เพิ่มโอกาสกู้วิกฤติ นวัตกรรมช่วยชีวิตโรคหลอดเลือดสมอง

Image

แชร์


เพิ่มโอกาสกู้วิกฤติ นวัตกรรมช่วยชีวิตโรคหลอดเลือดสมอง

โรคหลอดเลือดสมอง นับเป็นสาเหตุสำคัญอันดับต้นๆ ที่ทำให้คนเสียชีวิต ไม่ว่าจะเป็นภาวะ หลอดเลือดสมองอุดตัน หลอดเลือดสมองตีบ หรือ หลอดเลือดสมองแตก ซึ่งปัจจุบัน แนวทางการรักษาก็ขึ้นอยู่กับอาการเป็นหลัก เน้นการรักษาที่ตรงจุด แต่ที่ถือเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของการรักษาโรคกระกูลนี้ ก็คือ “เวลา” เพราะ ยิ่งผู้ป่วยได้รับการช่วยเหลือเร็วเท่าไรหลังจากมีอาการ ก็จะยิ่งมีโอกาสทำให้ผู้ป่วยหายดีหรือกลับมาเป็นปกติได้เร็วมากขึ้นเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าทางการแพทย์ในทุกวันนี้ ได้มีอีกหนึ่งนวัตกรรมที่เป็นตัวช่วยทางเลือกใหม่ในการรักษาโรคหลอดเลือดทางสมองที่เพิ่มโอกาสการรักษาให้ประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น นั่นก็คือ “การลากก้อนเลือด”

การลากก้อนเลือด คือ อะไร?

“การลากก้อนเลือด” หรือ “Clot Retrieval” ว่า เป็นนวัตกรรรมการรักษาโรคหลอดเลือดสมองชนิดอุดตัน โดยนำก้อนเลือดที่อุดตันออกจากหลอดเลือดสมองโดยไม่ต้องผ่าตัดใหญ่ เพื่อเปิดทางให้เลือดสามารถไหลเวียนไปเลี้ยงเซลล์สมองในบริเวณที่ขาดเลือดได้อีกครั้ง ทำให้สมองได้มีโอกาสฟื้นตัว กลับมาทำงานได้ดีขึ้น

โรคหลอดเลือดสมองชนิดอุดตัน เกิดจากอะไร?

โรคหลอดเลือดสมองมี 2 ชนิด คือ หลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน (Ischemic Stroke) และหลอดเลือดสมองแตก (Hemorrhagic Stroke) ซึ่งโรคหลอดเลือดสมองทั้ง 2 ชนิด ทำให้สมองขาดเลือด มีผลให้การทำหน้าที่ของสมองบริเวณนั้นสูญเสียไป ผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายกันมาก เช่น หน้าเบี้ยว ปากเบี้ยว ไม่มีแรง พูดไม่ชัด พูดไม่ได้ แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก ปวดศีรษะ เป็นต้น

หลอดเลือดสมองชนิดอุดตัน มาจาก 2 สาเหตุ

  1. หลอดเลือดสมองมีคราบไขมันสะสม (Plaque) ที่ผนังหลอดเลือดด้านใน ทำให้เกิดความนูนหนาขึ้นของผนังหลอดเลือดด้านใน มีผลให้รูของหลอดเลือดแคบลง เรียกว่า หลอดเลือดสมองตีบ การสะสมของคราบไขมันที่ผนังหลอดเลือด จะทำให้คุณสมบัติของหลอดเลือดเปลี่ยนแปลงไป คือ ผนังหลอดเลือดเปราะ แตกง่าย ขาดความยืดหยุ่น เมื่อเกิดการปริแตกของผนังหลอดเลือด ร่างกายจะสร้างลิ่มเลือดมาเกาะ เมื่อลิ่มเลือดมีขนาดใหญ่ขึ้น จะทำให้หลอดเลือดอุดตัน ไม่สามารถส่งเลือดไปเลี้ยงสมองได้ พบบ่อยในผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง
  2. สาเหตุของลิ่มเลือดอุดตัน หลอดเลือดสมองอีกประการหนึ่งที่สำคัญ คือ การที่มีลิ่มเลือด หลุดมาจากอวัยวะอื่นๆภายนอกสมอง ที่พบบ่อย คือผู้ที่เป็นโรคหัวใจที่ทำให้การไหลเวียนของเลือดในหัวใจไม่ปกติ จึงเกิดลิ่มเลือดในหัวใจ แล้วหลุดลอยตามกระแสเลือดไปอุดตันที่หลอดเลือดสมอง เช่น ผู้ที่เป็นโรคหัวใจแบบสั่นพริ้ว (Atrial Fibrillation) เป็นต้น

