คู่มือวัคซีนเด็ก เลือกอย่างไรให้เหมาะสม?

Image

แชร์


วัคซีนหลัก (Primary vaccines) คือ “วัคซีนพื้นฐาน” ที่เด็กทุกคนจำเป็นต้องได้รับตามแผนการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของกระทรวงสาธารณสุข และคำแนะนำของสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย ซึ่งควรได้รับตามตารางที่กำหนด เช่น วัคซีนคอตีบบาดทะยักไอกรน (DTaP/Tdap) วัคซีนโปลิโอ (IPV/OPV) วัคซีนหัดคางทูมหัดเยอรมัน (MMR) เพื่อป้องกันโรคที่มีความรุนแรง และอาจก่อให้เกิดความพิการหรือเสียชีวิตได้

 

สำหรับ “วัคซีนทางเลือก” (Optional vaccines) และ “วัคซีนเสริม” (Non-mandatory vaccines) คือวัคซีนประเภทเดียวกันในทางปฏิบัติ เพียงแต่อาจเรียกต่างกัน เพราะเป็นวัคซีนที่อยู่นอกเหนือจากวัคซีนพื้นฐานที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดให้เด็กทุกคนต้องได้รับ จึงไม่มีการบังคับให้ฉีด เช่น วัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัส (PCV/IPD) วัคซีนไข้หวัดใหญ่ (Influenza vaccine) วัคซีนอีสุกอีใส (Varicella vaccine) วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A vaccine) และวัคซีนเอชพีวี (HPV vaccine) ซึ่งผู้ปกครองสามารถเลือกฉีดเสริมให้ลูกได้ เพื่อการสร้างภูมิคุ้มกันโรคที่วัคซีนหลักไม่ครอบคลุมถึง

 

การ “เลือก” วัคซีนเสริมหรือวัคซีนทางเลือกให้ลูก

การตัดสินใจฉีด วัคซีนเสริมหรือวัคซีนทางเลือก ให้ลูกน้อย ควรทำอย่างรอบคอบและพิจารณาจากหลายปัจจัย การปรึกษาแพทย์ด้านวัคซีนเป็นประจำ จะช่วยให้สามารถวางแผนหรือปรับเปลี่ยนตารางวัคซีน ให้เหมาะกับสุขภาพและความจำเป็นของเด็กแต่ละคน โดยปัจจัยที่ควรพิจารณาดังนี้

  • ความเสี่ยงต่อการเกิดโรค พิจารณาว่าเด็กมีโอกาสเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ มากน้อยเพียงใด เช่น เด็กที่เข้าเรียนศูนย์รับเลี้ยงเด็ก อยู่ในสภาพแวดล้อมเสี่ยงสูง หรือมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง รวมถึงเด็กที่มีประวัติครอบครัวเกี่ยวกับโรคภูมิคุ้มกันผิดปกติ
  • ประวัติสุขภาพและภูมิคุ้มกันของเด็ก พิจารณาประวัติการแพ้วัคซีนหรือยา โรคเรื้อรัง ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือโรคประจำตัว 
  • ความจำเป็นตามสถานการณ์ เช่น การเดินทางไปพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค หรือการใช้ชีวิตในชุมชนที่มีความเสี่ยง เพื่อการปรับแผนวัคซีนให้สอดคล้องกับสถานการณ์
  • ความคุ้มค่าและความจำเป็นทางการแพทย์ วัคซีนเสริมบางชนิดมีค่าใช้จ่ายสูง จึงควรพิจารณาความจำเป็นและประโยชน์ร่วมกับคำแนะนำของแพทย์ 
  • ติดตามตารางวัคซีนและคำแนะนำทางการแพทย์อย่างสม่ำเสมอ ตารางวัคซีนและคำแนะนำอาจมีการปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์โรค การระบาด หรือผลวิจัยใหม่ๆ เพื่อให้ลูกได้รับวัคซีนครบถ้วนและเหมาะสมกับช่วงอายุ

 

ตารางเปรียบเทียบวัคซีนหลัก กับวัคซีนเสริม/วัคซีนทางเลือก

 

