เด็กเห็นผี เห็นภาพหลอน จินตนาการตามวัย หรือสัญญาณทางการแพทย์ที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม

Image

แชร์


เด็กเห็นผี เห็นภาพหลอน จินตนาการตามวัย หรือสัญญาณทางการแพทย์ที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม

เรื่องเล่าหลอน หรือภาวะที่ควรสังเกต

เมื่อเด็กเล่าเรื่องว่า “เห็นผี” “มีคนมาคุยด้วย” หรือ “มีเพื่อนที่คนอื่นมองไม่เห็น” หลายครอบครัวอาจมองว่าเป็นแค่เรื่องจินตนาการตามวัย แต่บางครั้ง สิ่งที่เด็กพูดออกมาอาจเป็นมากกว่าความแฟนตาซีของสมองที่กำลังพัฒนา และอาจสะท้อนถึงภาวะผิดปกติทางจิตใจหรือระบบประสาทที่ต้องได้รับการตรวจวินิจฉัย พ่อแม่หลายคนอาจเคยได้ยินลูกพูดว่า

 

“หนูเห็นผี”
“มีคนมายืนอยู่ตรงนั้น”
“มีเสียงคนเรียกตอนกลางคืน”

 

คำพูดเหล่านี้อาจทำให้ผู้ใหญ่รู้สึกกังวล สับสน หรือไม่แน่ใจว่าควรเชื่อดีหรือไม่ เพราะบางคนคิดว่าเป็นแค่ จินตนาการของเด็ก แต่ในบางกรณี อาการเหล่านี้อาจเป็น สัญญาณเตือนด้านสุขภาพ ที่ไม่ควรมองข้าม

 

จินตนาการของเด็กตามวัย หรือภาพหลอนจริง ?

ในเด็กเล็ก โดยเฉพาะช่วงอายุ 3–7 ปี สมองยังอยู่ในช่วงพัฒนาอย่างรวดเร็ว เด็กมักมีโลกจินตนาการกว้างไกล เช่น มีเพื่อนในจินตนาการ (Imaginary Friends) เล่นบทบาทสมมุติ แต่นั่นต่างจาก “อาการเห็นภาพหลอน” (Hallucination) ซึ่งเด็กอาจรู้สึกกลัว สับสน หรือแสดงพฤติกรรมเปลี่ยนไป เช่น

  • พูดกับสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง ซ้ำ ๆ
  • หวาดผวา ไม่กล้าอยู่คนเดียว
  • นอนหลับยาก มีฝันร้ายซ้ำ
  • เปลี่ยนนิสัยเฉียบพลัน เช่น ก้าวร้าว เงียบผิดปกติ

 

เมื่อไรที่ “เห็นผี / เห็นภาพหลอน” อาจเป็นสัญญาณทางการแพทย์

หากอาการไม่ได้เกิดจากจินตนาการตามวัย แต่อาจเป็น ภาพหลอน (Hallucination) ซึ่งเป็นการรับรู้สิ่งที่ไม่มีอยู่จริงผ่านประสาทสัมผัส เช่น การเห็น การได้ยิน หรือการรู้สึกสัมผัส

 

สัญญาณเตือนที่พ่อแม่ควรใส่ใจ

  • เด็กยืนยันว่าเห็นหรือได้ยิน “ซ้ำ ๆ” แม้ในที่สว่างหรือขณะตื่นเต็มที่
  • มีอาการกลัวรุนแรง ร้องไห้ ตื่นตกใจกลางคืนบ่อย
  • พฤติกรรมเปลี่ยนไป เช่น เก็บตัว ไม่เล่นเหมือนเดิม หงุดหงิดง่าย
  • สมาธิลดลง ผลการเรียนถดถอย
  • นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร หรือมีอาการทางร่างกายร่วม เช่น ปวดศีรษะ ชัก ไข้สูง

 

สาเหตุที่ต้องระวัง ภาวะทางการแพทย์ที่แอบซ่อนอยู่

เด็กที่มีอาการ “เห็นผี” หรือ “เห็นภาพหลอน” บ่อย ๆ อาจมีความผิดปกติที่ควรพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย เช่น