อาการโรคหลอดเลือดสมอง สังเกตได้อย่างไรบ้าง?

สำหรับแนวทางในการสังเกตอาการของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองนั้น อาการของผู้ป่วยจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับตำแหน่งของสมองที่สูญเสียหน้าที่ไปจากการขาดเลือด โดยมีอาการที่พบ ได้แก่

  • ปากเบี้ยว
  • แขนขาอ่อนแรง
  • พูดไม่ชัด พูดอ้อแอ้ บางรายอาจมีอาการเปลี่ยนแปลงเร็ว พูดไม่ได้
  • แขนขาขยับไม่ได้
  • ซึมลง ไม่รู้สึกตัว
  • การหายใจผิดปกติ

 

ทั้งนี้ บางรายเมื่อเกิดอาการแล้วไม่ได้รับการรักษาที่ทันการณ์ อาจทำให้เสียชีวิตได้ แต่บางรายอาจมีอาการเพียงแค่ชั่วคราว แล้วดีขึ้นเองภายใน 24 ชั่วโมง อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะมีอาการหนัก เบา หรือมีอาการชั่วคราว เมื่อสังเกตพบว่ามีอาจการดังกล่าวข้างต้น ควรรีบไปพบแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญทางสมองและระบบประสาทโดยด่วน

วินิจฉัยอย่างไร ถึงรู้ว่าใช่โรคหลอดเลือดสมอง?

ในการจะรักษาโรคใดสักโรคหนึ่ง ก่อนที่แพทย์จะให้การรักษาใดๆ แพทย์จะต้องวินิจฉัยให้ทราบแน่ชัดก่อนเสมอเสมอ ยิ่งกับโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งมี 2 ชนิด และมีอาการที่คล้ายคลึงกัน จึงต้องยิ่งวินิจฉัยให้ละเอียด เพื่อจะได้ใช้การรักษาที่ถูกต้องและเหมาะสม เพราะแต่ละชนิดมีวิธีการรักษาแตกต่างกัน

ดังนั้น แพทย์จึงต้องให้ความสำคัญกับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด โดยมีแนวทางดังนี้

  • ทำการประเมินอาการ ซักประวัติ ระยะเวลาของการเริ่มมีอาการ
  • ซักประวัติโรคประจำตัว ประวัติการรับประทานยา ประวัติการผ่าตัด
  • ตรวจเลือด เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan)
  • เอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI)

 

ซึ่งในขั้นตอนการตรวจวินิจฉัยนี้ ทีมแพทย์ต้องทำงานอย่างเร่งด่วน รอบคอบ สอดประสานกันอย่างดีด้วยการจัดเตรียมช่องทางลัดด่วนพิเศษ สำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง เรียกว่า “Stroke Fast Tract” โดยเมื่อมีการประกาศ “Stroke Alert” ให้ทราบทางเสียงตามสาย ทุกแผนกที่เกี่ยวข้องจะต้องเตรียมพร้อมรับมือกับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองทันที

ทำไมผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะวิกฤตจะต้องได้รับการรักษารีบด่วน?

