วิธีการฟื้นฟูสภาพจิตใจเด็กหลังติดถ้ำ

Image

แชร์


เหตุการณ์ภัยพิบัติเป็นความรุนแรงที่ส่งผลกระทบกับทั้งร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะเมื่อเกิดขึ้นกับเด็ก ซึ่งการดูแลและฟื้นฟูสภาพจิตใจถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะภัยพิบัติครั้งใหญ่ในชีวิตเพียงไม่กี่วันอาจจะเป็นความทรงจำที่มีผลต่อจิตใจของเขาไปตลอดชีวิต ‘เหตุการณ์เด็ก 13 คนติดในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน’ เป็นเวลากว่า 10 วัน จึงเป็นบทเรียนสำคัญที่ทุกคนในสังคมควรเรียนรู้วิธีการฟื้นฟูสภาพจิตใจของเด็กร่วมกัน

วิธีเสริมสร้างกำลังใจให้เด็กหลังออกจากถ้ำ

  • เมื่อเด็กต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แคบ ขาดอาหาร อยู่ในความมืด ฯลฯ เป็นเวลานาน ทั้งก่อนและหลังออกจากถ้ำ ต้องมีการเตรียมความพร้อมทางด้านร่างกายให้แก่เด็ก ทำให้เขากลับมามีสภาพร่างกายที่แข็งแรงเหมือนเดิม โดยให้อากาศบริสุทธิ์ ให้สวมเสื้อผ้าที่สะอาด กินอาหารที่ดีและมีประโยชน์
  • เมื่อเขาออกจากถ้ำกลับมาอยู่บ้านแล้วต้องทำพื้นที่อยู่อาศัยให้มีความปลอดภัยเพื่อสร้างความอุ่นใจให้กับเด็ก สร้างบรรยากาศแห่งความห่วงใย มอบความรัก ความเอาใจใส่ให้กับเด็ก โดยเฉพาะครอบครัวซึ่งเป็นคนใกล้ชิดมากที่สุด ต้องมีความเข้าใจในสิ่งที่เขากำลังเผชิญอยู่ ทำให้เด็กรู้สึกว่ามีคนเข้าใจเขา และรับรู้ว่าที่ผ่านมาเขาต้องเผชิญกับความยากลำบากอะไรบ้าง
  • ทำให้เรื่องนี้เป็นบทเรียนที่มีคุณค่าสำหรับเด็ก ชวนเขาคิดและเรียนรู้ว่าเขาผ่านมันมาได้อย่างไร เพื่อดึงให้เรื่องนี้เป็นความภูมิใจในชีวิตของเขาที่สามารถผ่านสถานการณ์ที่ยากลำบากมาได้ การที่เขาได้เรียนรู้จากความทุกข์ที่ผ่านมา จะทำให้เขามีศักยภาพที่จะกลับมาใช้ชีวิต และทำหน้าที่ของตัวเองต่อไปได้ตามปกติ

สื่อสารอย่างไรให้เด็กมีความมั่นคงทางจิตใจ

  • การจะช่วยเหลือเด็กที่เผชิญเหตุการณ์แบบนี้ จำเป็นที่จะต้องอาศัยความร่วมมือของหลายฝ่าย ตั้งแต่ระดับครอบครัว ชุมชน คนในสังคม และสื่อมวลชน เราต้องดูก่อนว่าหลังจากออกมาแล้วเด็กมีสภาวะอารมณ์อย่างไร ต้องหมั่นสังเกตอาการ เด็กบางคนอาจจะยังกังวล มีความกลัว และอารมณ์ไม่เป็นปกติ คนที่จะเข้าไปดูแลเด็กจำเป็นที่จะต้องมีท่าทีที่สงบ ปลอดภัย ไม่เร่งเร้าถามคำถามที่ทำให้เขารู้สึกกังวลมากขึ้น เพื่อความมั่นคงทางด้านจิตใจของเขาออกมา
  • การถามคำถามกับเด็กเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ แต่ควรเป็นคำถามที่เปิดกว้าง ไม่ควรถามคำถามปลายปิด ควรถามคำถามปลายเปิดเพื่อให้เขาได้ระบายสิ่งที่เขารู้สึกออกมา และสามารถเล่าเรื่องออกมาได้ทั้งหมด และคนที่คุยกับเด็กต้องมีท่าทีที่ยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่มองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย และไม่ทำให้ความสำคัญของเขาลดลง เช่น ไม่ควรบอกเขาว่า ‘ไม่เป็นไร เดี๋ยวมันก็ผ่านไป’ ต้องมีท่าทีที่ยอมรับว่าสิ่งที่เขาเผชิญมันน่ากลัวจริง และถามเขาต่อว่าเขาทำอย่างไรถึงผ่านมันมาได้เพื่อดึงความเข้มแข็งของเขากลับขึ้นมา
  • ถามความต้องการของเขาด้วยว่า ณ ตอนนี้เขาต้องการความช่วยเหลืออะไรบ้าง หากอยากจะให้เขาพึ่งพาตัวเองและกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้ สิ่งที่จะช่วยเขาจึงต้องเป็นสิ่งที่เขาต้องการจริงๆ เช่น ช่วยเรื่องการเรียน ช่วยเรื่องสุขภาพ และช่วยเรื่องจิตใจ เด็กควรจะเป็นคนบอกความต้องการของเขา เพื่อให้คนรอบข้างสามารถช่วยเหลือเขาได้ถูกจุดจริงๆ

