แผลเบาหวาน (Diabetic Ulcer) มักเกิดที่เท้า โดยเฉพาะบริเวณปลายนิ้วและเนินปลายเท้า เราจะมาดูกันว่า! เพราะอะไรแผลเบาหวานจึงหายช้า? สัญญาณที่บอกว่าแผลติดเชื้อและกำลังลุกลาม รวมถึงวิธีดูแลเท้าในผู้ป่วยเบาหวาน เพื่อไม่ให้แผลลุกลามจนถึงขั้นต้องตัดขา
แผลเบาหวาน (Diabetic Ulcer) คือแผลเรื้อรังที่เกิดจากภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน มักพบบ่อยบริเวณเท้า โดยเฉพาะบริเวณปลายนิ้ว และเนินปลายเท้า ซึ่งเป็นจุดที่ต้องรับน้ำหนักตัวมาก ทำให้เกิดแรงกดทับสะสม เมื่อมีการเสียดสี หรือเกิดบาดแผลแม้เพียงเล็กน้อย จึงมีโอกาสพัฒนาเป็นแผลได้ง่าย
ทั้งนี้ ผู้เป็นเบาหวานส่วนใหญ่มักมีภาวะเส้นประสาทส่วนปลายเสื่อม ทำให้การรับรู้ความรู้สึกลดลง และยังมีปัญหาเกี่ยวกับระบบไหลเวียนเลือด โดยเฉพาะบริเวณปลายเท้า ซึ่งส่งผลให้แผลสมานตัวได้ช้ากว่าคนทั่วไป อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการติดเชื้อและการลุกลามของแผลที่รุนแรง หากไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม
เพราะอะไรแผลเบาหวานจึงหายช้า ? ปัจจัยที่ส่งผลต่อกระบวนการสมานแผล
ผู้ป่วยเบาหวานมักประสบปัญหาแผลเรื้อรัง หายช้า ซึ่งเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน โดยปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการสมานแผล มีดังนี้
- ความผิดปกติของระบบประสาทส่วนปลาย ในผู้ป่วยที่มีโรคเบาหวาน ทำให้การรับรู้ความรู้สึกลดลง ส่งผลให้ผู้ป่วยไม่รู้ตัวเมื่อเกิดบาดแผล จึงไม่ได้รับการดูแลอย่างทันท่วงที นอกจากนี้ ความผิดปกติของระบบประสาทยังส่งผลต่อการทำงานของกล้ามเนื้อ ทำให้โครงสร้างเท้าผิดรูป บางจุดของเท้าจึงต้องรับแรงกดที่มากเกินไป เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดแผล และทำให้แผลหายช้า
- การไหลเวียนเลือดไม่ดี จากภาวะหลอดเลือดตีบ หรืออุดตัน โดยเฉพาะบริเวณปลายเท้า เลือดจึงไหลเวียนไปเลี้ยงเนื้อเยื่อบริเวณแผลได้น้อย
- ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ จากการคุมโรคเบาหวานได้ไม่ดี ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพจึงติดเชื้อง่าย มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรังทำให้ระบบภูมิคุ้มกันแย่ลง แผลติดเชื้อ และลุกลามรวดเร็ว
- การดูแลเท้าที่ไม่เหมาะสม เช่น การสวมรองเท้าที่ไม่กระชับ ไม่พอดีเท้า การไม่ตรวจดูเท้าทุกวัน รวมถึงการละเลยต่อสัญญาณเตือนเล็กน้อย ทำให้ไม่พบแผลในระยะเริ่มแรก ส่งผลให้แผลลุกลามและรักษายากขึ้น
สัญญาณที่บ่งบอกว่าแผลติดเชื้อและกำลังลุกลาม
การติดเชื้อในแผลเบาหวานส่งผลกระทบต่อกระบวนการสมานแผล และอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรง หากปล่อยไว้นานโดยไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาจส่งผลให้เกิดภาวะเนื้อตาย ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis) หรือจำเป็นต้องตัดอวัยวะบางส่วนออก หากผู้ป่วยพบสัญญาณต่อไปนี้ ควรรีบพบแพทย์ทันที เพื่อรับการวินิจฉัยและดูแลอย่างถูกวิธี
