โรคไตเรื้อรัง (CKD) คือภาวะที่การทำงานของไตลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปโดยประเมินจากค่าการกรองของไต (estimated Glomerular Filtration Rate: eGFR) ที่ต่ำกว่า 60 ml/min/1.73 m² หรือมีความผิดปกติของไต เช่น มีโปรตีนรั่วในปัสสาวะ หรือมีความผิดปกติทางโครงสร้างของไตที่พบจากการตรวจอัลตราซาวด์หรือการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ โดยภาวะเหล่านี้ต้องเกิดขึ้นต่อเนื่องนานกว่า 3 เดือน
สาเหตุที่พบบ่อยของโรคไตเรื้อรัง ได้แก่ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคไตอักเสบเรื้อรัง โรคทางพันธุกรรม เช่น โรคถุงน้ำที่ไต (Polycystic Kidney Disease) และการใช้ยาบางชนิด เช่น ยากลุ่ม NSAIDs เป็นเวลานาน โรคนี้มักไม่แสดงอาการในระยะแรก แต่เมื่อโรคดำเนินไป ผู้ป่วยอาจมีอาการจากการคั่งของเสีย เช่น อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร หรือมีอาการบวมน้ำ
ขณะที่ภาวะไตวายเฉียบพลัน (Acute Kidney Injury: AKI) คือภาวะที่การทำงานของไตลดลงอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมงจนถึงไม่กี่วัน ส่งผลให้ไตไม่สามารถขับของเสียหรือรักษาสมดุลของน้ำและเกลือแร่ได้อย่างเหมาะสม สาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่ ภาวะขาดเลือดไปเลี้ยงไตจากการช็อกหรือขาดน้ำอย่างรุนแรง การติดเชื้อในกระแสเลือด การได้รับยาหรือสารพิษที่มีผลทำลายเนื้อไต หรือภาวะทางเดินปัสสาวะอุดกั้นเฉียบพลัน
ความแตกต่างสำคัญระหว่างทั้งสองภาวะอยู่ที่ ระยะเวลาการเกิดโรค ความรุนแรง และโอกาสในการฟื้นตัว โดยไตวายเฉียบพลันมีโอกาสฟื้นคืนการทำงานของไตได้หากได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ในทางกลับกัน โรคไตเรื้อรังมักมีการเสื่อมลงอย่างถาวรและต้องได้รับการดูแลระยะยาว
อาการเตือนโรคไตเสื่อม แบบไหนที่ควรรีบพบแพทย์?
การสังเกตอาการเบื้องต้นของโรคไตเสื่อมมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากผู้ป่วยในระยะนี้มักไม่มีอาการแสดงชัดเจน ทำให้หลายคนอาจไม่รู้สึกถึงความผิดปกติของร่างกาย ส่งผลให้โรคค่อยๆ ลุกลามและนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อน ซึ่งสัญญาณเตือนที่ควรระวังมีดังนี้
- อ่อนเพลีย เหนื่อยง่ายกว่าปกติ
- เบื่ออาหาร คลื่นไส้
- บวมที่ขา เท้า หรือใบหน้า จากการคั่งของน้ำและเกลือแร่
- ปัสสาวะผิดปกติ เช่น มีฟองมาก สีเข้ม หรือปริมาณลดลง
- ความดันโลหิตสูงที่ควบคุมได้ยาก
- ต้องตื่นมาปัสสาวะตอนกลางคืนบ่อยๆ
ทั้งนี้ การวินิจฉัยโรคไตเรื้อรัง จำเป็นต้องอาศัยการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ร่วมกับการประเมินอาการและประวัติสุขภาพ โดยทั่วไปจะมีการตรวจปัสสาวะเพื่อหาการรั่วของโปรตีน (Proteinuria) หรือเม็ดเลือดแดง (Hematuria) เพราะอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับไต
หากพบความผิดปกติจากการตรวจปัสสาวะก็ควรได้รับการตรวจเพิ่มเติม เช่น ตรวจหาระดับครีเอตินิน (Creatinine) ในเลือด ซึ่งช่วยประเมินประสิทธิภาพการทำงานของไต และใช้คำนวณค่า GFR (Glomerular Filtration Rate) ที่ใช้เป็นเกณฑ์การแบ่งระยะของโรคไตเรื้อรังต่อไป
โรคไตเสื่อมมีกี่ระยะ? เข้าใจระดับความรุนแรงและอาการในแต่ละระยะ
โรคไตเรื้อรังแบ่งออกเป็น 5 ระยะ ตามประสิทธิภาพการทำงานของไตในการกรองของเสียจากเลือด (GFR) ยิ่งค่า GFR ลดลงมากเท่าไหร่ ลักษณะอาการและความรุนแรงของโรคก็จะยิ่งรุนแรง ดังนี้
