เด็กก็เป็นโรคต้อหินได้ อาการแบบไหนที่พ่อแม่ควรรู้เท่าทัน

Image

แชร์


เด็กก็เป็นโรคต้อหินได้ อาการแบบไหนที่พ่อแม่ควรรู้เท่าทัน

ต้อหินเป็นกลุ่มโรคหนึ่งของเส้นประสาทตาที่มีลักษณะความผิดปกติเฉพาะ เกิดได้จากหลายสาเหตุ และเกี่ยวข้องกับความดันภายในตาเป็นหลัก โรคต้อหินในผู้ใหญ่อาจพบความดันตาสูงหรือไม่ก็ได้ แต่ต้อหินที่เกิดในเด็กมักพบความดันตาสูงร่วมด้วยเสมอ ภาวะความดันตาที่สูงนี้ส่งผลให้เด็กปวดตาอย่างรุนแรง ปวดศีรษะ และการมองเห็นแย่ลง โดยอาการจะมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับระดับความดันตา 

 

ทั้งนี้ ขณะที่ความดันตาสูงจะมีการกดและทำลายขั้วประสาทตา รวมถึงเส้นใยประสาทตาร่วมด้วย  การทำลายดังกล่าวมีผลทำให้สูญเสียลานสายตา หรือความกว้างของการมองเห็นแบบถาวร และไม่สามารถกลับมามองเห็นเป็นปกติได้เหมือนเดิม แม้ความดันตาจะลดลงภายหลังแล้วก็ตาม

 

โรคต้อหินในทารกและเด็กเล็ก

โรคต้อหินในทารกและเด็กเล็ก เป็นกลุ่มโรคย่อยกลุ่มหนึ่งที่มีความพิเศษทั้งในแง่ของการเกิดโรค ลักษณะโรค โรคที่พบร่วม การดำเนินโรค หรือแม้แต่วิธีการรักษา ซึ่งการพบโรคอาจพบตั้งแต่แรกคลอดหรือพบภายหลังก็ได้

 

ทั้งนี้ คำจำกัดความของคำว่า “เด็ก” โดยสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (National Institutes of Health: NIH) ประเทศสหรัฐอเมริกา และอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิเด็ก (United Nations Convention on the Rights of the Child: CRC, UNCRC) ได้กำหนดว่า หมายถึงผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 18 ปี ส่วนคำจำกัดความของโรค “ต้อหินในเด็ก” อ้างอิงตามเครือข่ายการวิจัยต้อหินในเด็ก (Childhood Glaucoma Research Network: CGRN) จะหมายถึงโรคที่มีอาการแสดงอย่างต่ำ 2 ข้อ จากเกณฑ์การวินิจฉัยทั้งหมด 5 ข้อ ดังนี้

  1. ความดันตามากกว่า 21 มิลลิเมตรปรอท
  2. มีความผิดปกติของขั้วประสาทตาที่เกิดจากโรคต้อหิน เช่น แอ่งหรือหลุมตรงกลางใหญ่ขึ้น มีร่องหรือรอยบากที่ขอบของขั้วประสาทตา หรือขนาดของแอ่งขั้วประสาทตา 2 ข้างมีสัดส่วนต่างกันเกินกว่า 0.2 

  1. มีการเปลี่ยนแปลงของกระจกตา เช่น ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่ขึ้น มีรอยฉีกขาดลักษณะโค้งในแนวนอนของชั้นในเนื้อเยื่อกระจกตา (Haab’s striae) กระจกตาบวม
  2. สายตาสั้นมากขึ้นเรื่อยๆ (progressive myopia)
  3. มีความผิดปกติของลานสายตาที่เข้ากันได้กับความผิดปกติของขั้วประสาทตาที่มีลักษณะของต้อหิน และไม่พบ สาเหตุอื่นที่ทำให้ลานสายตาผิดปกติ

 