เนื่องจากการรักษาโรคหลอดเลือดสมองตีนตันโดยปกติแล้วจะรักษาโดยให้ยาละลายลิ่มเลือด ทางหลอดเลือดดำ ซึ่งทางการแพทย์ได้พิสูจน์มาแล้วว่า เมื่อใช้ยานี้อย่างถูกต้องทันท่วงที และได้ผลดีที่สุดเมื่อให้ยาภายใน 3 ชั่วโมงหลังเกิดอาการ แต่ยานี้จะไม่ได้ผล และเสี่ยงอันตรายหากให้ยา เมื่อผู้ป่วยมีอาการนานเกิน 6 ชั่วโมงไปแล้ว

 

ซึ่งในความเป็นจริงแล้วยังมีผู้ป่วยส่วนมากมาไม่ทันเวลา สำหรับรับการรักษาด้วยยาละลายลิ่มเลือด ควรเผื่อเวลาไว้สำหรับรับการรักษาด้วยยาละลายลิ่มเลือด ควรเผื่อเวลาไว้สำหรับการจราจรระหว่างเดินทาง มีเวลาสำหรับแพทย์ได้ตรวจวินิจฉัยให้ชัดเจนพิจารณาถึงข้อบ่งชี้ และข้อห้ามของการให้ยาอย่างละเอียด เพราะยามีผลข้างเคียงที่สำคัญ ทำให้เลือดออกง่ายซึ่งต้องตรวจให้ถี่ถ้วนเพื่อป้องกันอันตรายต่อผู้ป่วย

เมื่อไร ถึงใช้วิธี “ลากก้อนเลือดในการรักษาโรคหลอดเลือดสมอง?”

สำหรับผู้ป่วยที่มาโรงพยาบาลไม่ทันต่อการรักษาด้วยยาละลายลิ่มเลือด หรือบางรายให้ยาละลายลิ่มเลือดรักษาแล้วไม่ได้ผลเท่าที่ควรเนื่องจากลิ่มเลือดมีขนาดใหญ่ แพทย์สามารถพิจารณา การรักษาด้วยหัตถการ “ลากก้อนเลือด” ซึ่งมีเวลาให้ แพทย์รักษาได้ไม่เกิน 8 ชั่วโมง นับจากเริ่มมีอาการ

 

การรักษาโรคหลอดเลือดสมองอุดตัน ด้วยวิธีลากก้อนเลือด ว่า การรักษาด้วยวิธี ลากก้อนเลือด (Clot Retrieval) ที่ว่านี้ ในอเมริกา ทำมานานเกือบ 10 ปีแล้ว สำหรับประเทศไทย เพิ่งเริ่มทำประมาณ 2 – 3 ปี เท่านั้น และการรักษาวิธีนี้ (Clot Retrieval) ในปัจจุบันมีเฉพาะในโรงพยาบาลที่เป็นโรงเรียนแพทย์ และโรงพยาบาลเอกชน ขนาดใหญ่เท่านั้น เนื่องจากแพทย์ผู้ให้การรักษาจะต้องมีทักษะเชี่ยวชาญและมีความพร้อมของอุปกรณ์ ซึ่งแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญในการทำหัตถการลากก้อนเลือด ในประเทศไทยก็มีเพียงไม่กี่คนในปัจจุบัน

ต้องมีหมอกี่คน ในการรักษาด้วยวิธีลากก้อนเลือด?

การลากก้อนเลือด เป็นหัตถการที่ต้องอาศัย ทักษะ ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของรังสีแพทย์ เฉพาะทางรังสีร่วมรักษา (Interventional Radiology) ซึ่งต้องมีความรู้ ของหลอดเลือดและการเอกซเรย์พิเศษต่างๆ และต้องอาศัยการทำงานประสานกันเป็นทีมของบุคลากรอื่นๆ เช่น แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางสมองและระบบประสาท วิสัญญีแพทย์ พยาบาลวิชาชีพ สำหรับดูแลผู้ป่วยระหว่างการทำหัตถการและการตรวจประเมินสัญญาณชีพต่างๆ เพื่อให้ผู้ป่วยปลอดภัยในระหว่างการทำหัตถการ

ต้องใช้เครื่องมือใดบ้างในการลากก้อนเลือด?

