การตรวจการเคลื่อนไหวของหลอดอาหารเป็นตรวจการทำงานของกล้ามเนื้อหลอดอาหาร เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับการทำหน้าที่ในการส่งผ่านอาหารและของเหลวจากปากไปสู่กระเพาะอาหาร ทำให้ทราบถึงแรงดัน การเคลื่อนไหว การประสานงานของกล้ามเนื้อหลอดอาหาร รวมถึงการทำงานของกล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารทั้งส่วนบนและส่วนล่าง โดยมากจะใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการคล้ายโรคกรดไหลย้อน เพื่อการวินิจฉัยโรคได้แม่นยำและตรงจุดกว่า
เมื่อไหร่? ควรรับการตรวจการเคลื่อนไหวของหลอดอาหาร
- เมื่อมีอาการของภาวะกรดหรืออาหารไหลย้อนจากกระเพาะเข้าสู่หลอดอาหาร
- เมื่อมีอาการกลืนติดหรือกลืนลำบาก
- เมื่อมีอาการเจ็บหน้าอก..และพบว่าไม่ได้เกิดจากโรคหัวใจ
การตรวจการเคลื่อนไหวของหลอดอาหาร สามารถบอกอะไรได้บ้าง
การตรวจการเคลื่อนไหวของหลอดอาหารที่ใช้บ่อยที่สุด คือการประเมินการทำงานของกล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารส่วนล่างและหาโรคหลอดอาหารเคลื่อนไหวผิดปกติ ซึ่งอาจมีอาการคล้ายผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อน และใช้ในการวินิจฉัยโรคเกี่ยวกับหลอดอาหาร ที่ทำให้เกิดปัญหาการกลืนติดหรือกลืนลำบาก เช่น โรคกล้ามเนื้อหูรูดของหลอดอาหารส่วนล่างไม่คลายตัว (achalasia) เป็นผลให้อาหารที่กลืนไปไม่สามารถผ่านเข้าไปที่กระเพาะอาหารได้ นอกจากนี้ยังช่วยวินิจฉัยสาเหตุของอาการเจ็บหน้าอกที่เกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของกล้ามเนื้อหลอดอาหาร เช่น โรคหลอดอาหารบีบเกร็งพร้อมกัน (diffuse esophageal spasm) ที่ทำให้มีอาการเจ็บหน้าอกเหมือนโรคหัวใจได้
ขั้นตอนการตรวจการเคลื่อนไหวของหลอดอาหาร
- งดน้ำและอาหารก่อนตรวจอย่างน้อย 6 ชั่วโมง
- ทำการระงับความรู้สึกของจมูกและลำคอด้วยยาระงับความรู้สึกเฉพาะที่
- ทำการใส่สายทางจมูก (หรือปาก) ซึ่งมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1/8 นิ้ว (ขนาดประมาณหลอดดูดนม) ลงไปจนถึงส่วนหลอดอาหารหรือกระเพาะอาหาร โดยผู้ป่วยต้องทำการช่วยกลืนระหว่างการใส่อาจมีการไอหรือรู้สึกอยากอาเจียนได้
- เจ้าหน้าที่อาจขอความร่วมมือระหว่างการตรวจ โดยให้กลืนน้ำลายหรือจิบน้ำเป็นระยะๆ เพื่อตรวจการเคลื่อนไหวบีบตัวของกล้ามเนื้อหลอดอาหารช่วงที่มีการกลืน
- ระหว่างการตรวจอาจมีการใส่กรดผ่านทางสายเพื่อวัดความรู้สึกของหลอดอาหาร
- การตรวจใช้เวลารวมประมาณ 45 นาที และเอาสายออกเมื่อการตรวจเสร็จสิ้น
- ยาระงับความรู้สึกเฉพาะที่มีผลนานประมาณ 1 ชั่วโมง (หลังจากที่เริ่มรู้สึกชาที่รูจมูกและลำคอ) จึงควรรอหลังการตรวจประมาณ 1 ชั่วโมงค่อยดื่มน้ำหรือทานอาหาร เพื่อป้องกันการสำลัก
- ผู้ป่วยสามารถกลับบ้านและทำกิจกรรมได้ตามปกติ
ผลข้างเคียงและภาวะแทรกซ้อนจากการตรวจ
ระหว่างการใส่สายทางจมูก (หรือปาก) ผู้ป่วยจะมีอาการไอหรือรู้สึกอยากอาเจียนได้ การสูดลมหายใจเข้า-ออกลึกๆ จะช่วยบรรเทาอาการ หากการตรวจมีขั้นตอนที่ต้องใส่กรดลงในหลอดอาหาร อาจรู้สึกแสบร้อนหน้าอก หรือมีอาการอื่นๆของกรดไหลย้อนได้ หลังการตรวจอาจยังมีอาการเจ็บหรือระคายคอ แต่จะดีขึ้นในระยะเวลาไม่นาน ผลข้างเคียงส่วนใหญ่จะไม่รุนแรง เช่น เจ็บคอ เลือดออกในจมูก (พบน้อย) หรืออาจมีผลต่อโพรงจมูก (sinus) เกิดการระคายเคืองหรือการอุดกั้นของท่อเปิดโพรงจมูก ซึ่งพบได้น้อยมาก
สำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านการกลืนอาจต้องทำด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากมีโอกาสที่กล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารส่วนบนจะคลายตัวได้ไม่ดี สายที่ใส่จึงเข้ากล่องเสียงแทนที่จะเป็นหลอดอาหาร ซึ่งสามารถตรวจพบได้ทันทีและสายจะถูกเอาออกโดยเร็ว
การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการตรวจการเคลื่อนไหวของหลอดอาหาร
- งดน้ำงดอาหารก่อนเที่ยงคืนของวันที่จะทำการตรวจ
- งดยาที่มีผลต่อการทำงานของทางเดินอาหารอย่างน้อย 7วันก่อนการตรวจ เช่น ยาแก้อาเจียน ยาลดการบีบตัวของลำไส้ ยาแก้ปวด ยาคลายเครียดหรือยากล่อมประสาท
- ยาบางชนิดควรรับประทานต่อเนื่อง เช่น ยาลดความดันโลหิต ยาโรคหัวใจ ให้รับประทานตามปกติ โดยให้จิบน้ำแต่น้อยในเช้าวันที่เข้ารับการตรวจ
หมายเหตุ : ควรแจ้งและปรึกษาแพทย์เรื่องยาที่ใช้ก่อนการตรวจ ไม่ควรปรับการใช้ยาเอง