1. โรคทางจิตเวชในเด็ก

    • โรคจิตเภทในเด็ก (Childhood Schizophrenia) แม้พบได้น้อย แต่มีอาการเด่นคือเห็นภาพหลอนหรือได้ยินเสียงหลอน
    • โรคอารมณ์สองขั้วในเด็ก (Pediatric Bipolar Disorder) มีความผิดปกติด้านอารมณ์ ร่วมกับภาพหลอนหรือความเชื่อแปลก ๆ

2. ภาวะความเครียดหรือความบอบช้ำทางจิตใจ (Trauma)

เด็กที่เคยเผชิญเหตุการณ์รุนแรง เช่น สูญเสียบุคคลใกล้ชิด การถูกทำร้าย อาจมีภาพหลอนเชิงซ้ำเติมเหตุการณ์เดิม

3. โรคทางระบบประสาท

    • โรคลมชักชนิดที่มีอาการทางจิต (Temporal Lobe Epilepsy) อาจทำให้เด็กมีอาการประสาทหลอนระยะสั้น
    • ความผิดปกติของสมอง (เช่น มีเนื้องอก หรือการติดเชื้อ) อาจกระตุ้นให้เห็นภาพหลอนได้

4. ผลข้างเคียงจากยา หรือสารเคมี

ยาบางชนิด เช่น ยารักษาภาวะสมาธิสั้น หรือสารเสพติดบางประเภทที่เด็กอาจได้รับโดยไม่ตั้งใจ

 

พ่อแม่ควรรับมืออย่างไร เมื่อเด็กบอกว่า “เห็นผี” 

  1. ฟังอย่างตั้งใจ ไม่ด่วนปฏิเสธหรือขู่ อย่าพูดว่า “ไม่มีหรอก อย่าคิดมาก” แต่ควรถามด้วยน้ำเสียงสงบ
  2. สังเกตพฤติกรรมโดยรวมของเด็ก ดูการกิน การนอน การเล่น อารมณ์ และการเรียน
  3. หลีกเลี่ยงการตอกย้ำความกลัว ไม่เล่าเรื่องผี ไม่เปิดสื่อที่กระตุ้นจินตนาการรุนแรง
  4. สร้างความรู้สึกปลอดภัย กอด ปลอบ อยู่ใกล้ และจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม
  5. พาลูกพบแพทย์ เมื่อมีสัญญาณเตือน โดยเฉพาะหากอาการเกิดซ้ำ รุนแรง หรือส่งผลต่อชีวิตประจำวัน

 

หากเด็กมีอาการเห็นหรือได้ยินสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงซ้ำ ๆ ร่วมกับพฤติกรรมเปลี่ยนไป เช่น กลัวรุนแรง นอนไม่หลับ สมาธิลดลง หรือผลการเรียนถดถอย อาจเกี่ยวข้องกับภาวะเครียด การนอนผิดปกติ การติดเชื้อ ระบบประสาท หรือปัญหาด้านสุขภาพจิต จำเป็นต้องได้รับการประเมินจากแพทย์เฉพาะทาง

 

โรงพยาบาลพญาไท 2 ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเด็กแบบองค์รวม ทั้งด้านพัฒนาการ สมอง ระบบประสาท และสุขภาพจิต เพื่อช่วยแยกแยะว่าอาการที่เกิดขึ้นเป็นเพียงพัฒนาการตามวัย หรือเป็นสัญญาณทางการแพทย์ที่ควรได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม การพาลูกมาตรวจประเมินตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะช่วยลดความกังวลของพ่อแม่ และส่งเสริมพัฒนาการที่ดีของเด็กในระยะยาว

 

 

ผศ. พญ. ชิดชนก เธียรผาติ

กุมารแพทย์เฉพาะทางด้านระบบประสาท

โรงพยาบาลพญาไท 2

Loading...

แชร์


Loading...