กล้ามเนื้อมัดเล็ก มัดใหญ่ พัฒนาการของลูกน้อยที่ไม่ควรมองข้าม

Image

แชร์


กล้ามเนื้อมัดเล็ก มัดใหญ่ พัฒนาการของลูกน้อยที่ไม่ควรมองข้าม

พัฒนาการของกล้ามเนื้อมัดใหญ่

ในเรื่องของพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดใหญ่นั้น ให้สังเกตพฤติกรรมการเคลื่อนไหวของเด็กในรูปแบบต่างๆ อ้างอิงกับความสามารถของพัฒนาการที่เด็กควรจะต้องทำได้ในแต่ละช่วงวัย เช่น ช่วง 5-7 เดือน ควรจะนั่งได้แล้ว ซึ่งพ่อแม่ควรมีฐานข้อมูลเกี่ยวกับความสามารถของพัฒนาการแต่ละช่วงวัยอยู่ในมือ เพื่อง่ายต่อการสังเกตความสามารถของน้องว่าสมวัยหรือไม่ ในส่วนของความสามารถนั้น ก็จะเริ่มตั้งแต่ ชันคอ พลิกคว่ำพลิกหงาย ท่านั่ง ท่าคืบคลาน ท่าเกาะยืน ท่าเดิน ท่ากระโดด ซึ่งเราจะให้ความสำคัญในเรื่องการเปลี่ยนท่าด้วย อาทิ เมื่อลูกสามารถทรงท่าในท่านั่งได้แล้ว คววรกระตุ้นให้เด็กมีการเปลี่ยนท่าเอง หรือเมื่อลูกเล่นอยู่ในท่านั่งแล้วหันไปเห็นของเล่นอีกชิ้นบนพื้น ก็เปลี่ยนจากท่านั่งเป็นคลานเพื่อไปหยิบของ หรือของเล่นชิ้นใหม่อยู่บนโต๊ะ ก็เปลี่ยนจากท่านั่งเป็นเกาะยืน เป็นต้น 

ซึ่งเมื่อเด็กๆ มีอายุมากกว่า 5 ขวบขึ้นไป จะมีรูปแบบของการเคลื่อนไหวร่างกายที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น เป็นการใช้สหสัมพันธ์ของร่างกายที่สัมพันธ์กันมากขึ้น เช่น การกระโดดตบ กระโดดไขว้ขา การโยนรับลูกบอล เตะบอล กระโดดเชือก ขี่จักรยานสองล้อ ซึ่งจะเป็นการทำงานของร่างกายที่ใช้ส่วนของแขนและขาทำงานร่วมกันมากขึ้น

พัฒนาการของกล้ามเนื้อมัดเล็ก


ในส่วนของกล้ามเนื้อมัดเล็กที่พ่อแม่ควรให้ความสำคัญเป็นลำดับแรกๆ นั่นก็คือ กล้ามเนื้อมือ กล้ามเนื้อตา และกล้ามเนื้อรอบปาก เช่น การเอื้อมมือออกจากแนวกลางลำตัวเพื่อหยิบของ การหยิบจับของโดยการกำและปล่อย การต่อก้อนไม้เป็นตึกชั้นๆ การฉีกกระดาษ ปั้นดินน้ำมัน การขีดเขียนระบายสี การใช้กรรไกร รวมถึงการใช้กล้ามเนื้อในการช่วยเหลือตัวเอง เช่น การใช้ช้อมส้อมตักอาหาร การติดกระดุม การแกะห่อขนม การแปรงฟัน การใส่เสื้อกางเกงรองเท้า


ในส่วนของกล้ามเนื้อรอบปาก เราจะดูในเรื่องของการปิดปาก เปิดปาก มีน้ำลายไหลย้อยออกมาหรือไม่ การกระดกลิ้นในทิศทางต่างๆ  การแลบลิ้นเลียปาก ซึ่งถ้ามีความผิดปกติอาจจะส่งผลต่อการพูดสื่อสารของเด็กในอนาคตได้ เพราะกล้ามเนื้อรอบปากเป็นกล้ามเนื้อพื้นฐานที่ช่วยการออกเสียงพูดของเด็ก

สุดท้ายกล้ามเนื้อตา เช่น การมองวัตถุที่ผ่านกลางลำตัว การมองจ้องวัตถุค้างไว้ การมองหน้าสบตา การมองหาของหรือเสียงที่ได้ยิน ซึ่งเรามักจะพบความผิดปกติร่วมกับภาะโรคอื่นร่วมด้วยเช่น เด็กออทิสติก มักจะมีภาวะไม่มองหน้าสบตา เป็นต้น

อย่างไรก็ตามคุณพ่อคุณแม่สามารถนำข้อมูลเรื่องพัฒนาการแต่ละช่วงวัยมาสังเกตพฤติกรรมต่างๆ ของลูกว่าสามารถทำได้ตามวัยที่ควรจะเป็นหรือไม่ รวมถึงให้ความสำคัญในเรื่องของการตุ้นพัฒนาการตามวัยด้วย โดยส่วนใหญ่กิจกรรมที่เหมาะสมที่สุดคงไม่พ้นกิจกรรมเรื่องการเล่น การที่เปิดโอกาสให้ลูกได้ทำกิจกรรมด้วยตัวเองให้มากขึ้น ให้การช่วยเหลือเท่าที่จำเป็น สร้างบรรยากาศในการเล่นให้สนุก สร้างสัมพันธภาพในการเล่นทั้งพ่อแม่ลูก จะเป็นตัวช่วยส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้เรื่องพัฒนาการทั้งของเด็กและผู้ใหญ่ร่วมกัน

แต่หากไม่แน่ใจหรือมีข้อสงสัยก็สามารถสอบถามแพทย์เจ้าของไข้ที่น้องต้องได้รับวัคซีนหรือติดต่อสอบถามแพทย์พัฒนาการเด็กหรือนักกิจกรรมบำบัด เพื่อคัดกรองและประเมินความสามารถของลูกน้อยให้ได้อย่างถูกต้อง


 


นายภูชิชย์ ฝูงชมเชย

นักกิจกรรมบำบัด โรงพยาบาลพญาไท 2 ชั้น 10 อาคาร B


โทร 02-617-2444 ต่อ 1059,1074

แชร์


Loading...