ทอนซิลคืออะไร ? ทำไมเด็กจึงมีปัญหาทอนซิลบ่อย
ทอนซิล (Tonsil) คือ ต่อมน้ำเหลือง ที่อยู่บริเวณด้านหลังของลำคอ มีบทบาทสำคัญในระบบภูมิคุ้มกัน โดยทำหน้าที่ดักจับและป้องกันเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายทางช่องปากและลำคอ จึงเปรียบเสมือน “ด่านแรก” ในการป้องกันการติดเชื้อ
สำหรับเด็ก โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี มักพบปัญหาทอนซิลอักเสบบ่อย เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ ส่งผลให้ต่อมทอนซิลต้องทำงานหนักในการต่อสู้กับเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย นอกจากนี้ ต่อมทอนซิลในเด็กจะมีขนาดใหญ่ จึงเสี่ยงต่อการอักเสบและติดเชื้อได้ง่ายกว่าในผู้ใหญ่ที่ขนาดของต่อมทอนซิลจะเล็กลงและทำงานน้อยลง จากการที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายพัฒนาจนสมบูรณ์และแข็งแรงขึ้น
สัญญาณและอาการที่ต้องผ่าตัดต่อมทอนซิลในเด็ก อายุเท่าไหร่จึงผ่าตัดได้ ?
การผ่าตัดต่อมทอนซิลในเด็กสามารถพิจารณาได้ตั้งแต่อายุ 2-3 ปีขึ้นไป แต่การตัดสินใจผ่าตัดจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิต เช่น ทำให้เด็กต้องหยุดเรียนหรือมีปัญหาการเจริญเติบโตช้า โดยข้อบ่งชี้ในการผ่าตัดประกอบด้วยอาการต่อไปนี้
- มีการอักเสบของต่อมทอนซิลมากกว่า 5 ครั้งต่อปีติดต่อกัน 2 ปี หรือ 3 ครั้งต่อปี ติดต่อกัน 3 ปี
- มีอาการอักเสบรุนแรง เจ็บคอเรื้อรัง มีไข้บ่อย มีหนองในต่อมทอนซิล และรักษาด้วยยาปฏิชีวนะแล้วไม่ได้ผล
- ต่อมทอนซิลโตมากจนทำให้เกิดการอุดกั้นทางเดินหายใจ มีอาการนอนกรน หยุดหายใจขณะนอน หรือหายใจลำบาก
- กลืนอาหารลำบากหรือสำลักบ่อย
- ต่อมทอนซิลโตผิดปกติข้างใดข้างหนึ่ง ซึ่งอาจสงสัยว่าเป็นเนื้อร้าย
การผ่าตัดต่อมทอนซิลจะช่วยลดการติดเชื้อซ้ำซ้อน ป้องกันภาวะแทรกซ้อน และทำให้เด็กมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น เช่น หายใจสะดวกขึ้น นอนหลับดีขึ้น
พ่อแม่ควรเตรียมตัวอย่างไรเมื่อลูกต้องผ่าตัดทอนซิล ?