 โอกาสในการเกิดต้อหินในเด็ก

ต้อหิน ทำให้เกิดภาวะตาบอดราว 5% ในประชากรเด็ก และมีผลกระทบต่อเด็กมากกว่า 300,000 คนทั่วโลก โดยพบได้ในเด็กทุกเชื้อชาติ มักพบในเด็กผู้ชายมากกว่าเด็กผู้หญิง และ 70-75% ของผู้ป่วยมักเป็นกับตาทั้งสองข้าง ทั้งนี้อุบัติการณ์ของโรคต้อหินมีความแตกต่างไปตามกลุ่มประชากรเด็กแรกเกิดในแต่ละภูมิภาค ตามสถิติดังนี้

  • ในประเทศตะวันตก พบประมาณ 1:10,000 ถึง 1:20,000
  • ในประเทศที่พัฒนาแล้ว พบประมาณ 1:17,000 ถึง 1:43,000
  • ในประเทศตะวันออกกลางอย่างประเทศปาเลสไตน์ พบประมาณ 1:8,200 
  • ในประเทศซาอุดิอาระเบีย พบประมาณ 1:2,500
  • รายงานที่พบสูงสุด คือ 1:1,250 ในกลุ่มชนเร่ร่อนสโลวาเกีย (Slovakian Gypsies)

 

ประเภทของต้อหินในเด็ก

ต้อหินในเด็กแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ตามหลักเกณฑ์ของเครือข่ายการวิจัยต้อหินในเด็ก คือ 

  1. คล้ายต้อหิน (glaucoma suspect) 
  2. ชนิดปฐมภูมิ (primary glaucomas) ไม่ทราบสาเหตุของการเกิดโรค และไม่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติอื่นของร่างกาย สามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มย่อยตามระยะเวลาของการเกิด ได้แก่ 

2.1 ต้อหินแต่กำเนิด (primary congenital glaucoma) เกิดก่อนอายุ 3 ปี

2.2 ต้อหินในเด็กโต (juvenile open-angle glaucoma) พบในช่วงอายุ 3-35 ปีหรือ 3-40 ปี แล้วแต่คำจำกัดความ เป็นชนิดที่พบน้อยกว่าต้อหินแต่กำเนิดและต่างจากต้อหินในผู้ใหญ่ คือ ต้อหินในเด็กโตจะเกี่ยวข้องกับความผิดปกติทางพันธุกรรม เริ่มเป็นตั้งแต่อายุยังน้อย ความดันตาสูงมาก ไม่ค่อยมีอาการ และตรวจพบโดยบังเอิญ มีการแกว่งของ ความดันตาเป็นช่วงกว้างในระยะยาว ทำให้ลานสายตาแย่ลงเร็วมากขึ้น

3.ชนิดทุติยภูมิ (secondary glaucomas) ทราบสาเหตุของการเกิดโรค เป็นชนิดที่พบมากที่สุด เช่น หลังผ่าตัดต้อกระจก มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มโรคทางกายหรือทางตา มีการถ่ายทอดทางพันธุกรรม

 

สาเหตุของการเกิดโรคต้อหิน

เกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยจากการศึกษาพบว่า 90% ของผู้ป่วยโรคต้อหินไม่จำเป็นต้องมีประวัติครอบครัวเป็นโรคต้อหิน แม้จะสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้แต่พบเป็นส่วนน้อย และอาจมีการแสดงออกของลักษณะทางพันธุกรรมในรูปแบบที่แตกต่างกันไป หรืออาจมีอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมเข้ามาเกี่ยวข้อง

 

โดยการแต่งงานในเครือญาติเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ และอาจมีส่วนทำให้เกิดโรค การใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์เพื่อรักษาโรค เช่น โรคภูมิแพ้ โดยรู้เท่าไม่ถึงการ หรือไม่อยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

 

