อาการแน่นหน้าอก เหนื่อยง่าย เดินขึ้นบันไดแล้วจุก หรือเจ็บหน้าอกขณะออกแรง อาจเป็นสัญญาณเตือนของ “โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ” ที่หลายคนมองข้าม
ในปัจจุบัน การรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจไม่ได้มีเพียงการใส่ขดลวดโลหะแบบเดิมอีกต่อไป เพราะเทคโนโลยีทางการแพทย์ได้พัฒนาไปสู่ “ขดลวดละลายได้” (Bioresorbable Stent) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการรักษาหลอดเลือดหัวใจตีบในผู้ป่วยบางราย
เทคโนโลยีนี้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยเปิดหลอดเลือดหัวใจที่ตีบตัน พร้อมค่อย ๆ สลายไปตามเวลา หลังหลอดเลือดฟื้นตัวดีขึ้น จึงได้รับความสนใจมากขึ้นในวงการโรคหัวใจทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยอายุน้อย หรือผู้ที่ต้องการทางเลือกการรักษาที่ลดการมีวัสดุถาวรอยู่ในร่างกาย
ขดลวดละลายได้ คืออะไร ?
ขดลวดละลายได้ หรือ Bioresorbable Stent / Bioresorbable Vascular Scaffold (BVS) คืออุปกรณ์ที่ใช้รักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ คล้ายกับการใส่ขดลวดหัวใจทั่วไป (Stent) โดยแพทย์จะทำหัตถการผ่านการสวนหัวใจ หรือ Percutaneous Coronary Intervention (PCI) เพื่อขยายหลอดเลือดหัวใจที่ตีบหรืออุดตัน
ความแตกต่างสำคัญคือ หลังจากขดลวดช่วยพยุงหลอดเลือดและปล่อยยาเพื่อลดการตีบซ้ำในช่วงแรกแล้ว ตัวขดลวดจะค่อย ๆ สลายตัวไปตามธรรมชาติของร่างกายในระยะเวลาหลายเดือนถึงหลายปี ขึ้นอยู่กับชนิดของวัสดุที่ใช้
แนวคิดของเทคโนโลยีนี้ คือการช่วยให้หลอดเลือดกลับมามีการทำงานใกล้เคียงธรรมชาติมากขึ้น หลังผ่านระยะการรักษาที่จำเป็น โดยไม่เหลือโครงโลหะถาวรภายในหลอดเลือดเหมือนขดลวดชนิดโลหะทั่วไป
โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ คืออะไร ?
โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (Coronary Artery Disease : CAD) เกิดจากการสะสมของไขมัน หินปูน หรือคราบตะกรันภายในผนังหลอดเลือด ทำให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ลดลง เมื่อหลอดเลือดตีบมากขึ้น อาจทำให้เกิดอาการ เช่น
- แน่นหน้าอก
- เจ็บหน้าอกเวลาออกแรง
- เหนื่อยง่ายผิดปกติ
- หายใจไม่อิ่ม
- เจ็บร้าวไปแขน คอ หรือกราม
- ในบางรายอาจเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน หรือหัวใจวายได้
ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่
- เบาหวาน
- ความดันโลหิตสูง
- ไขมันในเลือดสูง
- สูบบุหรี่
- ความเครียด
- พักผ่อนไม่เพียงพอ
- พฤติกรรมเนือยนิ่ง (Sedentary Lifestyle)
- ประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ
ปัจจุบันพบว่าโรคหลอดเลือดหัวใจตีบสามารถเกิดได้ในคนอายุน้อยลง โดยเฉพาะวัยทำงานที่มีความเครียดสูง พักผ่อนน้อย และมีพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ส่งผลต่อสุขภาพหัวใจ
ขดลวดละลายได้ ทำงานอย่างไร ?