วัคซีนหลัก

วัคซีน โรคที่ป้องกัน ความสำคัญ
บีซีจี (BCG) วัณโรค วัคซีนพื้นฐาน
ตับอักเสบบี (Hepatitis B vaccine) โรคตับอักเสบบี วัคซีนพื้นฐาน
คอตีบบาดทะยักไอกรน (DTP)
ตับอักเสบบี (HB)
ฮิบ (Hib)
คอตีบ บาดทะยัก ไอกรน
ตับอักเสบบี
โรคติดเชื้อฮิบ
มีความรุนแรงและอาจทำให้พิการหรือเสียชีวิต
โปลิโอ (IPV/OPV) โปลิโอ มีความรุนแรงและอาจทำให้พิการ
ไวรัสโรตา (Rotavirus Vaccine) โรคท้องร่วงจากไวรัสโรตา ป้องกันโรคท้องร่วงรุนแรงในเด็ก
หัดคางทูมหัดเยอรมัน (MMR) หัด คางทูม หัดเยอรมัน มีความรุนแรงและอาจทำให้พิการหรือเสียชีวิต
ไข้สมองอักเสบเจอี (Japanese Encephalitis vaccine) ไข้สมองอักเสบญี่ปุ่น ป้องกันโรคไข้สมองอักเสบที่เกิดจากเชื้อไวรัส JE
เอชพีวี (HPV) มะเร็งปากมดลูก และโรคที่เกี่ยวข้องจาก HPV ป้องกันการติดเชื้อ HPV ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของมะเร็งปากมดลูก
ไข้หวัดใหญ่ (Influenza) ไข้หวัดใหญ่ ลดความรุนแรง และการนอนรพ.

วัคซีนเสริม/วัคซีนทางเลือก

วัคซีน โรคที่ป้องกัน ความสำคัญ
นิวโมคอคคัส (PCV) โรคปอดบวม, เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อนิวโมคอคคัส ผู้ปกครองสามารถเลือกฉีดตามความเสี่ยงและสภาพแวดล้อม
อีสุกอีใส (Varicella vaccine) อีสุกอีใส ป้องกันโรคอีสุกอีใสและภาวะแทรกซ้อน
ไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A vaccine) โรคตับอักเสบเอ ป้องกันโรคตับอักเสบเอในกลุ่มเสี่ยง
ไข้เลือดออก (Dengue vaccine) โรคไข้เลือดออก เด็กอายุ 4 ปี ขึ้นไป
เมนิงโกคอกคัส (Meningococcal vaccine) เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อเมนิงโกคอกคัส สำหรับเด็กที่มีความเสี่ยงสูงหรือเดินทางไปพื้นที่ระบาด
โรคมือ เท้า ปาก (EV71 vaccine) โรคมือ เท้า ปากจากเชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 เด็กอายุ 6 เดือน – 6 ปี
โรคพิษสุนัขบ้าก่อนสัมผัส โรคพิษสุนัขบ้า สำหรับกลุ่มเสี่ยงที่ถูกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกัด/ ข่วน

การฉีดวัคซีนรวม สลับยี่ห้อ และลักษณะการจับเข็มฉีดมีผลอย่างไรกับประสิทธิภาพในการป้องกันโรค ?

