ในแต่ละปี มีผู้ป่วยหญิงไทยที่เป็นมะเร็งเต้านมรายใหม่ ปีละประมาณ 20,000 รายเฉลี่ยเสียชีวิต 55 ราย ต่อวัน ช่วงอายุที่พบบ่อยที่สุดคือ 35-55 ปี 90% หายได้ หากตรวจพบตั้งแต่เนิ่นๆ
ตรวจอย่างไร
- อายุน้อยกว่า 35 ปี ตรวจอัลตราซาวด์ เพราะเนื้อเต้านมค่อนข้างแน่น
- อายุมากกว่า 35 ปี ตรวจอัลตราซาวด์ และแมมโมเกรมเพื่อความแม่นยำ
วันที่ 7 ตุลาคม ของทุกปีถือเป็นวัน “มะเร็งเต้านมสากล” อุบัติการณ์ของโรคมะเร็งเต้านมสูงเป็นอันดับ 1 ในเพศหญิงต่อเนื่องกันมาหลายปีจากสาเหตุของ:
- มีญาติสายตรง เป็นมะเร็งเต้านม
- การบริโภคอาหารไขมันสูง
- การไม่มีบุตร การใช้ยาคุมกำเนิดเป็นเวลานาน
- ภาวะอ้วน
- ดื่มแอลกอฮอล์
- ไม่ออกกำลังกาย
นอกจากนี้ ยังปัจจัยอื่นๆ อีกมากมายหลายสาเหตุ เช่น สไตล์การใช้ชีวิตแบบชาวตะวันตก ณ เวลานี้ มะเร็งเต้านมพบมากเป็นอันดับ 3 ของมะเร็งทั้งหมดทุกประเภท แต่เป็นอันดับ 1 ในเพศหญิงทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทยเราที่มะเร็งเต้านมได้นำหน้ามะเร็งปากมดลูกที่เคยครองแชมป์ตลอดกาลขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา เมื่อเห็นตัวเลขน่ากลัวแบบนี้ หวังว่าคุณผู้หญิงทั้งหลาย คงจะต้องใส่ใจสุขภาพเต้านมกันให้มากขึ้นกว่าเดิม
- อายุ 25 ปีขึ้นไป ควรเริ่มตรวจเต้านมด้วยตนเองขณะอาบน้ำอย่างน้อย 1 ครั้งต่อเดือน
- อายุ 35 ปีขึ้นไป ตรวจการคัดกรองมะเร็งเต้านมทุกๆ 3 ปี
3 คำถามยอดนิยม เกี่ยวกับโรคเต้านม
Q: วัยรุ่นควรให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญตรวจเต้านมเป็นประจำหรือไม่?
A: ประชาชนทั่วไปที่มีปัจจัยเสี่ยงปกติ ไม่จำเป็นต้องไปพบแพทย์ แต่แนะนำให้เริ่มตรวจคลำเต้านมด้วยตนเองเมื่ออายุ 25 ปีขึ้นไป หากมีปัจจัยเสี่ยงสูงกว่าปกติเช่น มีญาติสายตรงเป็นมะเร็งเต้านมเมื่ออายุน้อยกว่า 40 ปี ยกตัวอย่างเช่น เป็นมะเร็งเต้านมตอนอายุ 37 ปี ก็จะแนะนำให้คนไข้มาพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจเต้านมก่อนอายุของญาติสายตรงคนที่เป็นโรค 5 ปี ในกรณีนี้ ควรมาพบแพทย์และตรวจแมมโมแกรมตั้งแต่อายุ 35 ปีแทนที่จะเป็น 40 ปีเหมือนประชาชนทั่วไป
Q: เมื่อไหร่ควรตรวจเต้านมด้วยเครื่องแมมโมแกรม?
A: โดยทั่วไปการตรวจวินิจฉัยด้วยเครื่องแมมโมแกรมนั้นมี 2 กรณี ได้แก่
- การตรวจแมมโมแกรมเพื่อคัดกรองเรื่องของมะเร็งเต้านม ควรตรวจเมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป ถ้าเป็นไปได้ควรจะตรวจปีละ 1 ครั้ง
- เมื่อผู้ป่วยไปพบแพทย์เนื่องจากมีอาการของเต้านม และแพทย์พิจารณาว่ามีความจำเป็นต้องตรวจเต้านมเพิ่มเติมด้วยเครื่องแมมโมแกรม หรืออัลตราซาวด์ การที่แพทย์จะพิจารณาส่งตรวจด้วยวิธีใดนั้นก็ขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น ในผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 35 ปี ก็มักแนะนำให้ตรวจด้วยแมมโมแกรม แต่ถ้าผู้ป่วยอายุน้อยกว่า 35 ปีหรือมีเนื้อนมค่อนข้างจะแน่น การตรวจแมมโมแกรมจะเห็นเป็นสีขาวซึ่งจะบดบังลักษณะของมะเร็งทำให้ตรวจพบยาก แพทย์จึงไม่นิยมแนะนำให้ตรวจแต่จะให้ตรวจด้วยอัลตราซาวน์แทน หากแพทย์สงสัยว่าอาจเป็นมะเร็งเต้านมก็อาจสั่งให้ตรวจแมมโมแกรมในผู้ป่วยอายุน้อยกว่า 35 ปีได้
Q: มะเร็งเต้านมรักษาหายขาดหรือไม่?