อาการของโรคต้อหินในเด็ก

โดยมากคุณพ่อคุณแม่มักพาลูกน้อยมาพบแพทย์ในขวบปีแรกด้วยอาการสำคัญ และชวนให้สงสัย 3 อย่าง คือ มีน้ำตาไหลโดยไม่มีขี้ตา แพ้แสง และหนังตากระตุก ซึ่งเกิดจากความดันตาที่สูงขึ้นจนส่งผลต่อกระจกตา นอกจากนั้นอาจพบกระจกตาบวมและขุ่นร่วมด้วยได้ในกรณีที่เป็นมาก อาการเหล่านี้ไม่ใช่อาการเฉพาะของโรคต้อหิน เมื่อตรวจเพิ่มมักพบว่ามีความผิดปกติอื่น เช่น มีกระจกตาใหญ่ รอยฉีกขาดในชั้นเนื้อเยื่อของกระจกตา ความดันในลูกตาสูง ช่องหน้าลูกตาลึกและลูกตาใหญ่ เหล่านี้คืออาการและลักษณะที่ช่วยยืนยันการวินิจฉัยให้ชัดเจนแม่นยำขึ้นได้ และโดยทั่วไปเมื่อได้รับการวินิจฉัยแล้ว มักพบขั้วประสาทตาผิดปกติร่วมด้วยเสมอ

 

อย่างไรก็ตาม การมีน้ำตาไหลโดยไม่มีขี้ตา แพ้แสง และหนังตากระตุก อาจเกิดจากโรคอื่น เช่น มีการอุดตันของท่อน้ำตา ม่านตาอักเสบ กระจกตาเสื่อม การได้รับการบาดเจ็บขณะคลอด ดังนั้นการวินิจฉัยแยกโรคจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ รวมถึงการซักประวัติของโรคต้อหินในครอบครัว และการแต่งงานในเครือญาติด้วย

 

การรักษาโรคต้อหินในเด็ก

แม้ว่าการรักษาโรคต้อหินในเด็กจะมีทั้งการใช้ยาและการผ่าตัด แต่วิธีการรักษาหลักคือการผ่าตัด ซึ่งมีหลายวิธี โดยต้องพิจารณาเป็นรายๆ ไป ยาหยอดตามักใช้ระหว่างรอผ่าตัด หรือกรณีหลังผ่าตัดที่พบความดันในตายังคงสูงอยู่ เพื่อช่วยควบคุมระดับความดันในตาให้เป็นปกติ และชะลอการดำเนินโรค การใช้ยาหยอดตารักษาโรคเพียงวิธีเดียวมักพบว่าไม่ค่อยได้ผล

 

เมื่อสงสัยว่าเป็นต้อหินควรทำอย่างไร?

การตรวจพบโรคต้อหินแต่เนิ่นๆ มีความสำคัญและมีผลต่อผลการรักษามาก หากพบว่าเด็กมีอาการที่น่าสงสัย คุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองควรรีบพาไปพบจักษุแพทย์ เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้อง จะได้เริ่มต้นการรักษาอย่างทันท่วงที ซึ่งจะช่วยลดความรุนแรงของโรค ช่วยชะลอโรค และเก็บรักษาการมองเห็นให้คงอยู่ได้ยาวนานขึ้นเมื่อรักษาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่และพี่น้องของเด็กที่เป็นโรคต้อหินเข้ารับการตรวจด้วยเช่นกัน เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีโรคต้อหินแฝงอยู่ในคนอื่นของครอบครัว

 

อาการสำคัญที่ทำให้โรคต้อหินมักถูกละเลย ถูกมองข้าม หรือได้รับการตรวจรักษาช้า คือการที่เด็กมีลูกตาหรือตาดำโต เพราะมีการขยายขนาดจากความดันในลูกตาที่สูงขึ้น แต่คนทั่วไปกลับมองว่าการที่เด็กมีตาโตเป็นลักษณะที่ดี น่ารัก และไม่ตระหนักว่าเป็นภาวะอันตรายนั่นเอง

Loading...

แชร์


Loading...