| ระยะของโรคไต | ค่า GFR (มล./นาที) | อาการและสิ่งที่ตรวจพบ |
| ระยะที่ 1 | ≥90 | ยังไม่มีอาการชัดเจน แต่ตรวจพบความผิดปกติของไต เช่น พบโปรตีนในปัสสาวะ หรือความผิดปกติทางโครงสร้างของไตจากการตรวจอัลตราซาวด์ |
| ระยะที่ 2 | 60–89 | ไตเริ่มเสื่อมเล็กน้อย อาจยังไม่มีอาการหรือมีอาการน้อยมาก แต่ตรวจพบความผิดปกติเหมือนระยะที่ 1 |
| ระยะที่ 3 | 30–59 | เริ่มมีอาการอ่อนเพลีย ซีด ขาบวม ความดันโลหิตสูง และมีของเสียสะสมในร่างกายมากขึ้น |
| ระยะที่ 4 | 15–29 | อาการชัดเจนขึ้น เช่น เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ควบคุมความดันได้ยาก ไตขับของเสียได้น้อยลงมาก |
| ระยะที่ 5 | <15 | ไตทำงานไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต จำเป็นต้องฟอกไต ล้างไตทางช่องท้อง หรือปลูกถ่ายไต |
แนวทางการรักษาโรคไตเรื้อรังในแต่ละระยะ
การรักษาโรคไตเรื้อรัง มีเป้าหมายเพื่อชะลอความเสื่อมของไต ป้องกันภาวะแทรกซ้อน และคงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้นานที่สุด ซึ่งแนวทางการรักษาในแต่ละระยะ มีดังนี้
- ระยะที่ 1 : ไตเริ่มเสื่อมแต่ยังคงทำงานได้ดี (ค่า GFR≥90)
เริ่มดูแลโดยการควบคุมโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หลีกเลี่ยงยาและสารที่เป็นพิษต่อไต โดยเฉพาะยาแก้ปวดและต้านการอักเสบกลุ่ม NSAIDs ปรับพฤติกรรมการกิน ลดโซเดียม น้ำตาล และไขมัน ดื่มน้ำให้เพียงพอ ตรวจติดตามค่าการทำงานของไตและปัสสาวะอย่างน้อยปีละครั้ง - ระยะที่ 2 : ไตเริ่มเสื่อมเล็กน้อย (ค่า GFR 60-89)
ให้ความสำคัญกับการเฝ้าระวังภาวะโปรตีนรั่วในปัสสาวะ แพทย์อาจพิจารณาให้ใช้ยาควบคุมความดันโลหิตกลุ่ม ACE inhibitors หรือ ARBs เพื่อช่วยลดการรั่วของโปรตีนและชะลอการเสื่อมของไต และควรตรวจประเมินปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น ไขมันในเลือดสูง และภาวะน้ำหนักเกิน หากจำเป็น - ระยะที่ 3 : เป็นช่วงที่ไตเสื่อมปานกลาง (ค่า GFR 30-59)
เน้นการใช้ยาควบคุมความดันโลหิต โดยเฉพาะยาที่ช่วยลดการรั่วของโปรตีนในปัสสาวะ ปรับอาหารเพื่อลดภาระการทำงานของไต โดยลดปริมาณโปรตีน โซเดียม โพแทสเซียม และฟอสฟอรัส ตามคำแนะนำของแพทย์และนักกำหนดอาหาร พร้อมทั้งติดตามผลเลือดและปัสสาวะอย่างใกล้ชิดเพื่อเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อน เช่น โลหิตจาง หรือภาวะเกลือแร่ผิดปกติ - ระยะที่ 4 : เป็นระยะที่ไตเสื่อมลงอย่างรุนแรง (ค่า GFR 15-29)
เน้นการควบคุมภาวะแทรกซ้อนอย่างใกล้ชิด เช่น รักษาภาวะโลหิตจางด้วยยากระตุ้นเม็ดเลือดแดง (ESA) ใช้ยาจับฟอสเฟตเพื่อลดภาวะฟอสเฟตสูง ควบคุมระดับโพแทสเซียมในเลือด นอกจากนี้ควรเริ่มวางแผนเตรียมความพร้อมสำหรับการบำบัดทดแทนไต - ระยะที่ 5 หรือระยะสุดท้ายของโรคไตเรื้อรัง (ค่า GFR<15)
เป็นช่วงที่ค่าการทำงานของไตจะลดลงอย่างรวดเร็ว ร่วมกับมีอาการแสดงที่มากขึ้น เช่นอ่อนเพลีย อาเจียน บวมตามร่างกาย หากมีอาการมากขึ้นจำเป็นต้องได้รับการบำบัดทดแทนไตอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (Hemodialysis) การล้างไตทางช่องท้อง (Peritoneal Dialysis) หรือการปลูกถ่ายไตหากมีความเหมาะสม โดยแนวทางการดูแลจะต้องครอบคลุมทั้งทางร่างกายและจิตใจ เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด
