดาห์ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีอาการอื่นร่วม เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ตาสู้แสงไม่ได้ เห็นภาพซ้อน คอตึงแข็ง หรือมีอาการทางระบบประสาทอย่างเฉียบพลัน เช่น อ่อนแรงครึ่งซีก ชาบริเวณใดบริเวณหนึ่งของร่างกาย หรือพูดลำบาก ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

 

การตรวจวินิจฉัยโรคหลอดเลือดสมองโป่งพอง

การเลือกวิธีตรวจวินิจฉัยโรคหลอดเลือดสมองโป่งพอง โดยทั่วไปจะขึ้นอยู่กับการประเมินอาการเบื้องต้นดังต่อไปนี้

 

การตรวจคัดกรองหรือเมื่อสงสัยว่ามีหลอดเลือดโป่งพองที่ยังไม่แตก

ในผู้ที่มีความเสี่ยงสูงแต่ยังไม่มีอาการ เช่น มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดสมองโป่งพอง 2 คนขึ้นไป หรือผู้ที่มีอาการที่อาจเกิดจากการกดทับของหลอดเลือด แพทย์จะใช้วิธีตรวจที่ไม่รุกราน (Non-invasive) เช่น การตรวจหลอดเลือดสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MR Angiography; MRA) ซึ่งสามารถตรวจพบหลอดเลือดโป่งพองขนาดเล็กได้ดี

 

การตรวจเมื่อสงสัยว่าหลอดเลือดสมองโป่งพองแตก

ในกรณีผู้ป่วยมาโรงพยาบาลด้วยอาการปวดศีรษะรุนแรงเฉียบพลันที่เป็นภาวะฉุกเฉิน การวินิจฉัยจะต้องทำอย่างรวดเร็วที่สุด ด้วยวิธีดังนี้

  • เอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง (CT Scan) มีประสิทธิภาพสูงในการตรวจหาภาวะเลือดออกในสมองหรือในชั้นเยื่อหุ้มสมอง ซึ่งเป็นสัญญาณสำคัญของหลอดเลือดสมองโป่งพองแตก กรณีมีเลือดออกน้อยหรือเป็นอาการที่เกิดขึ้นนานแล้วอาจตรวจได้ไม่ชัดเจน
  • เอกซเรย์คอมพิวเตอร์หลอดเลือดสมอง (CT Angiography; CTA) เป็นการตรวจ CT Scan ร่วมกับการฉีดสารทึบรังสีผ่านทางหลอดเลือดดำ เพื่อสร้างภาพสามมิติของหลอดเลือดสมอง วิธีนี้ช่วยให้แพทย์เห็นตำแหน่ง ขนาด รูปร่าง และลักษณะของหลอดเลือดที่โป่งพอง รวมถึงตรวจหาหลอดเลือดตีบหรืออุดตันได้ด้วย
  • เจาะน้ำไขสันหลัง (Lumbar Puncture) กรณีตรวจด้วยวิธีอื่น ๆ ไม่พบจุดเลือดออก แต่ผู้ป่วยมีอาการค่อนข้างชัดเจน การเจาะน้ำไขสันหลัง เพื่อตรวจหาเม็ดเลือดแดงจะช่วยยืนยันว่ามีเลือดออกในชั้นเยื่อหุ้มสมองได้

 

การตรวจเพื่อยืนยันผลตรวจอื่น ๆ และวางแผนการรักษา

ฉีดสีสวนหลอดเลือดสมอง (Cerebral Angiography) เพื่อให้เห็นภาพการไหลเวียนของเลือดและลักษณะของหลอดเลือดที่โป่งพองได้อย่างชัดเจนในทุกมิติ มักทำเมื่อต้องการยืนยันผลการตรวจอื่น ๆ หรือเพื่อวางแผนการรักษา ซึ่งในบางกรณีอาจรักษาด้วยการใส่ขดลวดอุดหลอดเลือด (Endovascular Coiling) ได้ทันทีขณะตรวจ

 

การรักษาภาวะหลอดเลือดสมองโป่งพอง

การรักษาภาวะหลอดเลือดสมองโป่งพองมีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับขนาด ตำแหน่ง ลักษณะความซับซ้อนของหลอดเลือดที่โป่งพอง รวมถึงอาการ ปัจจัยเสี่ยง และสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย โดยวิธีหลัก ๆ ที่ใช้ในการรักษาได้แก่

