ต่อมลูกหมากโต ภัยเงียบที่ผู้ชายไม่ควรมองข้าม
ต่อมลูกหมากโต (Benign Prostatic Hyperplasia; BPH) คือภาวะที่เซลล์ของต่อมลูกหมากมีการเพิ่มจำนวนมากกว่าปกติ ส่งผลให้ต่อมลูกหมากขยายใหญ่ขึ้น และอาจไปกดเบียดท่อปัสสาวะที่พาดผ่านกลางต่อมลูกหมากให้แคบลง ทำให้มีปัญหาในการปัสสาวะ ต่อมลูกหมากโตเป็นภาวะที่ไม่ใช่มะเร็ง พบได้บ่อยในผู้ชายอายุมากกว่า 45 ปี และมีแนวโน้มพบมากขึ้นตามอายุ โดยในกลุ่มผู้ชายอายุ 70 ปีขึ้นไปมีโอกาสพบมากถึง 80%
อาการ หรือสัญญาณเตือนต่อมลูกหมากโต
ภาวะต่อมลูกหมากโตสามารถสังเกตได้จากอาการที่เกิดขึ้นในระบบทางเดินปัสสาวะ ดังนี้
- ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะเวลากลางคืน จนต้องลุกไปปัสสาวะบ่อยครั้ง ซึ่งรบกวนการนอน
- ปัสสาวะลำบาก สะดุด ไม่พุ่ง ต้องเบ่งหรือปัสสาวะซ้ำ รู้สึกปวดหรือเจ็บขณะปัสสาวะ
- ควบคุมปัสสาวะลำบาก กลั้นไม่อยู่ หรือมีความรู้สึกปวดปัสสาวะกะทันหันจนต้องรีบเข้าห้องน้ำ
ปัสสาวะไม่ออกเฉียบพลัน อาจเกิดขึ้นในบางราย ซึ่งถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องรีบรักษา
อาการเหล่านี้ ไม่เพียงแต่สร้างความไม่สบายตัว แต่ยังส่งผลต่อความเครียดและความวิตกกังวล และหากปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ภาวะปัสสาวะคั่ง หรือโรคไตในระยะยาว
การรักษาต่อมลูกหมากโต ทางเลือกการรักษาที่หลากหลาย
การรักษาต่อมลูกหมากโตมีตั้งแต่การปรับพฤติกรรม การใช้ยา การผ่าตัด ไปจนถึงเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ช่วยให้การรักษาได้ผลดีขึ้น ซึ่งทางเลือกในการรักษาต่อมลูกหมากโต แบ่งออกได้เป็น 4 แนวทางหลัก โดยเริ่มจาก
- การปรับพฤติกรรม หากอาการไม่รุนแรงและสามารถควบคุมได้ด้วยการปรับพฤติกรรม เช่น หลีกเลี่ยงการดื่มชา กาแฟ และแอลกอฮอล์ เพื่อช่วยลดอาการปัสสาวะบ่อย ลดการดื่มน้ำมากในช่วงเย็นหรือก่อนนอนที่ทำให้ต้องตื่นมาเข้าห้องน้ำบ่อย
- การใช้ยา เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ได้ผลดี โดยมียาหลักอยู่ 2 กลุ่ม ได้แก่ ยาในกลุ่ม Alpha Blockers ซึ่งออกฤทธิ์ช่วยคลายตัวของกล้ามเนื้อเรียบบริเวณต่อมลูกหมากและคอกระเพาะปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะได้สะดวกขึ้น ลดอาการปัสสาวะลำบาก และยาในกลุ่ม 5-Alpha Reductase Inhibitors ที่ช่วยลดขนาดของต่อมลูกหมาก โดยการยับยั้งกระบวนการเปลี่ยนฮอร์โมนเพศชายบางชนิด ส่งผลให้ต่อมลูกหมากค่อย ๆ ยุบตัวลง ลดแรงกดเบียดท่อปัสสาวะ และช่วยบรรเทาอาการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในบางกรณีแพทย์อาจให้ยาทั้ง 2 กลุ่ม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาและลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน เช่น ปัสสาวะไม่ออกเฉียบพลัน
- การรักษาด้วยการผ่าตัดแบบดั้งเดิม