เมื่อไหร่ที่ต้องเริ่มฟอกไต? รู้ทันสัญญาณบอกระยะสุดท้ายของโรคไต
โดยทั่วไปแพทย์จะแนะนำให้เริ่มฟอกไตเมื่อค่า GFR ต่ำกว่า 15 ml/min ร่วมกับมีอาการรุนแรง เช่น เหนื่อยมาก บวมมาก คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ระดับของเสียในเลือดสูง ภาวะเกลือแร่ผิดปกติ ภาวะน้ำเกินในร่างกายที่ควบคุมไม่ได้ หรือภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น ภาวะเลือดเป็นกรด โดยรูปแบบการฟอกไตมีอยู่ 2 วิธีหลัก ได้แก่
- การล้างไตด้วยการฟอกเลือด (Hemodialysis) : เป็นการใช้เครื่องไตเทียมในการดึงเลือด ผ่านตัวกรอง (Dialyzer) เพื่อทำการกรองของเสีย น้ำส่วนเกิน และเกลือแร่ออกจากเลือด โดยต้องเตรียมเส้นเลือดสำหรับการฟอกเลือดด้วยการทำ AV fistula หรือ graft วิธีนี้เหมาะกับผู้ที่ไม่สามารถดูแลตนเองได้ หรือไม่มีสภาพแวดล้อมที่สะอาดเพียงพอสำหรับการล้างไตที่บ้าน ทั้งยังมีข้อดีคือให้ประสิทธิภาพในการกรองสูง และมีทีมแพทย์คอยดูแล จึงช่วยลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อ
- การล้างไตทางช่องท้อง (Peritoneal Dialysis) : เป็นวิธีที่ใช้เยื่อบุช่องท้องเป็นตัวกรองของเสีย โดยใส่น้ำยาล้างไตเข้าไปในช่องท้องผ่านสายที่ฝังไว้ที่หน้าท้อง แล้วปล่อยให้ของเสียซึมผ่านเยื่อบุออกมา ก่อนระบายของเสียทิ้ง มีทั้งแบบทำเอง (Continuous Ambulatory Peritoneal Dialysis; CAPD) วันละ 4-6 ครั้ง และแบบใช้เครื่องอัตโนมัติในตอนกลางคืน (Automated Peritoneal Dialysis; APD) วิธีนี้เหมาะกับผู้ที่สามารถดูแลตนเองได้ มีสภาพแวดล้อมที่สะอาด แต่ต้องรักษาสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด เพราะมีความเสี่ยงติดเชื้อในช่องท้อง มีข้อดีคือไม่ต้องไปโรงพยาบาลบ่อย แต่ไม่เหมาะกับผู้ที่มีพังผืดในช่องท้อง เคยผ่าตัดช่องท้อง มีไส้เลื่อน หรือติดเชื้อในช่องท้องบ่อยครั้ง
นอกจากวิธีฟอกไตแล้ว ยังสามารถทำการผ่าตัด ‘ปลูกถ่ายไต’ (Kidney Transplant) หรือเปลี่ยนไตจากผู้บริจาค ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยฟื้นฟูการทำงานของไตได้ดีที่สุด แต่ต้องมีการติดตามและรับประทานยากดภูมิต้านทานตลอดชีวิต เพื่อป้องกันร่างกายปฏิเสธไตใหม่ และต้องได้รับการติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาคุณภาพชีวิตและยืดอายุการใช้งานของไต
โรคไตเรื้อรังป้องกันและชะลอได้ด้วยการดูแลอย่างเหมาะสม
เราสามารถชะลอความเสื่อมของไตได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากได้รับการตรวจคัดกรองและดูแลรักษาอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคไต หรือผู้ที่ใช้ยาแก้ปวดและต้านการอักเสบกลุ่ม NSAIDs เป็นประจำ จึงควรเข้ารับการตรวจสุขภาพไตอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อเฝ้าระวังความผิดปกติ และวางแผนดูแลสุขภาพได้อย่างเหมาะสม
โรงพยาบาลพญาไท พหลโยธิน มีทีมแพทย์เฉพาะทางด้านโรคไต พร้อมด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย ให้บริการครอบคลุมทั้งการตรวจ วินิจฉัย ดูแลรักษาผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังในทุกระยะ รวมถึงบริการฟอกไตและการผ่าตัดปลูกถ่ายไต เพื่อฟื้นฟูสุขภาพและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ดีขึ้น
นพ. ธนชัย ศิริพจนากุล
อายุรแพทย์โรคไต
รพ.พญาไท พหลโยธิน