  • การหนีบหลอดเลือดโป่งพอง (Aneurysm Clipping) เป็นการผ่าตัดแบบเปิดกะโหลกศีรษะ (craniotomy) เพื่อเข้าถึงหลอดเลือดสมองที่โป่งพอง และใช้คลิปโลหะขนาดเล็กหนีบปิดบริเวณปากถุงที่โป่งพอง เพื่อไม่ให้เลือดไหลเข้าสู่หลอดเลือดในส่วนที่บอบบาง เป็นการป้องกันการแตกรั่วได้อย่างมีประสิทธิภาพ วิธีนี้เหมาะกับหลอดเลือดโป่งพองขนาดใหญ่ รูปร่างซับซ้อน หรือมีลักษณะที่ไม่เหมาะกับการรักษาด้วยวิธีอื่น มีข้อดีคือโอกาสที่หลอดเลือดโป่งพองจะกลับมาเป็นซ้ำมีน้อยมาก อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดด้วยวิธีนี้อาจมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อ การตกเลือด หรือการบาดเจ็บต่อเนื้อสมองและเส้นประสาท ทั้งยังใช้เวลาในการพักฟื้นที่นานกว่าวิธีอื่นที่รุกล้ำน้อยกว่า
  • การใส่ขดลวดผ่านสายสวนหลอดเลือด (Endovascular Coil Embolization) เป็นวิธีรักษาหลอดเลือดสมองโป่งพองที่ไม่ต้องผ่าตัดเปิดกะโหลกศีรษะ โดยแพทย์จะใช้สายสวนขนาดเล็กสอดเข้าทางหลอดเลือดแดงไปยังตำแหน่งของหลอดเลือดที่โป่งพองผ่านหลอดเลือดทางขาหนีบหรือข้อมือ เมื่อถึงจุดที่ต้องการแพทย์จะปล่อยขดลวดโลหะชนิดพิเศษ (Platinum Coils) ซึ่งมีความยืดหยุ่นสูงลงไปในถุงโป่งพอง เพื่อกระตุ้นให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันภายในถุงนั้น เมื่อไม่มีเลือดไหลเข้าสู่ถุงโป่งพองอีก ถุงก็จะไม่ขยายใหญ่หรือแตกออกในอนาคต วิธีนี้มีข้อดีคือเจ็บน้อย ฟื้นตัวไว และมีความเสี่ยงน้อยกว่าการผ่าตัดใหญ่ แต่มีโอกาสที่ถุงโป่งพองอาจกลับมาเปิดใหม่ได้ภายหลัง (Recanalization) จึงจำเป็นต้องติดตามผลการรักษาด้วยการตรวจ MRA หรือ CTA เป็นระยะ ๆ
  • การผ่าตัดสมอง นอกจากการผ่าตัดเปิดกะโหลกศีรษะ เพื่อหนีบหลอดเลือดโป่งพอง การผ่าตัดสมองยังครอบคลุมถึงการผ่าตัด เพื่อจัดการกับภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อย เช่น มีเลือดออกในสมอง ซึ่งแพทย์อาจต้องผ่าตัดระบายเลือด เพื่อช่วยลดแรงดันและป้องกันความเสียหายต่อเนื้อสมอง รวมถึงในกรณีที่เกิดภาวะน้ำคั่งในสมอง แพทย์อาจใส่ท่อระบายน้ำไขสันหลัง เพื่อช่วยลดแรงดันในกะโหลกศีรษะ

 

ภาวะหลอดเลือดสมองโป่งพองอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ทันทีเมื่อเกิดการแตก หากคุณหรือคนใกล้ชิดเป็นผู้ที่มีความเสี่ยง หรือมีอาการปวดศีรษะรุนแรงเฉียบพลันแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน โดยเฉพาะอาการที่รุนแรงที่สุดในชีวิต (Thunderclap headache) ควรรีบพบแพทย์โดยเร็วที่สุด

 

ที่โรงพยาบาลพญาไท พหลโยธิน เรามีทีมแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมสมองและหลอดเลือดสมอง พร้อมเครื่องมือและเทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น CT Scan, CT Angiography, MR Angiography และ Cerebral Angiography ซึ่งช่วยให้การตรวจวินิจฉัยมีความรวดเร็วและแม่นยำ รวมถึงมีแนวทางการรักษาที่ได้มาตรฐาน เช่น การผ่าตัดหนีบหลอดเลือดโป่งพอง (Aneurysm Clipping) และการใส่ขดลวดผ่านสายสวน (Endovascular Coiling) เพื่อเพิ่มโอกาสในการรักษา ให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ

 

 

นพ.ธีรภาพ กิจจาวิจิตร

อายุรแพทย์โรคระบบประสาทและสมอง

โรงพยาบาลพญาไท พหลโยธิน

Loading...

แชร์


Loading...