อาการทางด้านจิตใจที่อาจเกิดขึ้นหลังประสบภัยพิบัติ

สำหรับอาการป่วยทางจิตจากภาวะเครียดที่เจอเหตุการณ์สะเทือนใจนั้นจะแสดงอาการออกมา 2 ระยะ โดยระยะแรกเกิดขึ้นภายใน 1 เดือนหลังเหตุการณ์เรียกว่า Acute Stress Disorder (ASD) หรือ โรคเครียดฉับพลัน จากนั้นจะเข้าสู่ระยะที่ 2 คือหลังเกิดเหตุการณ์มาแล้ว 1 เดือนที่เรียกว่า PTSD

  • ผู้ป่วยที่อยู่ในระยะ ASD สามารถหายเองได้ หรือไม่เป็นอะไรเลยในเดือนแรก เด็กอาจจะมีภาพหลอนจากเหตุการณ์นั้นผุดในหัว เช่น ภาพความมืดในถ้ำ การหิว ความกลัวต่างๆ ที่ได้เผชิญขณะอยู่ในถ้ำ ถ้าป่วยด้วย ASD ติดต่อกันนานเกิน 1 เดือนยังไม่หาย ก็จะกลายเป็น PTSD ได้ในภายหลัง
  • ความผิดปกติที่เกิดหลังความเครียดที่สะเทือนใจ มีชื่อย่ออย่างเป็นสากลว่า PTSD (Post-traumatic Stress Disorder) เป็นภาวะความผิดปกติทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังพบเหตุการณ์ความรุนแรง หรือพบเห็นเหตุการณ์สะเทือนขวัญ จนเกิดความเครียดและมีพฤติกรรมบางอย่างที่กระทบต่อการดำเนินชีวิตตามมา ซึ่งผู้ที่ได้รับบาดแผลทางจิตใจจากเหตุเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการรักษา

ทำอย่างไรเมื่อพบว่าเด็กมีปัญหาสุขภาพจิต

ไม่ถูก หรือบางคนอาจจะรู้สึกเข้าใจและยอมรับได้ ถ้าเด็กมีความรู้สึกแบบนี้ขึ้นมาต้องให้ความรู้เด็กว่ามันเป็นอารมณ์ที่สามารถเกิดขึ้นได้หลังจากเราพบเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด ความรู้สึกนี้ไม่ได้แปลว่าเขาอ่อนแอหรือว่าเขาเป็นคนที่แย่ มันเป็นปฏิกิริยาของร่างกายและสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน หากเขารู้สึกไม่สบายใจเขาสามารถระบายกับคนรอบข้างได้ และเข้ารับการรักษากับจิตแพทย์เด็กได้ ในเด็กบางคนอาจจะไม่แสดงออกในทันทีหลังออกจากถ้ำ จะต้องมีการติดตามอาการไปอีก 1 ปีเพื่อดูว่าอารมณ์และความรู้สึกของเด็กเป็นอย่างไร

อาการเหล่านี้ทำให้ศักยภาพในการใช้ชีวิตของเด็กลดลง การเรียนแย่ลง ปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างน้อยลง ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างแย่ลง การมองตัวเองหรือความเชื่อมั่นในตัวเองก็เปลี่ยนไป จะเริ่มรู้สึกไม่เชื่อมั่นในตัวเอง ไม่รู้ว่าตัวเองจะผ่านเหตุการณ์นี้ไปได้ไหม เพราะฉะนั้นการช่วยเหลือที่ถูกต้องและเหมาะสม การติดตามอย่างต่อเนื่องจะช่วยลดการเกิดความกลัวความเศร้าและความกังวลที่ตามมาได้

เหตุการณ์นี้แม้จะเกิดขึ้นเพียง 10 วันแต่ก็สามารถทำให้เด็กจำฝังใจไปจนโตได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับเด็กแต่ละคนด้วยว่าขณะเผชิญหน้ากับปัญหาเขามีมุมมองต่อตัวเขา มุมมองต่อปัญหา หรือมุมมองต่อคนรอบตัวอย่างไร ถ้าเขามองในเชิงที่เกิดเป็นการเข้าใจ การเรียนรู้ และการแก้ปัญหา ไม่ได้โทษว่าเป็นความผิดของตัวเองเพียงอย่างเดียว การมองในเชิงเรียนรู้จะทำให้เกิดความเข้มแข็งทางด้านจิตใจขึ้นได้ แต่คนในสังคมก็มีส่วนช่วยทำให้เด็กเปลี่ยนมุมมอง และช่วยให้เขามีความเข้มแข็งด้านจิตใจมากขึ้นได้

 

พญ. ชนม์นิภา แก้วพูลศรี
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชศาสตร์สาขาจิตเวชเด็กและวัยรุ่น
ศูนย์สุขภาพเด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลพญาไท 2

แชร์


Loading...