
องค์การอนามัยโลกได้จัดลำดับความสำคัญของโรคกระดูกพรุนเป็นอันดับสอง รองจากโรคหัวใจและหลอดเลือด บางคนเรียกว่า ภัยเงียบ เพราะมาแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว แต่อาจจะสังเกตได้บ้าง เช่น ความสูงของเราลดลงไปจากแต่ก่อน หรือหลังค่อมลง หรืออาจมีอาการเพียงปวดเมื่อยตามตัว คล้ายปวดตามกระดูก เป็นโรคที่ต้องให้ความใส่ใจ เพราะคนที่เป็นโรคนี้มักไม่รู้ตัว…มารู้อีกทีก็กระดูกหักแล้ว ซึ่งมักเกิดการหักที่ข้อมือ ข้อสะโพก กระดูกเชิงกราน หรือกระดูกสันหลังยุบ
“กระดูกสันหลังยุบ” อีกหนึ่งความทรมานจากโรคกระดูกพรุน
โรคกระดูกพรุนก่อให้เกิดกระดูกสันหลังยุบ ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ขาดการออกกำลังกาย ได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ พร่องวิตามินดี การดื่มแอลกอฮอล์ ดื่มน้ำอัดลม สูบบุหรี่ ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน การผ่าตัดมดลูกและรังไข่ หรือยาบางอย่าง เช่น ยาเคมีบำบัด ยาละลายลิ่มเลือด ยาแก้อักเสบแบบสเตียรอยด์ รวมไปถึงการมีคนในครอบครัวเป็นโรคบางชนิด เช่น โรคต่อมไร้ท่อทำงานมากผิดปกติ โรคต่อมพาราไทรอยด์ ก็เป็นตัวเร่งให้เกิดการสลายของเนื้อกระดูกเร็วมากขึ้น จนกระทั่งเกิดการยุบตัวหรือหักของกระดูกสันหลัง เมื่อมีการล้มเพียงเบา ๆ หรือการทำกิจวัตรประจำวันเท่านั้น ก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานเป็นอย่างมากจากอาการปวดที่รุนแรง ไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างเป็นปกติสุข
MRI คือการตรวจวินิจฉัยกระดูกสันหลังที่แม่นยำที่สุด
ปัญหาที่พบได้บ่อยคือ คนไข้และญาติไม่อาจทราบได้ว่า “ทำไมถึงปวดหลัง?” และทำไมอาการปวดหลังจึงปวดทรมานมากและไม่หายไป แม้รับประทานยาหรือได้รับการฉีดยาแล้วก็ตาม วิธีการที่ดีที่สุด..ที่ช่วยในการวินิจฉัยกระดูกสันหลังหักยุบตัวว่าเป็นโรคนี้จริงหรือไม่ หรือถ้าเป็นจริง การหักในครั้งนี้เกิดขึ้นใหม่หรือเป็นการหักที่เกิดมาเนิ่นนานหลายปีแล้ว นั่นคือ การทำเอ็กซเรย์แม่เหล็กหรือ MRI ของกระดูกสันหลัง ซึ่งจะช่วยให้แพทย์วางแผนการรักษาได้ถูกต้องสมบูรณ์มากขึ้น
การรักษาผู้ป่วยกระดูกสันหลังหักในผู้สูงอายุ สามารถทำได้ ดังนี้…
1. การรักษาโดยการใส่กายอุปกรณ์ หรือเสื้อเกราะพยุงหลัง (ORTHOSIS) ตลอดเวลา
โดยทำต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 3-6 เดือน ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการหัก การรักษาจะได้ผลดีในผู้ป่วยที่ให้ความร่วมมือในการใส่อุปกรณ์พยุงกระดูก รวมถึงการทรุดตัวหรือการผิดรูปเกิดขึ้นมีไม่มากนัก ซึ่งการใส่ที่ถูกต้อง..คือ ต้องใส่ก่อนการลุก การนั่ง หรือเดิน หากลุกขึ้นมานั่งหรือยืนแล้วค่อยสวมใส่ การยุบตัวจะเกิดเพิ่มขึ้นอีก จากน้ำหนักของเราไปกดทับส่วนที่หัก ทำให้หลังค่อมมากขึ้น
2. การผ่าตัด โดยใช้โลหะดามกระดูก
ใช้แก้ไขความโก่งงุ้มของโครงสร้างสันหลัง และโลหะจะช่วยค้ำยันหรือเสริมโครงสร้าง ข้อดีคือ ศัลยแพทย์จะสามารถแก้ไขความผิดปกติการค่อมของหลังให้กลับมาใกล้เคียงเป็นปกติได้ และช่วยให้ผู้ป่วยหายจากอาการเจ็บปวดจากกระดูกหัก เพราะโครงสร้างกระดูกมีโลหะค้ำยันแทน ข้อเสียคือ ผู้ป่วยต้องรับการผ่าตัด การใส่โลหะต้องใส่จำนวนมาก ต้องใส่น๊อตสกรูจำนวนอย่างน้อย 10-12 ตัว ต้องดมยาสลบ ในผู้สูงวัยมีความเสี่ยงร่วมจากโรคเดิมของผู้ป่วย ทำให้บางคนไม่ชอบวิธีการนี้นัก
การฉีดซีเมนต์…เทคนิคใหม่เพื่อการรักษากระดูกสันหลังหักโดยไม่ต้องผ่าตัด
เป็นการฉีดสารทดแทนกระดูกเข้าไปยังบริเวณที่มีการหักและช่องว่างรูพรุนในกระดูก โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่กระดูกสันหลัง วิธีนี้เป็นวิธีที่น่าสนใจ เพราะไม่ต้องทำการผ่าตัด ไม่ต้องดมยาสลบ ใช้การฉีดยาชาเฉพาะที่ ร่วมกับยาสลบแบบฉีด ใช้เวลาในการรักษาสั้น ประมาณ 20-30 นาทีเท่านั้น ซึ่งซีเมนต์ที่ใช้ทางการแพทย์นี้ ได้รับการยอมรับว่าไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ไม่ก่อให้เกิดการปฏิเสธของร่างกาย
ภายหลังจากการรักษาจะเหลือเพียงบาดแผลบนผิวหนังขนาด 2-3 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นร่องรอยของเข็มที่ผ่านผิวหนังไปยังกระดูกที่หัก ผู้ป่วยควรนอนโรงพยาบาลเพื่อดูอาการประมาณ 1 คืน ภายหลังการทำ อาการจะทุเลาลงอย่างมาก แต่มีข้อจำกัดคือ ไม่ทำในคนอายุน้อย จะกระทำในผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไปที่มีกระดูกสันหลังหัก
อย่างไรก็ตาม หากเคยเกิดกระดูกหักที่หนึ่งที่ใดไปแล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดการหักซ้ำ หรือเกิดการหักของกระดูกในตำแหน่งอื่น ๆ โดยให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ให้แคลเซียมเสริมรวมถึงวิตามิน และยาเสริมกระดูก การออกกำลังกาย และหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง ที่สำคัญ..ผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ควรตรวจมวลกระดูกเพื่อดูความหนาแน่นกระดูก (Bone Density) (รูปที่ 2) และตรวจหาระดับวิตามินดีในเลือดอย่างน้อย 1 ครั้ง ถ้าปกติแนะนำให้ตรวจทุก 2-3 ปี แต่ถ้าผิดปกติ จะได้ทำการรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