หลักการทำงานของขดลวดละลายได้ คือ
- ช่วยขยายหลอดเลือดหัวใจที่ตีบ
- พยุงผนังหลอดเลือดในช่วงแรก
- ปล่อยยาลดโอกาสการตีบซ้ำ
- เมื่อหลอดเลือดฟื้นตัว ตัวขดลวดจะค่อย ๆ สลายไป
ในระยะยาวขดลวดละลายได้อาจช่วยให้หลอดเลือดกลับมามีความยืดหยุ่นหรือการตอบสนองตามธรรมชาติได้มากขึ้น เมื่อเทียบกับการมีโครงโลหะอยู่ถาวร อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้ขดลวดแต่ละชนิด จำเป็นต้องอาศัยการประเมินโดยแพทย์เฉพาะทางด้านโรคหัวใจร่วมกับลักษณะหลอดเลือดของผู้ป่วยแต่ละราย
ขดลวดละลายได้ ต่างจากขดลวดหัวใจทั่วไปอย่างไร ?
| หัวข้อ | ขดลวดโลหะทั่วไป (DES) | ขดลวดละลายได้ (BVS) |
| วัสดุ | โลหะ | วัสดุที่สลายได้ Magnesium Stent |
| การคงอยู่ในร่างกาย | ถาวร | ค่อย ๆ สลาย ภายใน 1 ปี |
| การพยุงหลอดเลือด | ถาวร | ชั่วคราว |
| แนวคิดการรักษา | เปิดหลอดเลือดระยะยาว | เปิดหลอดเลือดและคืนสภาพใกล้ธรรมชาติ |
| การเลือกใช้ | ใช้แพร่หลาย | เหมาะกับผู้ป่วยบางราย |
แม้ขดลวดละลายได้จะเป็นเทคโนโลยีที่น่าสนใจ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเหมาะกับผู้ป่วยทุกคน การเลือกแนวทางรักษาที่เหมาะสมยังต้องพิจารณาจากหลายปัจจัย เช่น ตำแหน่งหลอดเลือด ลักษณะการตีบ อายุ โรคร่วม และความเสี่ยงของผู้ป่วย
ใครบ้างที่เหมาะกับขดลวดละลายได้ ?
ผู้ป่วยที่อาจได้รับการพิจารณา เช่น
- ผู้ป่วยที่อายุน้อย และต้องการเก็บหลอดเลือดไว้ใช้รักษาในอนาคต
- ผู้ป่วยที่เป็นหลอดเลือดหัวใจตีบ
- ผู้ที่มีหลอดเลือดบางตำแหน่งที่เหมาะสม
- ผู้ที่ต้องการลดการมีวัสดุถาวรในร่างกาย
- ผู้ที่มี Lifestyle Active
- ผู้ป่วยที่ผ่านการประเมินจากแพทย์เฉพาะทางแล้วว่าเหมาะสม
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกกรณีของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบจะสามารถใช้ขดลวดชนิดนี้ได้ จำเป็นต้องมีการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด เพื่อวางแผนการรักษาให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย เช่น
- การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หลอดเลือดหัวใจ (CT Coronary Artery / CT Coronary Angiography)
- การฉีดสีตรวจหลอดเลือดหัวใจ(Coronary Angiogram)
- การตรวจภาพภายในหลอดเลือดหัวใจ(Intravascular Imaging)
- การประเมินการทำงานของหลอดเลือดหัวใจ(Functional Assessment )
ข้อดีของขดลวดละลายได้
- ไม่มีโครงโลหะคงอยู่ถาวรในหลอดเลือด ทำให้รักษาสภาพหลอดเลือดไว้ได้
- ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย
- แนวคิดการรักษาที่ใกล้เคียงธรรมชาติมากขึ้น
- ลดโอกาสการกลับมาตีบซ้ำของหลอดเลือดน้อยลง
- อาจช่วยให้หลอดเลือดกลับมามีการเคลื่อนไหวหรือขยายตัวได้ดีขึ้นในระยะยาว
- เป็นอีกทางเลือกของเทคโนโลยีการรักษาโรคหัวใจยุคใหม่
อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีนี้ยังต้องอาศัยการคัดเลือกผู้ป่วยอย่างเหมาะสม และการติดตามรักษาอย่างต่อเนื่องภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทาง
หลังใส่ขดลวดละลายได้ ต้องดูแลตัวเองอย่างไร ?