อุปกรณ์สำคัญสำหรับหัตถการ “ลากก้อนเลือด” ได้แก่เครื่องเอกซเรย์หลอดเลือดที่มีระบบเก็บภาพที่มีรายละเอียดสูง เป็นระบบดิจิตอล สร้างภาพ 3 มิติ ทำให้แพทย์สามารถเห็นตำแหน่งของหลอดเลือดที่อุดตัน สามารถทำการรักษาได้ตรงจุด

มีขั้นตอนอย่างไร ในการลากก้อนเลือด?

วิธีการรักษาโรคหลอดเลือดสมองอุดตัน ด้วยการ “ลากก้อนเลือด” ว่า มีขั้นตอนในการทำ ดังนี้

  • เริ่มจากวิสัญญีแพทย์ให้ยาระงับความรู้สึก หรือวางยาสลบ
  • แพทย์เฉพาะทางทำความสะอาดผิวหนัง บริเวณขาหนีบ
  • กรีดผิวหนังเป็นแผลขนาดเล็ก สำหรับสอดสายสวนขนาดเล็กๆ ยาวๆ ที่มีลักษณะนิ่ม ยืดหยุ่น โค้งงอได้ตามลักษณะของหลอดเลือด
  • ใส่สายสวนเข้าทางหลอดเลือดแดงใหญ่ที่ขาหนีบ โดยแพทย์ใส่สายสวนไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงตำแหน่งที่ก้อนเลือดอุดตันที่หลอดเลือดในสมอง โดยเห็นได้จากภาพเอกซเรย์
  • ใส่ขดลวดขนาดเล็กผ่านเข้าไปในสายสวนจนถึงตำแหน่งของก้อนเลือด
  • ทำการปล่อยขดลวดเล็กๆ (Stent) ให้ค่อยๆ กางออกในลักษณะคล้ายตาข่ายหรือตะกร้อขนาดเล็ก เพื่อให้ขดลวดสามารถเกาะจับก้อนเลือดได้
  • หลังจากนั้น แพทย์จะค่อยๆ ลากดึงขดลวดซึ่งมีก้อนเลือดเกาะติดอยู่ในส่วนปลาย ผ่านออกมาทางสายสวน
  • ลากก้อนเลือดออกจากร่างกายผู้ป่วยผ่านออกมาทางหลอดเลือดแดงที่ขาหนีบพร้อมกันทั้งก้อนเลือดและขดลวด
  • ดึงสายสวนออกจากร่างกายผู้ป่วยทางขาหนีบ
  • เมื่อแพทย์นำก้อนเลือด ขดลวดและสายสวนออกจากผู้ป่วยแล้ว พยาบาลจะกดห้ามเลือดที่ขาหนีบไว้            

* ประมาณ 10 – 15 นาที จนกว่าจะแน่ใจว่าเลือดหยุดไหลออกจากแผลเล็กๆที่ขาหนีบ
* ปิดแผลด้วยผ้าก๊อสสะอาดขนาดเล็ก
* ผู้ป่วยต้องนอนราบบนเตียง ห้ามงอขาข้างที่ใส่สายสวนประมาณ 8 – 12 ชั่วโมง (ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์)
* พยาบาลจะตรวจวัดสัญญาณชีพเป็นระยะ และสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดเพื่อดูแลให้ผู้ป่วยปลอดภัยจากภาวะแทรกซ้อน เช่น ภาวะเลือดออกจากแผล เป็นต้น

 

ภายหลังทำหัตถการลากก้อนเลือดออกจากหลอดเลือดสมองแล้ว แพทย์มักจะให้ผู้ป่วยนอนพักที่หอผู้ป่วยระยะวิกฤต เพื่อสังเกตอาการเลือดออกบริเวณแผลและเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนเลือดออกในสมอง เฝ้าสังเกตอาการเปลี่ยนแปลงทางสมอง ตรวจสัญญาณชีพอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง หากประเมินแล้วว่าผู้ป่วยปลอดภัยดี แพทย์จึงจะอนุญาตย้ายให้ไปนอนพักฟื้นที่หอผู้ป่วยปกติได้

การดูแลผู้ป่วยหลอดเลือดสมองอุดตันอย่างไร เมื่อแพทย์ให้กลับบ้านได้?

สำหรับแนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองหลังได้รับอนุญาติให้กลับบ้านได้ นั้นได้แนะนำแนวทางปฏิบัติ เอาไว้ ดังนี้

  • สิ่งสำคัญที่ต้องดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองอุดตัน  คือ การควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เพื่อไม่ให้เกิดโรคซ้ำขึ้นอีก ด้วยการควบคุมโรคประจำตัวของผู้ป่วย ด้วยรับประทานยาตามคำสั่งแพทย์ รักษาโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจบางชนิด เช่น หัวใจเต้นผิดจังหวะแบบสั่นพริ้ว
  • การดูแลในเรื่องการรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย งดอาหารไขมันสูง งดอาหารเค็มจัด ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคความดันโลหิตสูง งดอาหารหวานจัด ซึ่ง เป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคอ้วนและโรคเบาหวาน ควรเน้นการรับประทานอาหารประเภทที่มีกากใยสูง มีวิตามิน เกลือแร่สูง ได้แก่ ผัก ผลไม้ ธัญพืช
  • การปรับเปลี่ยนวิถีดำรงชีวิต ด้วยการออกกำลังกายสม่ำเสมอ งดสูบบุหรี่ งดดื่มแอลกอฮอล์ และควรผ่อนคลายความเครียด
  • หากยังมีอาการของอัมพฤกษ์ อัมพาต หลงเหลือ เมื่อกลับไปพักฟื้นที่บ้าน ควรทำกายภาพบำบัดต่อเนื่อง ตามที่นักกายภาพบำบัดแนะนำ หรือบางกรณีอาจนัดหมายให้มาทำกายภาพบำบัดต่อที่โรงพยาบาล เนื่องจากต้องใช้อุปกรณ์พิเศษ ช่วยให้การฟื้นฟูร่างกายมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ การดูแลทางด้านจิตใจ การให้กำลังใจผู้ป่วย เพื่อให้ความร่วมมือในการรักษาและการใส่ใจดูแลตนเองอย่างสม่ำเสมอ

ดูแลตัวเองอย่างไร ให้ปลอยภัยจากอัมพฤกษ์ อัมพาต?

ถึงแม้ การลากก้อนเลือด จะเป็นวิธีการรักษาที่ได้ผลดี และมีโอกาสสูงที่จะทำให้ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองกลับมาหายดีได้ แต่สิ่งสำคัญที่สุด ที่จะทำให้เรา ไม่ต้องเสี่ยงกับ อัมพฤกษ์ อัมพาต จากโรคหลอดเลือดสมอง ก็คือการดูแลตัวเองให้ดีที่สุด ซึ่งเป็นสิ่งที่เราสามารถป้องกันได้ โดยมีแนวทาง ดังนี้

  1. ต้องเรียนรู้ สัญญาณเตือนของการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง
  2. ไปพบแพทย์ให้ไวเมื่อมีสัญญาณอันตรายเกิดขึ้นแล้ว
  3. ต้องปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันควบคุมโรค ที่เป็นความเสี่ยงของตนเอง
  4. ออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้งๆ ละ 30 นาที
  5. ลดการบริโภคอาหาร หวาน มัน เค็ม
  6. เพิ่มการรับประทานผักผลไม้ งดการดื่มแอลกอฮอล์
  7. งดการสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  8. หาวิธีผ่อนคลายความเครียด
  9. พักผ่อนให้เพียงพอ

 

ทั้งนี้ เราควรตรวจสุขภาพประจำปี วัดความดันโลหิต ระดับน้ำตาลในเลือด ไขมันในเลือด โดยหากพบผลตรวจผิดปกติ ให้รีบปรึกษาแพทย์ทันที จะช่วยป้องกันความพิการ หรือการเสียชีวิต จากโรคหลอดเลือดสมองได้

แชร์


Loading...