- การผ่าตัดส่องกล้องผ่านท่อปัสสาวะ (Transurethral Resection of the Prostate; TURP) โดยใช้เครื่องมือพิเศษสอดผ่านท่อปัสสาวะเพื่อขูดหรือตัดเนื้อต่อมลูกหมากส่วนที่โตออก เหมาะสำหรับผู้ที่มีต่อมลูกหมากโตขนาดปานกลางถึงใหญ่
- การผ่าตัดส่องกล้องกรีดเนื้อต่อมลูกหมากและคอกระเพาะปัสสาวะ (Transurethral Incision of the Prostate; TUIP) ให้เป็นรอยเล็ก ๆ เพื่อขยายท่อปัสสาวะ เหมาะกับต่อมลูกหมากโตขนาดเล็กถึงปานกลาง
- การใช้เลเซอร์โฮลเมียมตัดเนื้อต่อมลูกหมากออก (Holmium Laser Enucleation of Prostate; HoLEP) เหมาะสำหรับต่อมลูกหมากที่มีขนาดใหญ่
- การใช้เทคโนโลยีใหม่
- การรักษาด้วยไอน้ำ (Water Vapor Therapy) อุณหภูมิประมาณ 103 องศาเซลเซียส ฉีดเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อต่อมลูกหมากส่วนที่กดทับท่อปัสสาวะ ส่งผลให้เนื้อเยื่อยุบตัวลงและช่องทางเดินปัสสาวะขยายกว้างขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่มีต่อมลูกหมากโตขนาดเล็กถึงปานกลาง
- การใช้เลเซอร์เพื่อทำลายเนื้อเยื่อต่อมลูกหมาก (Laser Ablation) ช่วยลดอาการอุดตันของทางเดินปัสสาวะ
- การอุดหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงต่อมลูกหมาก (Prostatic Artery Embolization; PAE) เป็นทางเลือกใหม่ในการรักษาต่อมลูกหมากโต ที่ใช้การอุดหลอดเลือดขนาดเล็กที่หล่อเลี้ยงต่อมลูกหมาก ส่งผลให้เนื้อเยื่อลดขนาดลงตามธรรมชาติ ช่วยบรรเทาอาการได้โดยไม่ต้องผ่าตัด
PAE ขั้นตอนการรักษาต่อมลูกหมากโตแบบไม่ต้องผ่าตัด
เทคนิคการรักษาต่อมลูกหมากโตด้วยการทำ PAE (Prostatic Artery Embolization) เป็นการรักษาที่มีการรุกรานน้อย โดยใช้การอุดหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงต่อมลูกหมาก ทำให้เนื้อต่อมลูกหมากขาดเลือดและยุบตัวลง นับเป็นหัตถการที่มีความแม่นยำและความเสี่ยงต่ำ เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ หรือมีความเสี่ยงสูงจากการดมยาสลบ ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้
- แพทย์จะใส่สายสวนขนาดเล็กผ่านทางหลอดเลือดแดงที่ขาหนีบหรือข้อมือ ซึ่งโดยทั่วไปนิยมใช้ทางข้อมือ เนื่องจากสามารถควบคุมทิศทางของสายสวนได้ดีกว่า
- สายสวนจะถูกเคลื่อนเข้าไปยังหลอดเลือดแดงใหญ่ในอุ้งเชิงกราน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในการเข้าถึงหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงต่อมลูกหมาก ในขั้นตอนนี้จะมีการใช้ยาชาเฉพาะที่โดยไม่ต้องวางยาสลบ
- แพทย์จะฉีดสารทึบรังสีร่วมกับการถ่ายภาพด้วยเทคโนโลยี Digital Subtracted Angiography (DSA) และ Cone-Beam CT เพื่อให้เห็นรายละเอียดของระบบหลอดเลือดในอุ้งเชิงกรานอย่างชัดเจน โดยการระบุตำแหน่งของหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงต่อมลูกหมาก (Prostatic Artery) อย่างแม่นยำ