การฉีดวัคซีนรวม สลับยี่ห้อ และลักษณะการจับเข็มฉีด มีข้อควรพิจารณาดังนี้

  • วัคซีนรวมในเข็มเดียว คือการนำวัคซีนหลายชนิดมารวมกัน เพื่อฉีดเพียงครั้งเดียวแต่สามารถป้องกันได้หลายโรคพร้อมกัน เช่น วัคซีนรวม DTP-HB-Hib ซึ่งป้องกันโรค คอตีบบาดทะยักไอกรนตับอักเสบบีฮิบ ในเข็มเดียว และแม้ว่าการใช้วัคซีนรวมอาจทำให้เด็กได้รับวัคซีนบางโรคในปริมาณมากกว่าที่แนะนำเล็กน้อย แต่จะไม่มีผลข้างเคียงรุนแรงและมีความปลอดภัยสูง แพทย์จะเลือกใช้วัคซีนรวมที่ผ่านการรับรองและเหมาะสมกับสุขภาพของเด็กแต่ละคนเป็นรายบุคคล การฉีดวัคซีนรวมจะช่วยลดจำนวนครั้งในการฉีด ทำให้เด็กเจ็บตัวน้อยลง ช่วยลดความเครียดทั้งของเด็กและผู้ปกครอง ไม่ต้องไปโรงพยาบาลบ่อย และลดความเสี่ยงการได้รับวัคซีนไม่ครบถ้วนหรือไม่ตรงเวลา
  • การสลับยี่ห้อวัคซีน สามารถทำได้ แต่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ และไม่ควรเปลี่ยนยี่ห้อโดยไม่จำเป็น เนื่องจากวัคซีนแต่ละยี่ห้ออาจมีส่วนประกอบ สารเสริม หรือเทคนิคการผลิตที่แตกต่างกัน และหากต้องฉีดวัคซีนหลายชนิดในวันเดียวกัน ควรฉีดในตำแหน่งที่แตกต่างกัน เช่น แขนซ้าย แขนขวา หรือส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ให้ห่างกันอย่างน้อย 2-2.5 เซนติเมตร เพื่อลดความเจ็บปวดและระคายเคือง ทั้งยังง่ายต่อการสังเกตอาการไม่พึงประสงค์
  • การจับเข็มฉีด เป็นเทคนิคในการเลือกมุมการฉีด เพื่อให้ตัวยาเข้าไปในชั้นเนื้อเยื่อที่เหมาะสม เพื่อให้วัคซีนออกฤทธิ์ได้ดีที่สุด และลดผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น ดังนี้
    • การฉีดเข้าชั้นหนังแท้ (Intradermal) ใช้สำหรับวัคซีนที่ต้องการกระตุ้นภูมิคุ้มกันเฉพาะที่ เช่น วัคซีน BCG ซึ่งใช้ปริมาณวัคซีนน้อยมา และใช้มุมตื้น ๆ เพื่อให้ตัวยาอยู่ในชั้นหนังแท้
    • การฉีดเข้าชั้นใต้ผิวหนัง (Subcutaneous) เหมาะสำหรับวัคซีนที่ต้องการการดูดซึมช้า ๆ และต่อเนื่อง ส่วนใหญ่ใช้กับวัคซีนเชื้อเป็น เช่น วัคซีนหัดคางทูมหัดเยอรมัน (MMR)
    • การฉีดเข้ากล้ามเนื้อ (Intramuscular) เป็นวิธีที่ใช้บ่อยที่สุดสำหรับวัคซีนส่วนใหญ่ เนื่องจากมีหลอดเลือดและเนื้อเยื่อที่ช่วยให้การดูดซึมยาเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ส่วนใหญ่ใช้กับวัคซีนเชื้อตาย เช่น การฉีดวัคซีนรวมคอตีบบาดทะยักไอกรน (DTP)

อาการข้างเคียงหลังฉีดวัคซีน แบบไหนควรรีบพบแพทย์ ?

หลังจากเด็กได้รับวัคซีน ร่างกายอาจตอบสนองด้วยอาการบางอย่าง ซึ่งส่วนใหญ่ถือเป็นปฏิกิริยาปกติและเป็นสัญญาณว่าร่างกายกำลังสร้างภูมิคุ้มกัน อย่างไรก็ตาม ผู้ปกครองควรสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด และแยกความแตกต่างระหว่างอาการปกติกับอาการที่ต้องรีบพบแพทย์ได้ ดังนี้

 

อาการทั่วไปที่พบได้และถือว่าปกติ

  • ปวด บวม แดงร้อนบริเวณที่ฉีดวัคซีน
  • ไข้ต่ำ (37.5-38.5 °C)
  • ง่วงซึมหรืออ่อนเพลียเล็กน้อย
  • ผื่นคันเล็กน้อยบริเวณที่ฉีด
  • สำหรับวัคซีน BCG อาจเกิดตุ่มหนองเล็ก ๆ ภายใน 2-3 สัปดาห์แรก ซึ่งจะค่อย ๆ หายไปเอง

 

