ความสำคัญของไต มีอะไรบ้าง?
ไตมีหน้าที่ขับสารพิษ ของเสีย ยา และสารเคมีต่าง ๆ เช่น ยูเรีย ครีอะตินีน และกรดยูริก ซึ่งเกิดจากการเผาผลาญโปรตีนและสารต่าง ๆ ออกจากร่างกายผ่านทางปัสสาวะ นอกจากนี้ ไตยังช่วยควบคุมสมดุลของน้ำ เกลือแร่ กรด-ด่าง และความดันโลหิต รวมถึงผลิตฮอร์โมนอีริโทรโพอีติน (Erythropoietin) ซึ่งมีบทบาทในการกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงจากไขกระดูก
โดยทั่วไป หลังอายุ 35-50 ปีขึ้นไป ไตจะเสื่อมลงตามธรรมชาติประมาณ 1% ต่อปี แต่หากมีปัจจัยเสี่ยงร่วม เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือพฤติกรรมเสี่ยง อย่างการใช้ยาแก้ปวดบ่อย ๆ อาจทำให้ไตเสื่อมเร็วขึ้น และนำไปสู่ภาวะไตวายเรื้อรัง และหากเป็นไตวายระยะสุดท้ายที่ไตทำงานได้เพียง 10-15% จากปกติ จะส่งผลให้มีของเสียสะสมในเลือดจนเกิดอาการต่าง ๆ ได้ เช่น บวม คลื่นไส้อาเจียน ความดันโลหิตสูง และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
ล้างไตคืออะไร ? ทำไมถึงจำเป็น
การล้างไต (Dialysis) คือกระบวนการรักษาทางการแพทย์ที่ใช้เครื่อง หรืออุปกรณ์เฉพาะ เพื่อทำหน้าที่ฟอกเลือดแทนไต ในผู้ป่วยที่เป็นโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ซึ่งไตไม่สามารถขับของเสีย ควบคุมสมดุลของน้ำ เกลือแร่ และสารพิษในร่างกายได้ดีพอ การล้างไตจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น น้ำท่วมปอด เลือดเป็นกรด เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ รวมถึงการเสียชีวิต
ประเภทของการล้างไต
โดยทั่วไปการล้างไตมีอยู่ 2 วิธีหลัก ซึ่งแต่ละวิธีก็มีหลักการทำงาน ข้อดีและข้อจำกัดที่ต่างกัน ดังนี้
- การล้างไตด้วยการฟอกเลือด (Hemodialysis): เป็นการใช้เครื่องไตเทียมในการดึงเลือด ผ่านตัวกรอง (Dialyzer) เพื่อทำการกรองของเสีย น้ำส่วนเกิน และเกลือแร่ออกจากเลือด โดยต้องเตรียมเส้นเลือดสำหรับการฟอกเลือดด้วยการทำ AV fistula หรือ graft วิธีนี้เหมาะกับผู้ที่ไม่สามารถดูแลตนเองได้ หรือไม่มีสภาพแวดล้อมที่สะอาดเพียงพอสำหรับการล้างไตที่บ้าน ทั้งยังมีข้อดีคือให้ประสิทธิภาพในการกรองสูง และมีทีมแพทย์คอยดูแล จึงช่วยลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อ
- การล้างไตทางช่องท้อง (Peritoneal Dialysis): เป็นวิธีที่ใช้เยื่อบุช่องท้องเป็นตัวกรองของเสีย โดยใส่น้ำยาล้างไตเข้าไปในช่องท้องผ่านสายที่ฝังไว้ที่หน้าท้อง แล้วปล่อยให้ของเสียซึมผ่านเยื่อบุออกมา ก่อนระบายของเสียทิ้ง มีทั้งแบบทำเอง (Continuous Ambulatory Peritoneal Dialysis; CAPD) วันละ 4-6 ครั้ง และแบบใช้เครื่องอัตโนมัติในตอนกลางคืน (Automated Peritoneal Dialysis; APD) วิธีนี้เหมาะกับผู้ที่สามารถดูแลตนเองได้ มีสภาพแวดล้อมที่สะอาด แต่ต้องรักษาสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด เพราะมีความเสี่ยงติดเชื้อในช่องท้อง มีข้อดีคือไม่ต้องไปโรงพยาบาลบ่อย แต่ไม่เหมาะกับผู้ที่มีพังผืดในช่องท้อง เคยผ่าตัดช่องท้อง มีไส้เลื่อน หรือติดเชื้อในช่องท้องบ่อยครั้ง