- เมื่อระบุตำแหน่งของหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงต่อมลูกหมากแล้ว แพทย์จะค่อย ๆ เลื่อนสายสวนขนาดเล็ก (microcatheter) ผ่านระบบหลอดเลือดไปยังตำแหน่งที่ต้องการอุดทีละข้างด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากเส้นเลือดมีขนาดเล็กและซับซ้อน
- ทำการฉีดสารอุดหลอดเลือดซึ่งเป็นอนุภาคขนาดเล็ก (microspheres) เข้าไปอย่างช้า ๆ โดยอนุภาคเหล่านี้จะกระจายตัวและอุดหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงต่อมลูกหมากได้อย่างทั่วถึง
- หลังฉีดสารอุดหลอดเลือดข้างหนึ่งเรียบร้อยแล้ว แพทย์จะถ่ายภาพรังสีซ้ำเพื่อตรวจสอบความเรียบร้อยของการอุดตันว่าครอบคลุมเพียงพอ และไม่มีการไหลของสารไปยังตำแหน่งที่ไม่ต้องการ (non-target embolization) จากนั้นจะทำขั้นตอนเดียวกันนี้ในหลอดเลือดแดงของลูกหมากอีกข้างหนึ่ง เพื่อให้การรักษาครอบคลุมอย่างสมบูรณ์
- เมื่อเสร็จสิ้นการอุดหลอดเลือดทั้งสองข้างแล้ว แพทย์จะถอนสายสวน ทำการหยุดเลือด และเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนเบื้องต้น ก่อนให้ผู้ป่วยกลับบ้านได้ในวันเดียวกัน
ทั้งนี้ หลังทำ PAE จะมีอาการปัสสาวะขัด ปัสสาวะบ่อย และแสบขัดลำกล้องได้ประมาณ 3-7 วัน ซึ่งเกิดจากการตอบสนองหลังการอุดเส้นเลือด แต่อาการเหล่านี้จะค่อย ๆ ดีขึ้นและหายไปตามลำดับ และอาการของภาวะต่อมลูกหมากโตจะเริ่มดีขึ้น เช่น การตื่นมาปัสสาวะตอนกลางคืนจะลดจำนวนครั้งลง ปัสสาวะจะเริ่มคล่องขึ้นกว่าก่อนทำการรักษาในช่วงสัปดาห์ที่ 3-4 และจะเห็นผลชัดเจนขึ้นอย่างต่อเนื่องไปจนในช่วง 3-6 เดือน และประสิทธิภาพการรักษามักจะคงอยู่อย่างถาวร
ใครบ้างที่เหมาะกับการรักษาด้วย PAE ?
การรักษาด้วย PAE เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการรักษาภาวะต่อมลูกหมากโตโดยไม่ผ่าตัด โดยกลุ่มผู้ที่มีความเหมาะสม ได้แก่
- ผู้ที่มีอาการปานกลางถึงรุนแรง เช่น ปัสสาวะบ่อย กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ปัสสาวะสะดุด หรือรู้สึกปัสสาวะไม่สุด ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพ
- มีข้อจำกัดหรือไม่เหมาะกับการผ่าตัด เช่น เป็นผู้สูงอายุ มีโรคประจำตัว โรคหัวใจ ผู้ที่ทานยาละลายลิ่มเลือดและไม่สามารถหยุดยาละลายลิ่มเลือดได้
- มีต่อมลูกหมากโตขนาดใหญ่ (มากกว่า 40 กรัมขึ้นไป)
- ผู้ที่ต้องการรักษาที่ไม่ส่งผลต่อสมรรถภาพทางเพศ ซึ่งพบได้น้อยกว่าการผ่าตัดแบบดั้งเดิม
- ผู้ที่มีภาวะแทรกซ่อนจากการทานยาต่อมลูกหมากโต เช่น อาการหน้ามืดจากความดันโลหิตต่ำ ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ หรือภาวะน้ำอสุจิย้อนกลับ ต้องการลดขนาดยาหรือหยุดยารักษาต่อมลูกหมากโต
ข้อดีของ PAE เมื่อเทียบกับการผ่าตัดต่อมลูกหมาก
- เป็นหัตถการที่ไม่ต้องผ่าตัดและไม่ต้องดมยาสลบ ทำให้ผู้ลดความเสี่ยงในการดมยาสลบในผู้สูงอายุ
