ภูมิแพ้ในเด็ก

Image

แชร์


ภูมิแพ้ในเด็ก

คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกน้อยเคยสงสัยไหมว่า อาการ จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล คันจมูกหรือคันตาที่เป็นๆ หายๆ หรือมีอาการเรื้อรังของคุณลูกเป็นอาการของโรคอะไร อาการเหล่านี้ใช่โรคภูมิแพ้หรือไม่ สามารถป้องกันหรือรักษาอย่างไร หากคุณพ่อคุณแม่ไม่แน่ใจควรพาลูกไปพบแพทย์เพื่อรับการดูแลและรักษาอย่างถูกวิธี

ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดภูมิแพ้ในเด็กประกอบด้วย 2 ส่วน คือ

  1. ปัจจัยทางด้านพันธุกรรม เด็กที่มีประวัติพ่อ แม่ หรือพี่น้องที่เป็นโรคภูมิแพ้ จะมีความเสี่ยงต่อการมากกว่าเด็กที่ไม่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคภูมิแพ้
  2. ปัจจัยทางด้านสิ่งแวดล้อม มีเด็กบางคนที่ไม่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคภูมิแพ้ แต่มีอาการของโรคภูมิแพ้เช่นกัน  โดยปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อการเกิดโรคภูมิแพ้ ได้แก่  ไรฝุ่น แมลงสาบ หรืออยู่ในบ้านที่เลี้ยงสัตว์มีขน เช่น สุนัข แมว เป็นต้น หรือได้รับมลพิษทางอากาศ เช่น ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ ควันจากโรงงานอุตสาหกรรม ควันบุหรี่ เป็นต้น

อาการแสดงของโรคภูมิแพ้สามารถเกิดได้หลายระบบ

เนื่องจากโรคภูมิแพ้เกิดจากการที่ปฏิกิริยาของภูมิคุ้มกันในร่างกายมีการตอบสนองที่มากผิดปกติต่อสารก่อภูมิแพ้ที่เข้าสู่ร่างกาย ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังที่อวัยวะต่างๆ โดยคุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตอาการที่อาจเกิดขึ้นกับลูก ตามระบบต่างๆ ดังนี้

ระบบผิวหนังและเยื่อบุต่างๆ

  • ผื่นลมพิษเป็นๆ หายๆ มักสัมพันธ์กับการสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้บางชนิด โดยบางครั้งอาจมีอาการบวมที่รอบดวงตาหรือริมฝีปากร่วมด้วย
  • ผิวหนังแห้ง มีผื่นแดงคัน โดยเฉพาะบริเวณใบหน้าและแก้ม ข้อศอก ข้อพับ เข่า ซอกคอ และตามลำตัว

ระบบทางเดินหายใจ

  • เป็นหวัดบ่อย หรือมีอาการเป็นบางช่วงเวลา เช่น จาม น้ำมูกไหล โดยเฉพาะตอนเช้าหรือกลางคืน
  • เป็นหวัดเรื้อรัง หรือไซนัสอักเสบ
  • มีอาการไอหรือหายใจลำบากในบางช่วงเวลา เช่น วิ่งเล่น ออกกำลังกาย อากาศเปลี่ยน หรือหลังจากติดเชื้อทางเดินหายใจ

ระบบทางเดินอาหาร

  • คลื่นไส้ อาเจียน แหวะนมบ่อยในเด็กทารก
  • ท้องอืด ถ่ายเหลว มีมูกเลือดปนในอุจจาระ