อาการที่ควรไปพบแพทย์ทันที

  • ผื่นลมพิษลามทั่วร่างกาย
  • อาเจียนมากหรือท้องเสียรุนแรง
  • หายใจลำบากหรือหายใจผิดปกติ
  • ความดันต่ำหรือช็อก
  • อาการเจ็บหน้าอกหรือใจสั่น
  • ต่อมน้ำเหลืองโตหรืออักเสบหลังวัคซีน BCG

 

ข้อแนะนำสำหรับผู้ปกครอง

  • เฝ้าสังเกตอาการเด็กอย่างใกล้ชิดใน 48 ชั่วโมงหลังฉีด
  • หากไข้สูงเกิน 39 °C ให้เช็ดตัว และให้ยาลดไข้ตามคำแนะนำแพทย์
  • อาการส่วนใหญ่จะหายเองภายใน 1-3 วัน
  • หากอาการไม่ดีขึ้นหรือมีความผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์ทันที

ข้อควรพิจารณาเป็นพิเศษในการฉีดวัคซีน

ผู้ปกครองควรทราบว่า การฉีดวัคซีนอย่างถูกวิธีและเหมาะสมมีความสำคัญต่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการสร้างภูมิคุ้มกัน ทั้งนี้ มีกรณีที่ควรพิจารณาเป็นพิเศษ เพื่อให้การฉีดวัคซีนเกิดประโยชน์สูงสุดและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ดังนี้

  • เด็กที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น เด็กที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน เด็กที่มีโรคภูมิคุ้มกันผิดปกติ หรือเด็กที่อยู่ระหว่างการรักษาโรคมะเร็ง ไม่ควรฉีดวัคซีนชนิดเชื้อเป็น (Live-attenuated vaccines) เช่น วัคซีนหัดคางทูมหัดเยอรมัน (MMR) หรือวัคซีนอีสุกอีใส เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการติดเชื้อจากวัคซีน
  • เด็กที่มีประวัติแพ้วัคซีนหรือส่วนประกอบของวัคซีน หากเด็กเคยมีประวัติแพ้วัคซีนในครั้งก่อนหรือแพ้ส่วนประกอบของวัคซีน เช่น ไข่ (ในวัคซีนไข้หวัดใหญ่รุ่นเก่า) หรือยีสต์ ควรแจ้งแพทย์ก่อนฉีดทุกครั้ง เพื่อพิจารณาทางเลือกอื่นหรือให้คำแนะนำที่เหมาะสม
  • เด็กที่ป่วยเฉียบพลันหรือมีไข้สูง ควรเลื่อนการฉีดวัคซีนออกไปก่อน จนกว่าอาการจะหายเป็นปกติ เพื่อให้แน่ใจว่าอาการไข้หรือภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นไม่ได้มาจากวัคซีน และเพื่อช่วยให้ร่างกายของเด็กอยู่ในสภาพพร้อมที่สุดในการรับวัคซีน
  • เด็กที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคไต โรคตับ หรือโรคทางระบบประสาทที่ยังควบคุมไม่ได้ ควรปรึกษาแพทย์เจ้าของไข้ เพื่อประเมินความเสี่ยงและวางแผนการฉีดวัคซีนที่เหมาะสมและปลอดภัย
  • เด็กที่ได้รับวัคซีนซ้ำเกินปริมาณ แม้ว่าจะไม่เป็นอันตรายรุนแรง แต่การฉีดวัคซีนชนิดเดียวกันซ้ำเกินปริมาณที่กำหนดก็เป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น และอาจทำให้เกิดความสับสนในการติดตามแผนวัคซีน การวางแผนตารางวัคซีนอย่างรอบคอบและถูกต้องจะช่วยหลีกเลี่ยงปัญหานี้ได้
  • เด็กที่คลอดก่อนกำหนด สามารถรับวัคซีนตามเกณฑ์อายุจริงได้ แต่ควรได้รับการดูแลและประเมินโดยแพทย์เป็นพิเศษ เพื่อให้แน่ใจว่าร่างกายพร้อมสำหรับการรับวัคซีนแต่ละชนิด