- ใช้เวลาทำหัตถการโดยเฉลี่ยประมาณ 2 ชั่วโมง และพักฟื้นเพื่อสังเกตอาการในโรงพยาบาลไม่กี่ชั่วโมง สามารถกลับบ้านได้ในวันเดียวกันหรือวันถัดไป
- ไม่ต้องคาสายสวนปัสสาวะทั้งก่อนและหลังทำการรักษา ทำให้ระยะเวลาพักฟื้นต่อที่บ้านสั้นกว่า สามารถกลับไปทำกิจกรรมตามปกติได้เร็ว
- ไม่มีการใส่เครื่องมือผ่าตัดทางท่อปัสสาวะ หลังทำ PAE คนไข้จะมีแผลเท่ารูเข็มที่บริเวณข้อมือหรือขาหนีบ
- มีผลข้างเคียงน้อยกว่าเทคนิคผ่าตัดแบบดั้งเดิม
- ไม่ส่งผลกระทบต่อสมรรถภาพทางเพศในผู้ป่วยส่วนใหญ่
ผลข้างเคียงหรือภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นในการทำ PAE
PAE เป็นหัตถการที่มีความปลอดภัยสูงและมีความเสี่ยงต่ำเมื่อทำโดยแพทย์เฉพาะทาง แต่ยังอาจมีผลข้างเคียงและภาวะแทรกซ้อนได้ ดังนี้
- ปวดบริเวณอุ้งเชิงกราน ปัสสาวะบ่อยหรือเจ็บขณะปัสสาวะ มีไข้ต่ำ อ่อนเพลีย ซึ่งมักเกิดในช่วง 1-4 วันแรก และจะดีขึ้นภายใน 3-7 วัน
- เลือดออกหรือช้ำเล็กน้อยบริเวณจุดเจาะหลอดเลือดแดง (ข้อมือหรือขาหนีบ) พบได้บ่อยแต่ไม่รุนแรง
- ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ โดยเฉพาะในผู้ที่มีสายสวนปัสสาวะอยู่ แต่สามารถป้องกันได้โดนการให้ยาฆ่าเชื้อทั้งก่อนและหลังทำการรักษา
- มีเลือดปนในปัสสาวะ อสุจิ หรืออุจจาระ ซึ่งพบได้ในบางราย แต่เป็นอาการชั่วคราวและมักหายได้เองได้ใน 1-2 สัปดาห์
- มีโอกาสเกิดภาวะอุดกั้นทางเดินปัสสาวะจากเศษเนื้อเยื่อต่อมลูกหมากที่หลุดออกหลังทำหัตถการ มีโอกาสพบประมาณ 1-2%
การดูแลตัวเองหลังทำ PAE
- พักผ่อนให้เพียงพอและหลีกเลี่ยงกิจกรรมหรือออกกำลังกายหนักในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก
- ดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อช่วยขับสารทึบรังสี และลดความเสี่ยงการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
- รับประทานยาแก้ปวดตามที่แพทย์สั่ง
- หมั่นสังเกตอาการผิดปกติ เช่น มีไข้สูง ปัสสาวะขัดหรือเจ็บมาก เลือดออกมาก หรือบวมแดงที่จุดเจาะหลอดเลือด หากมีอาการเหล่านี้ควรรีบพบแพทย์
หากคุณมีอาการปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะไม่สุด หรือสะดุด อาจเป็นสัญญาณของอาการต่อมลูกหมากโต โรงพยาบาลพญาไท พหลโยธิน มีทีมแพทย์เฉพาะทางระบบทางเดินปัสสาวะ พร้อมให้คำปรึกษา ดูแลตั้งแต่การตรวจ วินิจฉัย และมีทางเลือกในการรักษาที่เหมาะกับผู้ป่วยเฉพาะราย ทั้งการใช้ยา การผ่าตัด และนวัตกรรมการรักษาแบบ PAE (Prostatic Artery Embolization) ซึ่งเพิ่มความปลอดภัยและให้ผลการรักษาที่ดีสำหรับผู้ที่ไม่พร้อมในการผ่าตัด
อย่าปล่อยให้อาการเหล่านี้บั่นทอนคุณภาพชีวิต เพราะการตรวจพบและรักษาทันท่วงที คือกุญแจสำคัญสู่การกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง
นพ. อนวัช สีวลีพันธ์
รังสีแพทย์ร่วมรักษาระบบลำตัว
โรงพยาบาลพญาไท พหลโยธิน