- มีของเหลวไหลออกจากแผล เช่น น้ำเหลือง น้ำหนอง หรือของเหลวที่มีกลิ่นเหม็นรุนแรง เป็นสัญญาณของการติดเชื้อแบคทีเรีย
- รู้สึกปวดแผลเพิ่มขึ้น อาจบ่งบอกถึงการอักเสบ หรือติดเชื้อที่ลุกลาม
- แผลบวม แดง หรือมีความร้อนผิดปกติ แสดงถึงการอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อ
- ผิวหนังรอบแผลเปลี่ยนสี กลายเป็นสีม่วงคล้ำ หรือน้ำตาลดำ อาจเป็นสัญญาณของภาวะเนื้อตาย (Gangrene) จากการขาดเลือดไปเลี้ยงเนื้อเยื่อ
- มีไข้ หนาวสั่น อ่อนเพลีย หรือปวดเมื่อยตามตัว เป็นอาการเตือนว่าเชื้ออาจเริ่มเข้าสู่กระแสเลือด นำไปสู่ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด
- แผลไม่หาย หรือไม่ดีขึ้นภายใน 10 วัน ควรรีบพบแพทย์
วิธีดูแลเท้าในผู้ป่วยเบาหวาน เพื่อป้องกันการเกิดแผลเบาหวานที่เท้า
การดูแลเท้าอย่างสม่ำเสมอในผู้เป็นเบาหวานเป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากผู้เป็นเบาหวานมักมีปัญหาเรื่องการไหลเวียนเลือด และประสาทรับความรู้สึกลดลง ทำให้ไม่รู้ตัวเมื่อเกิดแผลเล็กๆ ซึ่งอาจลุกลาม และเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ การดูแลเท้าอย่างถูกวิธีจะช่วยลดความเสี่ยง และป้องกันไม่ให้เกิดแผลได้ โดยมีแนวปฏิบัติ ดังนี้
- ตรวจเท้าเป็นประจำทุกวัน หมั่นสังเกตสิ่งผิดปกติ เช่น รอยแดง แผล รอยแตก หรืออาการบวม เพื่อการรักษาที่รวดเร็ว
- ล้างเท้าให้สะอาด วันละ 1-2 ครั้ง โดยใช้น้ำสบู่อ่อน และเช็ดให้แห้งสนิท โดยเฉพาะบริเวณซอกนิ้วเท้า เพื่อป้องกันความอับชื้นที่อาจก่อให้เกิดเชื้อรา
- ทาโลชั่น เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวเท้า ช่วยลดการแตกของผิวหนัง หลีกเลี่ยงการทาในบริเวณซอกนิ้วเท้า เพื่อป้องกันความชื้นสะสม
- ตัดเล็บเท้าอย่างระมัดระวัง ควรตัดเล็บเป็นแนวตรง หลีกเลี่ยงการตัดเข้ามุมเล็บ เพื่อลดโอกาสเกิดเล็บขบหรือเกิดแผล
- เลือกสวมรองเท้า และถุงเท้าที่เหมาะสม รองเท้าควรพอดี ไม่คับ หรือหลวมเกินไป สวมถุงเท้าที่นุ่ม ระบายอากาศได้ดี เพื่อช่วยลดแรงกดทับและการเสียดสี
- ลดแรงกดทับบริเวณแผล หรือเสี่ยงต่อการเกิดแผล หากมีแผลที่เท้า หรือจุดรับน้ำหนัก ควรหลีกเลี่ยงการเดิน หรือยืนนานๆ และใช้อุปกรณ์ช่วยกระจายน้ำหนัก เช่น รองเท้าเฉพาะทาง หรืออุปกรณ์ช่วยพยุงน้ำหนัก
- ตรวจรองเท้าก่อนสวมใส่ เพื่อป้องกันไม่ให้เหยียบของแข็ง หรือสิ่งแปลกปลอมที่อาจทำให้เกิดแผล
- บริหารเท้าเบาๆ เป็นประจำ เช่น การขยับนิ้วเท้า หมุนข้อเท้า หรือเหยียดปลายเท้า เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนเลือด และช่วยให้แผลหายได้ดีขึ้น
แผลลุกลามขั้นไหนต้องตัดขา?