A: มะเร็งเต้านม ถ้าพบในระยะเริ่มต้นมีโอกาสหายขาดได้สูง แต่ขึ้นอยู่กับระยะที่มาพบแพทย์ หากเรามาพบแพทย์ในระยะเริ่มต้นได้มากเท่าไร โอกาสหายขาดก็จะมีมากขึ้นเท่านั้น
อ้างอิง :สมาคมโรคเต้านมแห่งประเทศไทย
เมื่อเข้ารับการตรวจเต้านมแล้ว และแพทย์ทำการแจ้งผลว่าป่วยเป็นมะเร็ง ไม่ว่าจะระยะใดก็ตาม สิ่งที่ควรทำเป็นอันดับแรก คือตั้งสติให้พร้อมรับมือกับสิ่งต่างๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต
อย่าสิ้นหวังเมื่อต้องเผชิญกับมะเร็งเต้านม สามารถรักษาได้
การรักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบันมีผลการรักษาดีมาก โดยเทียบตามระยะ (Stage) ผู้ป่วยมีโอกาสใช้ชีวิตอยู่ได้ถึง 5 ปี (5 year survival rate) จากข้อมูลของ American Cancer Society มี ดังนี้
- ระยะ 0 : 100%
- ระยะ 1 : 100%
- ระยะ 2 : 93%
- ระยะ 3 : 72%
- ระยะ 4 : 22%
ขั้นตอนที่ควรปฏิบัติ เมื่อทราบว่าเป็นมะเร็งเต้านม
เสียใจได้แต่อย่าสิ้นหวัง เพราะมะเร็งเต้านมสามารถรักษาได้ และควรรักษาแบบแพทย์แผนปัจจุบัน ซึ่งให้ผลการรักษาดี บางรายสามารถหายได้
- การตรวจเจอมะเร็งตั้งแต่ระยะแรก ควรจะดีใจมากกว่าเสียใจ เพราะการเจอมะเร็งตั้งแต่ระยะแรกๆ ดีกว่าเจอตอนมีอาการ หรือคลำพบก้อนที่เต้านมแล้ว
- ควรพบแพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านมะเร็งเต้านม สามารถให้แนวทางการรักษามะเร็งที่ได้มาตรฐาน ทางเลือกในการรักษา แต่ละวิธีมีข้อดี ข้อเสียต่างกันอย่างไร และสุดท้ายแพทย์จะวางแผน และแนะนำทางเลือกการรักษาที่เหมาะสมกับคุณมากที่สุด
- ผู้ป่วยควรได้รับข้อมูลที่เพียงพอก่อนทำการรักษา ดังนี้
-
- ข้อมูลเกี่ยวกับตัวโรคว่าเป็นมะเร็งเต้านมชนิดใด แพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยมีความเชี่ยวชาญด้านใด และเชี่ยวชาญเฉพาะทางจริงหรือไม่
- มีขั้นตอนการรักษาอย่างไร เช่น ถ้าเป็นมะเร็งระยะต้น ซึ่งหมายถึงจากการประเมินผู้ป่วยโดยการตรวจร่างกายด้วยเครื่องแมมโมแกรม และอัลตร้าซาวด์แล้ว คาดว่าเป็นระยะที่ 1 หรือ 2 ขั้นตอนต่อไปหลังจากทราบผลการตรวจชิ้นเนื้อ
- การรักษาวิธีใดดีที่สุดสำหรับผู้ป่วย กับแพทย์แนะนำอย่างไร หากยังไม่แน่ใจในการรักษาของแพทย์ สามารถนำผลตรวจไปปรึกษาแพทย์ที่เชี่ยวชาญในสถานพยาบาลอื่นได้ เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องก่อนเข้ารับการผ่าตัด
- หลังผ่าตัด จะต้องมีการรักษาอะไรอีกบ้าง
เมื่อทราบดังนี้แล้ว ขอให้ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมเข้มแข็ง ให้ความร่วมมือกับแพทย์ในการรักษา ถ้าได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง ครบถ้วนตามมาตรฐาน ซึ่งแผนการรักษาในปัจจุบันมีทางเลือกเพื่อผลการรักษาที่ดี และมีโอกาสหายได้