การเตรียมตัวเมื่อต้องเริ่มล้างไต
การเตรียมตัวก่อนเริ่มล้างไตอย่างรอบด้าน จะช่วยให้ผู้ป่วยเข้าสู่กระบวนการล้างไตได้อย่างมั่นใจ สามารถใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงคนปกติมากที่สุด ทั้งยังช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพ ลดเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน โดยกระบวนการเตรียมตัวควรเริ่มตั้งแต่ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยว่าเข้าสู่ภาวะไตวายเรื้อรังระยะท้าย จนใกล้เวลาที่ต้องพึ่งพาการล้างไต เพื่อทดแทนการทำงานของไตตามธรรมชาติ ซึ่งการเตรียมตัวจะประกอบด้วย
- การวางแผนร่วมกับแพทย์เฉพาะทาง ผู้ป่วยควรเข้ารับการดูแลจากอายุรแพทย์โรคไต เพื่อประเมินความพร้อมและวางแผนการล้างไตที่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย วิถีชีวิต และข้อจำกัดต่าง ๆ โดยแพทย์จะอธิบายวิธีการ ข้อดีและข้อจำกัดของทั้งการล้างไตแบบฟอกเลือด (Hemodialysis) และการล้างไตทางช่องท้อง (Peritoneal Dialysis) เพื่อให้ผู้ป่วยและครอบครัวมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเลือกวิธีการ
- การเตรียมเส้นเลือดหรือใส่สายล้างไต ขึ้นอยู่กับวิธีล้างไตที่เลือก คือ
- การฟอกเลือด ผู้ป่วยต้องเข้ารับการผ่าตัดเพื่อสร้างเส้นเลือดฟอกไต (AV Fistula หรือ AV Graft) โดยมักใช้เส้นเลือดบริเวณแขน ซึ่งถือเป็นทางเชื่อมต่อหลอดเลือดที่ดีที่สุด เนื่องจากมีอัตราการติดเชื้อต่ำและใช้งานได้ยาวนาน อย่างไรก็ตาม การสร้างเส้นเลือดฟอกโดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 6-8 สัปดาห์ เพื่อให้เส้นเลือดพร้อมใช้งาน จึงต้องมีการวางแผนและเตรียมตัวล่วงหน้า โดยในระหว่างรอให้เส้นเลือดฟอกไตใช้งานได้ ผู้ป่วยอาจต้องใช้สายสวนหลอดเลือดกลาง (Central Venous Catheter) ชั่วคราว หากจำเป็นต้องเริ่มฟอกเลือดอย่างเร่งด่วน
- การล้างไตทางช่องท้อง ต้องเข้ารับการผ่าตัดเล็กเพื่อติดตั้งสายล้างไตถาวรบริเวณช่องท้อง โดยผู้ป่วยจะได้รับคำแนะนำเรื่องการดูแลแผล และการฝึกล้างไตด้วยตนเองอย่างถูกต้องก่อนเริ่มใช้งานจริง
- ตรวจร่างกาย เพื่อประเมินสุขภาพ ความเสี่ยง และภาวะร่วมต่าง ๆ ที่อาจมีผลต่อการล้างไต เช่น โรคหัวใจ ภาวะเลือดจาง หรือภาวะติดเชื้อ
- ฉีดวัคซีน เช่น วัคซีนไวรัสตับอักเสบบี วัคซีนไข้หวัดใหญ่ และวัคซีนป้องกันปอดอักเสบ เพื่อป้องกันการติดเชื้อรุนแรงที่เกิดขึ้นง่ายในผู้ป่วยโรคไต
- วางแผนโภชนาการ เพื่อการบริโภคโปรตีน เกลือ น้ำ และแร่ธาตุต่าง ๆ อย่างเหมาะสมกับระยะของโรคและวิธีล้างไตที่เลือกใช้
- การสังเกตภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อที่เส้นเลือดฟอกไต หรือการติดเชื้อช่องท้องในผู้ล้างไตทางช่องท้อง
- การเตรียมจิตใจ โดยรับคำปรึกษาจากนักจิตวิทยา หรือสหสาขาวิชาชีพ
- ด้านเศรษฐกิจ เช่น สิทธิประโยชน์ และประเมินค่าใช้จ่ายในระยะยาว
ล้างไต ต้องทำตลอดชีวิตหรือเปล่า แล้วคุณภาพชีวิตจะเป็นอย่างไร ?