การตัดขามักเป็นทางเลือกสุดท้ายที่แพทย์จะพิจารณา ในกรณีที่แผลเบาหวานลุกลาม รุนแรง โดยเฉพาะเมื่อมีภาวะเนื้อตาย ติดเชื้ออย่างรุนแรง และไม่สามารถรักษาด้วยวิธีอื่น เช่น การให้ยาปฏิชีวนะ หรือการทำหัตถการ เพื่อเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปยังบริเวณแผล (Revascularization) ได้อีกต่อไป โดยเกณฑ์ในการพิจารณา มีดังนี้
- มีเนื้อตายเฉพาะบางส่วน เช่น บริเวณปลายเท้าหรือฝ่าเท้า หากมีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อ แพทย์อาจพิจารณาตัดเฉพาะส่วนที่เสียหาย เพื่อลดการแพร่กระจายของการติดเชื้อ และลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน
- การติดเชื้อควบคุมได้บางส่วน หากสามารถควบคุมได้ด้วยยาปฏิชีวนะ หรือการผ่าตัดเล็ก การตัดเฉพาะบริเวณที่มีเนื้อตายอาจเพียงพอ
- เนื้อตายลุกลามทั่วเท้า เมื่อการติดเชื้อแพร่กระจายเป็นวงกว้าง และไม่ตอบสนองต่อยาฆ่าเชื้อและการรักษา การตัดขาอาจเป็นทางเลือกที่จำเป็น เพื่อรักษาชีวิต และป้องกันภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น การติดเชื้อในกระแสเลือด
- ภาวะขาดเลือดรุนแรง หากบริเวณแผลขาดเลือดอย่างรุนแรง และไม่สามารถรักษาได้ด้วยการทำผ่าตัดสวน หรือบอลลูนขยายหลอดเลือดแดง (Peripheral angioplasty) หรือผ่าตัดหลอดเลือดแดง (Arterial bypass) เพื่อเพิ่มเลือดไปเลี้ยงที่ขา หรือปลายเท้า การตัดขาอาจเป็นวิธีเดียวที่ช่วยหยุดการลุกลามของแผล
การดูแลแผลเบาหวานจำเป็นต้องใช้ความใส่ใจ และความพิถีพิถัน เนื่องจากหากแผลเกิดการติดเชื้อ หรือลุกลาม อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง และเพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย หากคุณ หรือคนใกล้ชิดกำลังเผชิญกับปัญหาแผลเบาหวาน และต้องการการดูแลที่ได้มาตรฐาน สามารถขอคำปรึกษาได้ที่ ศูนย์ศัลยกรรม โรงพยาบาลพญาไท พหลโยธิน ซึ่งมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่มากด้วยประสบการณ์ พร้อมเทคโนโลยีและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัย มาให้บริการดูแลแผลเบาหวานอย่างครอบคลุม ทั้งในด้านการรักษา การป้องกันแผลลุกลาม ตลอดจนการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม เพื่อให้ผู้ป่วยหมดกังวลเรื่องแผลเบาหวานเรื้อรัง หรือแผลหายช้า และกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้อีกครั้ง
พญ. ประภาวรรณ ธีรศาสตร์
ศัลยแพทย์ ศูนย์ศัลยกรรม
โรงพยาบาลพญาไท พหลโยธิน
