นักเรียนนักศึกษาที่ต้องเรียนออนไลน์ หรือคนทำงานที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์แทบจะตลอดทั้งวัน แถมยังใช้โทรศัพท์มือถือติดตามโลกออนไลน์จนเหมือนเป็นปัจจัยที่ 5 ของชีวิต ย่อมส่งผลกระทบต่อสุขภาพของดวงตาได้มาก แต่จะมีอาการหรือโรคอะไรที่สำคัญๆ และพบบ่อยบ้าง วันนี้เรามีข้อมูลมาฝาก
สายตาสั้น
ปัจจุบันผู้ที่เรียนออนไลน์ จากเดิมที่จะใช้สายตาจ้องอยู่หน้าคอมฯ วันละ 4-5 ชม. กลับต้องใช้สายตามากขึ้นถึง 100% กลายเป็น 9-10 ชม. ต่อวัน ซึ่งการเพ่งหรือจ้องจอเป็นเวลานานๆ อาจจะทำให้เกิดภาวะสายตาสั้นเทียมเกิดขึ้นได้ ซึ่งหมายความว่า ค่าสายตาจะสั้นจะเพิ่มมากขึ้น แต่จะค่อยๆ หายได้เอง
ตาเขเข้าใน
ภาวะตาเข้เข้าในที่เกิดจาการจ้องจอคอมฯ นานๆ จะเรียกว่า acute acquired esotropia ซึ่งเป็นภาวะที่เกิดขึ้นแบบทันทีทันใด แต่ไม่ได้เกิดในทุกคน จะเกิดเฉพาะบุคคลที่มีความเสี่ยง เช่น เด็กที่มีสายตายาวหลงเหลือจากภาวะสายตายาวธรรมชาติ ซึ่งเด็กเหล่านี้หากต้องจ้องมองอะไรเป็นเวลานานๆ ก็จะมีโอกาสเกิดตาเขเข้าในได้มากกว่าเด็กทั่วไป
Computer vision syndrome
กลุ่มอาการทางตาที่เกิดจากการใช้สายตากับคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน โดยความรุนแรงจะขึ้นตามระยะเวลาในการใช้งาน และจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างต่อเนื่อง เช่น
- ปวดเมื่อยตา ตาแห้ง
เพราะการจดจ่อกับการมองจะทำให้การกระพริบตาลดลงประมาณ 50% มีการยกเปิดเปลือกตามากขึ้นเพราะมีการจ้องมอง ถ้าจองหน้าคอมฯ ขณะอยู่ในห้องแอร์ที่อุณหภูมิ 22-23⁰C หรืออุณหภูมิยิ่งต่ำความชื้นสัมพันธ์ที่ลดลงมากๆ ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสให้ตาแห้งมากขึ้น - อาการตาแห้งในเด็ก
สำหรับในเด็ก การประเมินอาการตาแห้งจะทำได้ยากขึ้น เพราะมักมีหลายอาการร่วมกัน ตั้งแต่กระพริบตาถี่ขึ้น ขยี้ตาจนแดง ภูมิแพ้ขึ้นตา แสบตา เคืองตา ตาพร่ามัว โฟกัสได้ช้าลง ตาสู้แสงไม่ได้ ปวดกระบอกตา ปวดศีรษะ บางครั้งอาจมีอาการปวดหลังไหล่หรือต้นคอร่วมด้วย เช่น text neck syndrome นอกจากนี้ยังมีกลุ่มอาการที่เรียกว่า Video game vision syndrome ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มอาการผิดปกติที่เกิดจากการจ้องมองสิ่งใดสิ่งหนึ่งติดต่อกันนานๆ เช่น การเล่นเกมคอมพิวเตอร์
แนวทางการหลีกเลี่ยงอาการตาแห้งและปัญหาสายตาจากการจ้องคอมฯ
ถ้ากังวลหรือรู้สึกมีอาการดั่งที่กล่าวมา และหลังจากหยุดจ้องจอคอมฯ แล้ว แต่อาการยังไม่ดีขึ้น ทั้งไม่สามารถเลี่ยงการจ้องหน้าจอได้ แนะนำให้เข้ารับการตรวจตาโดยละเอียดเพื่อหาสาเหตุ จะได้หาทางป้องกันหรือได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม ทั้งนี้ในเบื้องต้น ควรทำดังนี้
- ควรพักสายตาทุกครั้งมีโอกาส เช่น ระหว่างเปลี่ยนคาบเรียน
- หันไปมองไกลๆ เช่น มองธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อมรอบตัว 5-10 นาที ในทุกๆ 1 ชม.
- หลีกเลี่ยงให้ลมแอร์หรือพัดลมปะทะบริเวณใบหน้า ซึ่งจะทำให้ตาแห้งมากขึ้น
- ปรับแสงสว่างภายในห้องและนอกห้องให้ใกล้เคียงกัน โดยมีความสว่างเพียงพอ
- หมั่นเช็ดหน้าจอคอม โทรศัพท์ แท็บเล็ตไม่ให้มีคราบมัน เพราะคราบมันบนหน้าจอจะทำให้เกิดแสง glare ซึ่งเป็นแสงกระเจิง ทำให้ต้องเพ่งสายตามากขึ้นโดยไม่รู้ตัว
- ผู้ปกครองต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้เด็กๆ มีการออกกฎร่วมกัน เช่น เวลากินข้าวห้ามเล่นโทรศัพท์มือถือ เพื่อลดเวลากับการอยู่กับหน้าจอ
นพ. วรากร เทียมทัด
จักษุแพทย์ ศูนย์ตา
โรงพยาบาลพญาไท 2