โรคภูมิแพ้ในเด็กที่พบได้บ่อย

  • โรคแพ้อาหาร ซึ่งมักพบบ่อยในขวบปีแรก โดยอาหารที่พบว่าแพ้ได้บ่อยในเด็ก ได้แก่ นมวัว ไข่ไก่ แป้งสาลี ถั่วต่างๆ และอาหารทะเล โดยเกิดอาการได้หลายระบบ เช่น
    • ระบบทางเดินอาหาร เด็กจะมีอาการปวดท้อง อาเจียน ท้องเสีย ถ่ายมีมูกปนเลือด
    • อาการทางผิวหนัง มีผื่นขึ้น  ลมพิษ
    • ระบบทางเดินหายใจ เช่น หอบ คัดจมูก มีน้ำมูกเรื้อรัง
    • โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง เด็กกลุ่มนี้มักมีผิวค่อนข้างแห้ง ร่วมกับมีผื่นแดงคัน ตามแก้ม ข้อพับ ข้อเข่า หรือข้อศอก  มักจะพบในเด็กเล็กโดยอาการมักรุนแรงขึ้น เมื่อสัมผัสสารก่อภูมิแพ้หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เช่น อากาศร้อน หรือ อากาศแห้ง
    • โรคหืด คือ ภาวะที่หลอดลมไวต่อสารก่อภูมแพ้หรือสารกระตุ้นบางอย่าง เช่น ควันบุหรี่ ควันไฟ ทำให้ทางเดินหายใจบวมตีบแคบลง เกิดอาการหายใจเสียงดัง “วี๊ด” หอบแน่นหน้าอก โดยอาการมักรุนแรงขึ้นขณะออกกำลังกาย อากาศเย็น หรือติดเชื้อทางเดินหายใจ
    • โรคภูมิแพ้เยื่อบุโพรงจมูก เด็กจะมีอาการ จาม คัน คัดจมูก มีน้ำมูกใส เป็นเรื้อรัง หลายสัปดาห์ ในช่วงฤดูฝน หรือตลอดทั้งปี
    • โรคภูมิแพ้เยื่อบุตา เด็กจะมีอาการ  คันตา น้ำตาไหล ขยี้ตาบ่อย จนขอบตาช้ำ สีคล้ำ มักพบร่วมกับอาการเยื่อบุโพรงจมูกอักเสบภูมิแพ้

วิธีการทดสอบสารก่อภูมิแพ้

นอกจากการซักประวัติและตรวจร่างกายสำหรับการวินิจฉัยโรคภูมิแพ้แล้ว ปัจจุบันมีการทดสอบสารก่อภูมิแพ้ร่วมด้วยซึ่งทำได้หลายวิธี เช่น การทดสอบทางผิวหนัง การทดสอบทางจมูก (ในกรณีที่เด็กเป็นโรคภูมิแพ้เยื่อบุโพรงจมูก)  หรือการตรวจเลือด ซึ่งปัจจุบันนิยมทำการทดสอบด้วยวิธีทดสอบทางผิวหนังเพื่อหาสารก่อภูมิแพ้ (Skin Prick Test)  เนื่องจากสามารถทำได้ง่าย รวดเร็ว ให้ผลได้ทันที และเมื่อทราบผลแล้วจะช่วยให้เด็กและผู้ปกครองสามารถหลีกเลี่ยงการก่อภูมิแพ้ได้โดยตรง ส่งผลให้การรักษาโรคดีขึ้น เมื่อควบคุมโรคภูมิแพ้ได้ดีขึ้นจะส่งผลให้สามารถลดการใช้ยาลงได้อีกด้วย

แนวทางการป้องกันและรักษาโรคภูมิแพ้

  • หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ รวมถึงสิ่งแวดล้อมที่กระตุ้นให้เกิดอาการได้ เช่น ควันบุหรี่ ควันท่อไอเสีย ควันจากโรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น  เพื่อลดอาการของโรคภูมิแพ้ ทำให้ผู้ป่วยลดปริมาณการใช้ยาให้เหลือน้อยที่สุด
  • ในกรณีของโรคภูมิแพ้เยื่อบุโพรงจมูก  แนะนำให้ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ และใช้ยาพ่นจมูกตามคำแนะนำของแพทย์อย่างสม่ำเสมอ
  • รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ในกรณีที่มีภาวะแพ้อาหาร ต้องหลีกเลี่ยงอาหารที่แพ้ด้วย
  • พักผ่อนให้เพียงพอและหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

การรักษาด้วยวัคซีนภูมิแพ้

การรักษาโรคภูมิแพ้ด้วยวัคซีนนั้นสามารถทำได้ในโรคภูมิแพ้เยื่อบุโพรงจมูกและโรคหืด โดยแพทย์จะให้สารก่อภูมิแพ้ชนิดที่ผู้ป่วยแพ้โดยวิธีการฉีดหรืออมใต้ลิ้น  เพื่อให้ร่างกายลดการตอบสนองต่อสารภูมิแพ้ชนิดนั้นๆ และอาการต่างๆของภูมิแพ้ก็จะลดลงไปด้วย โดยจะใช้ระยะเวลาในการรักษาต่อเนื่องกันอย่างน้อย 3-5 ปี ในกรณีที่ผู้ป่วยบางรายไม่ตอบสนองกับการรักษาวิธีนี้ภายใน 1 ปีก็จะหยุดทำการรักษา

 

พญ. จินตนา ชาตรูปวิจิตร
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน
ศูนย์สุขภาพเด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลพญาไท 2
Loading...

แชร์


Loading...