แม้จะได้รับการรักษาด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย แต่การดูแลสุขภาพหัวใจระยะยาวยังคงสำคัญเพราะการรักษาโรคหัวใจไม่ได้จบเพียงการใส่ขดลวด แต่รวมถึงการปรับพฤติกรรมและดูแลสุขภาพหัวใจในระยะยาวด้วย ได้แก่
- รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ
- ควบคุมเบาหวาน ความดัน และไขมัน
- งดสูบบุหรี่
- ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม
- ควบคุมน้ำหนัก
- พักผ่อนให้เพียงพอ
- ลดความเครียด
- ติดตามอาการและพบแพทย์ตามนัด
FAQ คำถามที่เกี่ยวข้องกับ ขดลวดละลายได้ (Bioresorbable Stent)
Q : ขดลวดละลายได้ คือ “ละลายหายไปเลย” จริงไหม ?
A : จริง แต่ไม่ได้หายทันทีหลังทำหัตถการ ขดลวดจะทำหน้าที่พยุงหลอดเลือดในช่วงแรกก่อน จากนั้นจึงค่อย ๆ สลายไปตามธรรมชาติของร่างกายในระยะเวลาหลายเดือนถึงปี ขึ้นอยู่กับชนิดของวัสดุและการตอบสนองของร่างกายแต่ละคน
Q: หลังใส่ขดลวดละลายได้ ยังต้องกินยาต่อไหม ?
A : ส่วนใหญ่ยังต้องรับประทานยาตามแผนการรักษาของแพทย์ครับ โดยเฉพาะยาป้องกันลิ่มเลือดในช่วงหลังทำหัตถการ
ไม่ควรหยุดยาเอง เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนได้
Q : ความเชื่อ: “อายุน้อย ไม่น่าเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ” จริงไหม ?
A : ไม่จริงเสมอไป ปัจจุบันพบคนอายุน้อยเป็นโรคหัวใจมากขึ้น โดยเฉพาะคนวัยทำงานที่มีความเครียดสูง นอนน้อย สูบบุหรี่ ขาดการออกกำลังกาย หรือมีโรคประจำตัว เช่น เบาหวานและไขมันสูง
Q : ใส่ขดลวดละลายได้แล้ว ใช้ชีวิตปกติได้ไหม ?
A : ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวัน ทำงาน หรือออกกำลังกายได้ตามคำแนะนำของแพทย์ครับ
แต่สิ่งสำคัญคือการดูแลสุขภาพระยะยาว เช่น ควบคุมไขมัน ความดัน เบาหวาน งดสูบบุหรี่ และปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตร่วมด้วย
เทคโนโลยีโรคหัวใจยุคใหม่ กับการรักษาที่เหมาะกับแต่ละคน
ปัจจุบัน การรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจมีหลายแนวทางมากขึ้น ทั้งการใช้ยา การสวนหัวใจ การใส่ขดลวดชนิดต่าง ๆ รวมถึงเทคโนโลยีขั้นสูงด้านภาพวินิจฉัยและหัตถการเฉพาะทาง
การเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสม จึงควรอาศัยการประเมินโดยทีมแพทย์เฉพาะทางโรคหัวใจ เพื่อวางแผนให้เหมาะกับสภาพหลอดเลือด ไลฟ์สไตล์ และเป้าหมายสุขภาพของผู้ป่วยแต่ละราย
ที่ โรงพยาบาลพญาไท 2 ผู้ป่วยสามารถเข้ารับการประเมินและวางแผนการรักษาโรคหัวใจร่วมกับทีมแพทย์เฉพาะทางและเทคโนโลยีด้านหัวใจที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อช่วยให้การดูแลหัวใจเป็นไปอย่างครอบคลุมและต่อเนื่องมากขึ้น