แม้ว่าการล้างไตจะต้องทำอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอตลอดชีวิต แต่หากผู้ป่วยปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ ดูแลตัวเองเรื่องอาหาร การป้องกันการติดเชื้อ ติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง และมีการวางแผนอย่างเหมาะสม เช่น การนัดฟอกเลือกให้สอดคล้องกับกิจกรรมของตน มีการจัดเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมสำหรับการล้างไตเองที่บ้านหรือเมื่อต้องเดินทางไกล ก็จะสามารถใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงเดิม ไม่ว่าจะเป็นการเรียน ทำงาน หรือท่องเที่ยว ดังนั้น การล้างไตจึงไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการมีคุณภาพชีวิตที่ดี แต่เป็นการปรับตัวเพื่อการอยู่ร่วมกับโรคไตอย่างมีคุณภาพ
วิธีดูแลตัวเองเมื่อต้องล้างไต
แม้ต้องล้างไต แต่คุณภาพชีวิตยังดีได้ หากมีการดูแลตัวเองอย่างเข้าใจ ซึ่งสิ่งสำคัญที่ผู้ป่วยควรปฏิบัติมีดังนี้
- ควบคุมอาหารตามคำแนะนำของนักกำหนดอาหาร เช่น การจำกัดโซเดียม (เกลือ) เพื่อลดความดันโลหิตและป้องกันภาวะบวมน้ำ การควบคุมโพแทสเซียมและฟอสฟอรัสเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน เช่น ภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ กระดูกบาง และอาการคันตามผิวหนัง รวมถึงต้องไม่รับประทานโปรตีนมากเกินไปจนเพิ่มภาระให้กับไตในการขับของเสีย
- ดูแลเส้นฟอกเลือดหรือสายล้างไตทางช่องท้อง โดยควรหลีกเลี่ยงการกดทับหรือออกแรงหนัก ๆ และรักษาความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน เช่น การอุดตัน การติดเชื้อ หรือการบาดเจ็บ
- ออกกำลังกายในระดับที่เหมาะสม เช่น เดินเบา ๆ โยคะ หรือยืดเหยียด เพื่อช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตดีขึ้น
- ควบคุมน้ำหนักเพื่อลดความเสี่ยงของโรคแทรกซ้อน และควรพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงความเครียด ซึ่งอาจส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน
- งดสูบบุหรี่ เพื่อลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดและภาวะแทรกซ้อน
- หลีกเลี่ยงการใช้ยาและสมุนไพร โดยไม่ปรึกษาแพทย์
- ควบคุมปริมาณน้ำดื่มให้เหมาะสมกับปริมาณปัสสาวะและภาวะบวมน้ำ โดยควรชั่งน้ำหนักตัวทุกวันในเวลาเดิม เช่น หลังตื่นนอน หากน้ำหนักเพิ่มขึ้นมากกว่า 1 กิโลกรัมภายใน 1 วัน หรือมากกว่า 3 กิโลกรัมในช่วงเวลาสั้น ๆ อาจแสดงถึงภาวะน้ำเกิน ซึ่งเสี่ยงต่ออาการบวมน้ำ ความดันโลหิตสูง หัวใจโต และเหนื่อยง่าย หรือหาก น้ำหนักลดลงเร็ว ก็อาจเป็นสัญญาณของภาวะขาดน้ำได้ ซึ่งควรแจ้งแพทย์ทันที ไม่ควรรอจนเกิดอาการรุนแรง
- พบแพทย์ตามนัดหมายเพื่อประเมินผลการรักษา ตรวจหาภาวะแทรกซ้อน เช่น โลหิตจาง ภาวะกระดูกพรุน การติดเชื้อ และปรับแนวทางการรักษาให้เหมาะสม
แม้การล้างไตจะเป็นสิ่งที่ผู้ป่วยต้องทำอย่างต่อเนื่อง แต่หากได้รับการวางแผนที่เหมาะสมภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทาง และมีการปรับพฤติกรรมในด้านต่างๆ ร่วมด้วย ผู้ป่วยก็จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ ที่ โรงพยาบาลพญาไท พหลโยธิน มีศูนย์ดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง โดยทีมแพทย์เฉพาะทางโรคไต พยาบาล นักโภชนาการ และทีมสหสาขาวิชาชีพ พร้อมเทคโนโลยีการล้างไตที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม ปลอดภัย เพราะการฟอกไต…ไม่ใช่แค่การรักษา แต่เป็นการเดินทางร่วมกันทุกขั้นตอน
ฟอกไตที่ ศูนย์ไตเทียม
โรงพยาบาลพญาไท พหลโยธิน
| สิทธิการรักษา | อัตราค่าบริการ |
| สิทธิข้าราชการกรมบัญชีกลาง
สิทธิ กทม. สิทธิพนักงานรัฐวิสาหกิจ |
2,000.-/ ครั้ง
**ไม่มีส่วนเกิน
|
| สิทธิประกันสังคม | เบิก 1,500.-
ฟอกไต 2 ครั้ง/ สัปดาห์ ชำระส่วนเกิน 700.-/ ครั้ง ฟอกไ 3 ครั้ง/ สัปดาห์ ชำระส่วนเกิน 500.-/ ครั้ง |
| สิทธิชำระเงินเอง/ เงินสด | ฟอกไต 2 ครั้ง/ สัปดาห์ 2,200.-
ฟอกไต 3 ครั้ง/ สัปดาห์ 2,000.- |