โรงพยาบาลพญาไท พหลโยธิน ให้บริการฉีดวัคซีนสำหรับลูกน้อย

สุขภาพของลูกน้อยเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของคุณพ่อคุณแม่ ที่โรงพยาบาลพญาไท พหลโยธิน จึงให้บริการมากกว่าการฉีดวัคซีน ด้วยการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันแบบองค์รวม ที่มุ่งเน้นทั้งความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุด ประกอบด้วย

  • วางแผนการฉีดวัคซีนเฉพาะบุคคล ทีมกุมารแพทย์พร้อมให้คำปรึกษาและวางแผนการฉีดวัคซีนที่เหมาะสมกับอายุ สุขภาพ และความเสี่ยงของเด็กเป็นรายบุคคล ทั้งวัคซีนหลัก และวัคซีนทางเลือกหรือวัคซีนเสริม เพื่อการป้องกันที่ครอบคลุมและเหมาะสม
  • มีวัคซีนหลากหลายชนิดที่ครบถ้วน ทั้งวัคซีนรวมหลายโรคในเข็มเดียว เพื่อลดจำนวนครั้งในการฉีด และวัคซีนเฉพาะโรคเพื่อการป้องกันที่ตรงจุด
  • การดูแลอย่างใกล้ชิดหลังการฉีด เพื่อความปลอดภัยสูงสุด เรามีพื้นที่พิเศษสำหรับเฝ้าสังเกตอาการหลังฉีดโดยเฉพาะ พร้อมให้คำแนะนำในการดูแลลูกน้อยและวิธีสังเกตอาการต่อที่บ้าน
  • บริการที่สะดวกสบาย ศูนย์สุขภาพเด็กและวัยรุ่น เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่ 08:00-20:00 . เพื่อให้ผู้ปกครองสามารถพาลูกเข้ารับบริการได้ตามเวลาที่สะดวก

ให้โรงพยาบาลพญาไท พหลโยธิน เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง เพื่อให้ลูกน้อยเติบโตอย่างมีสุขภาพดีในทุกช่วงวัย

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับวัคซีนเด็ก

Q: ควรเลือกฉีดวัคซีนรวม หรือวัคซีนแยกดีกว่ากัน?

A: โดยทั่วไปแพทย์จะแนะนำวัคซีนรวม เพราะช่วยให้ฉีดน้อยเข็ม ลดความเจ็บปวด ลดโอกาสลืมหรือพลาดวัคซีน และสะดวกต่อการติดตาม บางกรณี เช่น เด็กที่มีประวัติแพ้ หรือมีข้อจำกัดด้านสุขภาพ แพทย์อาจพิจารณาเลือกฉีดวัคซีนแยก เพื่อความปลอดภัยของเด็ก

 

Q: ถ้าลูกพลาดการฉีดวัคซีน จะต้องเริ่มฉีดใหม่หรือไม่?

A: ขึ้นอยู่กับชนิดของวัคซีน แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ ส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องเริ่มใหม่ สามารถฉีดต่อจากเข็มที่ค้างไว้ได้ เพราะภูมิคุ้มกันของร่างกายยังคงจดจำวัคซีนที่เคยได้รับ แพทย์จะเป็นผู้ช่วยปรับตารางการฉีดใหม่ให้เหมาะสม เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพในการป้องกันโรคอย่างเต็มที่

 

Q: ถ้าฉีดวัคซีนแล้ว ลูกจะไม่ป่วยด้วยโรคนั้นอีกเลยใช่หรือไม่?

A: ไม่ใช่เสมอไป วัคซีนช่วยลดความเสี่ยงในการป่วย และหากเป็นโรคก็ทำให้อาการไม่รุนแรง แต่ไม่ได้ป้องกันได้ตลอดชีวิตในทุกโรค ดังนั้นวัคซีนบางโรคจึงต้องฉีดซ้ำ หรือฉีดกระตุ้นเป็นระยะ เช่น วัคซีนบาดทะยัก ที่แนะนำให้ฉีดกระตุ้นทุก 10 ปี เพราะภูมิคุ้มกันจะค่อย ๆ ลดลงตามเวลา

 

Loading...

แชร์


Loading...