- เตรียมของใช้ส่วนตัวสำหรับเด็กเพื่อการพักฟื้นที่โรงพยาบาล 1-2 คืน เช่น ผ้าเช็ดหน้า แปรงสีฟัน ผ้าเช็ดตัว ของเล่นหรือหนังสือเล่มโปรด เพื่อให้เด็กมีความรู้สึกปลอดภัยและผ่อนคลายขณะพักรักษาตัวในโรงพยาบาล
- พูดคุยและอธิบายให้เด็กเข้าใจถึงขั้นตอนการผ่าตัดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เพื่อลดความกังวลและความเครียดของเด็ก ให้กำลังใจและตอบคำถามของเด็กอย่างใจเย็น เพื่อให้เด็กมั่นใจและพร้อมรับการผ่าตัด
- ดูแลเรื่องการงดน้ำและอาหารก่อนผ่าตัดอย่างเคร่งครัด ระวังการแอบกินขนมหรือเครื่องดื่มใด ๆ ที่อาจมีผลต่อความปลอดภัยในการผ่าตัด
ขั้นตอนการผ่าตัดทอนซิลในเด็กและความปลอดภัยที่ได้มาตรฐาน (Step by Step)
การผ่าตัดต่อมทอนซิลในเด็กเป็นหัตถการที่มีมาตรฐานและความปลอดภัย โดยเริ่มจากการตรวจวินิจฉัยอาการเพื่อเลือกวิธีการผ่าตัดด้วยเทคนิคที่เหมาะสม ซึ่งขั้นตอนการผ่าตัดทอนซิลในเด็กโดยทั่วไปมี ดังนี้
- ตรวจสุขภาพพื้นฐานอย่างละเอียด รวมถึงการตรวจประเมินภาวะการแข็งตัวของเลือด เช็กประวัติการแพ้ยาและยาที่ใช้อยู่ประจำ โดยเฉพาะยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด เช่น แอสไพริน ไอบูโพรเฟน วิตามินอี น้ำมันปลา เพื่อพิจารณาการงดก่อนผ่าตัด
- งดน้ำและอาหารอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงก่อนผ่าตัด เพื่อป้องกันการสำลักขณะดมยาสลบ
- เมื่อเข้าห้องผ่าตัดแล้ว วิสัญญีแพทย์จะให้ดมยาสลบผ่านทางหน้ากากหรือฉีดเข้าหลอดเลือดดำ เพื่อไม่ให้มีความเจ็บปวด และไม่ให้เด็กรู้สึกตัวหรือเคลื่อนไหวร่างกาย ซึ่งจะเป็นอุปสรรคในระหว่างผ่าตัด โดยมีการสังเกตสัญญาณชีพอย่างใกล้ชิดตลอดเวลาเพื่อความปลอดภัย
- แพทย์ผู้ผ่าตัดใส่เครื่องมือถ่างปาก (mouth gag) ให้แก่เด็ก เพื่อเปิดช่องปากให้กว้างและมองเห็นต่อมทอนซิลได้ชัดเจน เป็นการเพิ่มความปลอดภัยและความแม่นยำในการผ่าตัด
- ทำการผ่าตัดต่อมทอนซิลออกด้วยเทคนิคต่าง ๆ ตามแผนการรักษา เช่น การใช้มีดผ่าตัดธรรมดา เครื่องจี้ไฟฟ้า คลื่นวิทยุ เลเซอร์ หรืออัลตราซาวด์ เพื่อตัดต่อมทอนซิลออกทั้งหมดโดยไม่ทำให้เกิดแผลภายนอก
- ตรวจสอบความเรียบร้อยของแผล ทำการห้ามเลือดด้วยการจี้ไฟฟ้าและการกดโดยไม่ต้องเย็บแผลจากนั้นจึงนำเครื่องมือต่าง ๆ ออกจากช่องปาก
- ใช้เวลาผ่าตัดประมาณ 15-60 นาที ขึ้นกับขนาดของต่อมทอนซิลและความซับซ้อนของอาการ ซึ่งในกรณีที่เด็กมีอาการนอนกรน หยุดหายใจขณะหลับ หรือคัดจมูกเรื้อรัง อาจจำเป็นต้องผ่าตัดต่อมอะดีนอยด์ (Adenoidectomy) ร่วมด้วย และอาจใช้เวลามากขึ้น
การพักฟื้นหลังผ่าตัดทอนซิล
- เด็กจะได้รับการดูแลและสังเกตอาการโดยแพทย์และทีมพยาบาลในห้องพักฟื้น 1-2 วัน หากไม่มีภาวะแทรกซ้อน เช่น เลือดออกจากแผล หรือหายใจลำบาก สามารถกลับบ้านได้ในวันรุ่งขึ้น
