ในบางครั้งผู้ปกครองอาจตกใจ ขนลุกเบาๆ เมื่อได้ยินลูกพูดถึง “เพื่อนที่มองไม่เห็น” หรือบอกว่าเห็น “ผี” หรือ “เงาลึกลับ” ที่ไม่มีใครมองเห็นด้วย หลายครอบครัวมองว่าเป็นเพียงจินตนาการของเด็ก ในขณะที่บางครอบครัวกลับรู้สึกกลัวหรือกังวลว่าจะเกี่ยวข้องกับสิ่งลี้ลับ แต่ในทางการแพทย์ ภาพหลอนหรือความเชื่อว่าเห็นสิ่งที่ไม่มีจริง อาจเป็นสัญญาณที่สะท้อนถึง ภาวะผิดปกติของร่างกายหรือจิตใจที่ควรได้รับการประเมินอย่างเหมาะสม
เด็กมีจินตนาการสูง เป็นเรื่องปกติไหม ?
เด็กอายุระหว่าง 2–7 ปี เป็นช่วงวัยที่สมองพัฒนาอย่างรวดเร็ว ระบบจินตนาการจะโดดเด่นมาก เด็กอาจสร้างโลกสมมุติขึ้นมา มี “เพื่อนในจินตนาการ” หรือพูดคุยกับสิ่งที่ไม่มีจริง ซึ่งในเด็กส่วนใหญ่จะไม่ใช่ปัญหาและมักหายไปเองเมื่อโตขึ้น แต่หาก “จินตนาการ” นั้นเริ่มส่งผลรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น กลัวจนไม่กล้าอยู่คนเดียว นอนไม่หลับ หรือมีพฤติกรรมก้าวร้าว มีผลการเรียนที่กระทบร่วมด้วย คุณพ่อคุณแม่ควรให้การสังเกตอย่างใกล้ชิดและพาพบปรึกษาแพทย์
ภาพหลอน (Hallucination) ไม่ใช่แค่เรื่องผี
ก่อนอื่นเราจะต้องมาแยกก่อนว่านี่คือภาพหลอนหรือภาพลวงตากันแน่ เพราะ ภาพลวงตา (Illusion) คือ การตีความสิ่งที่มีอยู่จริงผิดไป เช่น เห็นเงาเสื้อผ้าเป็นคน สิ่งนี้พบได้บ่อยในเด็ก และมักไม่อันตราย หากแต่ ภาพหลอน (Hallucination) คือ การรับรู้สิ่งที่ ไม่มีอยู่จริงเลย เช่น เห็นคนหรือได้ยินเสียง ทั้งที่ไม่มีสิ่งนั้นอยู่ โดยอาจเกี่ยวข้องกับภาวะทางสมองหรือจิตใจบางอย่าง
ในทางการแพทย์ คำว่า “ภาพหลอน” หมายถึงการรับรู้สิ่งที่ไม่มีอยู่จริง เช่น เห็นภาพ ได้ยินเสียง หรือรู้สึกถึงการสัมผัส ทั้งที่ไม่มีสิ่งนั้นอยู่จริง ซึ่งสามารถเกิดได้จากหลากหลายสาเหตุ เช่น
- โรคลมชักบางชนิด (Epilepsy with Visual Hallucination) เด็กอาจเห็นภาพแสงวูบวาบ สิ่งเคลื่อนไหว หรือเงา มักเกิดแบบฉับพลันและหายไปเองในไม่กี่วินาที บางครั้งมาพร้อมอาการเหม่อลอย หรือหมดสติชั่วคราว
- ภาวะจิตเภทในเด็ก (Early-Onset Schizophrenia) ค่อนข้างพบได้น้อย อย่างไรก็ตามยังคงต้องเฝ้าระวังในกรณีที่เด็กเริ่มมีพฤติกรรมแปลกแยก เช่น พูดคุยกับสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง เชื่อว่าตนเองมีพลังพิเศษ มักมีพฤติกรรมก้าวร้าว วิตกกังวล หรือแยกตัวจากสังคมร่วมด้วย
- ภาวะวิตกกังวลรุนแรง (Severe Anxiety) หรือโรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจ (PTSD) เด็กที่ประสบเหตุการณ์รุนแรง เช่น สูญเสียคนใกล้ชิด อุบัติเหตุ หรือการถูกทำร้าย อาจเกิดภาพหลอนเป็นการตอบสนองของสมองที่พยายามประมวลเหตุการณ์ซ้ำ ๆ
- โรคออทิสติก (Autism Spectrum Disorder) เด็กออทิสติกบางรายอาจพูดถึงสิ่งที่ไม่สมจริง หรือจดจ่อกับวัตถุหรือจินตนาการที่คนอื่นเข้าใจได้ยาก แม้จะไม่ใช่ภาพหลอนจริง แต่ก็อาจถูกตีความผิดได้
- การใช้ยา หรือพิษจากสารบางชนิด ยาบางชนิด เช่น ยารักษาภาวะสมาธิสั้น หรือสารเสพติดที่เด็กอาจได้รับโดยไม่ตั้งใจ อาจทำให้เกิดภาพหลอนได้
สัญญาณเตือน Red Flag Sign ที่คุณพ่อคุณแม่ควรพาเด็กมาพบแพทย์
หากพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับ “การเห็นผี” หรือสิ่งลี้ลับมีลักษณะดังต่อไปนี้ ควรปรึกษาแพทย์ทันที
- เด็กมีความกลัว วิตกจริต หรือแยกตัวมากขึ้น
- มีอาการพูดคนเดียว ตอบสนองกับสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง
- มีพฤติกรรมผิดปกติ เช่น ก้าวร้าว ซึมเศร้า สมาธิสั้น
- ภาพหลอนเกิดขึ้นซ้ำ ๆ แม้ในสภาพแวดล้อมปกติ
- มีประวัติของโรคประสาท โรคลมชัก หรือพัฒนาการผิดปกติ
การประเมินและดูแลอย่างเหมาะสม
การตรวจหาสาเหตุของอาการภาพหลอนในเด็ก จำเป็นต้องใช้การซักประวัติอย่างละเอียด ทั้งทางร่างกาย จิตใจ และสิ่งแวดล้อมรอบตัว อาจมีการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG), MRI สมอง, หรือการประเมินด้านจิตเวชเด็กโดยแพทย์เฉพาะทาง
การดูแลที่เหมาะสม ไม่ได้เน้นแค่การรักษาโรค แต่รวมถึงการให้ความเข้าใจ สนับสนุนจากครอบครัว และการดูแลสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก
อย่ามองข้าม “ภาพหลอน” ว่าเป็นแค่เรื่องเล่น ๆ
แม้การมีจินตนาการจะเป็นเรื่องปกติของเด็ก แต่เมื่อ “การเห็นผี” หรือ “ภาพหลอน” เริ่มส่งผลต่อพฤติกรรม การเรียนรู้ หรือคุณภาพชีวิตของลูก พ่อแม่ควรเปิดใจ ไม่ตัดสินเร็วว่า “เป็นเรื่องงมงาย” หรือ “เด็กโกหก” ควรรับฟัง สังเกต และพาเด็กมาประเมินโดยแพทย์เฉพาะทาง เพื่อวินิจฉัยและวางแผนดูแลอย่างถูกต้อง
ผศ. พญ. ชิดชนก เธียรผาติ
กุมารแพทย์เฉพาะทางด้านระบบประสาท
โรงพยาบาลพญาไท 2