- หลังกลับบ้านควรพักผ่อนให้เพียงพอ งดกิจกรรมที่ใช้แรงมากอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์
- นอนยกศีรษะสูงโดยใช้หมอนหนุน เพื่อช่วยลดอาการบวมบริเวณคอ และช่วยให้หายใจสะดวกขึ้น
- รักษาความสะอาดช่องปากโดยแปรงฟันอย่างเบามือ
การดูแลแผลผ่าตัดทอนซิล
แผลในช่องคอจะมีลักษณะเป็นรอยสีขาว ซึ่งเป็นภาวะปกติและจะค่อย ๆ หายไปใน 7-14 วัน และหายสนิทใน 2-4 สัปดาห์ ซึ่งการดูแลแผลควรปฏิบัติดังนี้
- หลีกเลี่ยงการขากเสมหะ กระแอม หรือไอแรง ๆ เพราะอาจทำให้เลือดออกจากแผลผ่าตัด
- หากมีเลือดซึมหรือรู้สึกเจ็บมาก สามารถอมน้ำแข็งหรือประคบเย็นบริเวณคอได้
- รับประทานยาแก้ปวดหรือยาอย่างเคร่งครัดตามคำแนะนำของแพทย์
- กรณีมีเลือดออกจากช่องคอมากผิดปกติ หรือมีลิ่มเลือดออก หายใจลำบากมากขึ้น หรือมีเสียงหายใจผิดปกติ มีไข้สูงติดต่อกันหลายวัน ปวดคอหรือเจ็บคอมากขึ้นผิดปกติ กลืนอาหารหรือดื่มน้ำไม่ได้เลย มีอาการบวมมากบริเวณคอหรือใบหน้า ควรรีบพบแพทย์
- พบแพทย์ตามนัดหมาย เพื่อตรวจแผลและประเมินอาการหลังผ่าตัด
สิ่งที่ควรกินและควรหลีกเลี่ยงหลังผ่าตัดทอนซิล
- ในช่วง 1-3 วันแรกหลังผ่าตัด ควรให้เด็กกินอาหารเหลวและเย็น เช่น นม น้ำหวาน โยเกิร์ต ไอศกรีม เพื่อช่วยลดอาการเจ็บคอและลดการระคายเคืองบริเวณแผลผ่าตัด
- หลัง 1 สัปดาห์ สามารถกินอาหารอ่อน ๆ ที่กลืนง่าย เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ขนมปังนิ่ม โดยหลีกเลี่ยงอาหารแข็ง เหนียว กรอบ อาหารร้อนจัด รสจัด เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด หรือของทอด เพราะอาจทำให้แผลระคายเคือง และเพิ่มความเสี่ยงแผลปริหรือเลือดออก
ทอนซิลอักเสบในเด็กเป็นภาวะที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในช่วงวัยอนุบาลถึงประถม แม้จะสามารถรักษาด้วยยาในเบื้องต้น แต่หากมีการติดเชื้อบ่อยครั้ง หรือส่งผลกระทบต่อการหายใจ การนอน หรือพัฒนาการของเด็ก การผ่าตัดต่อมทอนซิลอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสม หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการผ่าตัดต่อมทอนซิล สามารถปรึกษากุมารแพทย์หรือแพทย์เฉพาะทางหู คอ จมูก ที่โรงพยาบาลพญาไท พหลโยธิน เรามีทีมแพทย์เฉพาะทางที่มีประสบการณ์ในการดูแลและผ่าตัดต่อมทอนซิลในเด็ก พร้อมด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัยและบริการที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด เพื่อให้เด็ก ๆ ได้รับการรักษาอย่างปลอดภัยและตรงจุด
พญ. ศิริเพ็ญ มุขบัณฑิตพงษ์
แพทย์เฉพาะทางแผนกหู คอ จมูก
โรงพยาบาลพญาไท พหลโยธิน
