'แผลเรื้อรัง' อันตรายที่ไม่ควรมองข้าม!

Image

แชร์


แผลเรื้อรัง (Chronic Wound) คือ แผลที่ไม่สามารถหายได้ภายในระยะเวลา 4–6 สัปดาห์ หรือมีการซ่อมแซมของเนื้อเยื่อที่ล่าช้า ทำให้แผลมีการอักเสบต่อเนื่อง และเสี่ยงต่อการติดเชื้อ แผลประเภทนี้มักสร้างความเจ็บปวด รบกวนการใช้ชีวิต และอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้หากไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง 

 

แผลเรื้อรังต่างจากแผลทั่วไปที่มักหายได้เองภายในไม่กี่วันหรือไม่กี่สัปดาห์ หากไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกวิธี แผลประเภทนี้อาจลุกลาม สร้างความเจ็บปวด รบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน และนำไปสู่ ภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น การติดเชื้อในกระแสเลือด การสูญเสียอวัยวะ (เช่น การตัดขาในผู้ป่วยเบาหวาน) หรือแม้กระทั่งอันตรายถึงชีวิต

 

สาเหตุของแผลเรื้อรัง แผลเรื้อรังมักเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น 

  • โรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบ
  • การไหลเวียนเลือดผิดปกติ ทำให้เลือดไปเลี้ยงแผลไม่เพียงพอ
  • การกดทับเป็นเวลานาน เช่น แผลกดทับในผู้ป่วยติดเตียง
  • การติดเชื้อ ที่ทำให้กระบวนการสมานแผลหยุดชะงัก
  • บาดแผลจากอุบัติเหตุหรือการผ่าตัด ที่ไม่หายตามปกติ 

 

ชนิดของแผลเรื้อรังที่พบบ่อย 

1. แผลเบาหวาน (Diabetic Ulcer) ผู้ป่วยเบาหวานมักเกิดแผลที่เท้า เนื่องจากเส้นประสาทเสื่อมทำให้ขาดความรู้สึก ร่วมกับหลอดเลือดที่ตีบทำให้เลือดมาเลี้ยงไม่พอ แผลเล็ก ๆ อาจลุกลามใหญ่ได้โดยไม่รู้ตัว หากดูแลไม่ถูกต้อง อาจนำไปสู่การติดเชื้อรุนแรงจนต้องตัดขา 

 

ลักษณะเด่น : แผลที่ฝ่าเท้าหรือนิ้วเท้า ขอบแข็ง มีการติดเชื้อแทรกได้ง่าย

 

2. แผลกดทับ (Pressure Ulcer / Bedsore) เกิดจากการนอนหรือนั่งท่าเดิมนาน ๆ โดยเฉพาะในผู้ป่วยติดเตียง ทำให้เลือดไม่สามารถไหลเวียนไปเลี้ยงเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง เกิดการขาดเลือดและเนื้อตาย 

 

ลักษณะเด่น : พบที่ก้นกบ ส้นเท้า สะโพก หรือบริเวณที่กระดูกนูน ผิวหนังอาจเปลี่ยนสี แดงคล้ำ จนกลายเป็นแผลลึก

 

3. แผลจากการไหลเวียนเลือดดำผิดปกติ (Venous Ulcer) เมื่อหลอดเลือดดำที่ขาเสื่อม ทำให้เลือดไหลกลับไปหัวใจได้ไม่ดี เกิดการคั่งของเลือดที่ขาส่วนล่าง ส่งผลให้ผิวหนังเปราะและเกิดแผลได้ง่าย 

 

ลักษณะเด่น : มักอยู่บริเวณข้อเท้าด้านใน แผลตื้น กว้าง ขอบไม่ชัด มีน้ำเหลืองซึมบ่อย ๆ

 

4. ผลจากการไหลเวียนเลือดแดงผิดปกติ (Arterial Ulcer) ต่างจากแผลจากหลอดเลือดดำ เพราะสาเหตุคือหลอดเลือดแดงตีบหรืออุดตัน ทำให้เลือดไปเลี้ยงไม่เพียงพอ เนื้อเยื่อจึงขาดออกซิเจน 

 

ลักษณะเด่น : มักพบที่ปลายเท้าหรือนิ้วเท้า แผลเล็กแต่ลึก ขอบแผลคมชัด เจ็บมาก โดยเฉพาะตอนเดินหรือยกขาสูง

 

5. แผลติดเชื้อเรื้อรัง (Infectious Ulcer) เกิดจากการติดเชื้อที่เรื้อรัง เช่น วัณโรคผิวหนัง เชื้อรา หรือเชื้อแบคทีเรียบางชนิด หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาที่ตรงจุด แผลจะหายช้าและกลับมาเป็นซ้ำ 

 

ลักษณะเด่น : มักมีหนอง แดง บวม และอาจมีไข้ร่วมด้วย

 

อาการที่ควรสังเกตในแผลเรื้อรัง 

  • แผลไม่ดีขึ้นหรือไม่หายภายใน 4–6 สัปดาห์
  • มีหนอง กลิ่นเหม็น ของเหลวไหลซึม หรือเลือดออกซ้ำ ๆ
  • ขอบแผลแดง บวม ร้อน หรือมีเนื้อตาย (สีดำ/น้ำตาล)
  • ปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ หรือในบางรายกลับไม่รู้สึกเจ็บเลย (เช่น ผู้ป่วยเบาหวานที่เส้นประสาทเสื่อม)
  • มีอาการชาตามปลายมือปลายเท้า ร่วมกับปัญหาแผล
  • มีไข้ หรืออาการอ่อนเพลีย ร่วมกับสัญญาณการติดเชื้อ

 

การวินิจฉัย 

แพทย์จะทำการตรวจร่างกาย ซักประวัติ ตรวจเลือด หรืออาจใช้การตรวจพิเศษ เช่น การตรวจการไหลเวียนเลือด (Doppler Ultrasound) การเพาะเชื้อจากแผลเพื่อหาสาเหตุการติดเชื้อ หรือ การถ่ายภาพเอกซเรย์หรือ MRI หากสงสัยมีการลุกลามลึกถึงกระดูก

 

แนวทางการรักษา 

1. การทำแผลที่เหมาะสม ด้วยวัสดุทางการแพทย์ที่ช่วยให้แผลชุ่มชื้นและสมานตัวเร็วขึ้น

2. การควบคุมโรคประจำตัว เช่น การควบคุมระดับน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวาน

3. การใช้ยาปฏิชีวนะ หากมีการติดเชื้อ

4. การผ่าตัด เช่น การตัดแต่งเนื้อตาย (Debridement) หรือการปลูกถ่ายผิวหนัง

5. Hyperbaric Oxygen Therapy (HBOT) รักษาด้วยออกซิเจนความดันสูง เพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจนในเนื้อเยื่อและเร่งการสมานแผล

6. เทคโนโลยีช่วยรักษาแผล เช่น การใช้ Negative Pressure Wound Therapy (NPWT)

 

การป้องกันการเกิดแผลเรื้อรัง 

1. ดูแลสุขภาพเท้าและผิวหนังอย่างสม่ำเสมอ

ตรวจสอบผิวหนังทุกวัน โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวาน ให้สังเกตว่ามีรอยถลอก แผลพุพอง หรือผิวหนังแตกหรือไม่ รักษาความสะอาดเท้าและผิวหนังอยู่เสมอ เช็ดให้แห้งหลังอาบน้ำ ใช้ครีมบำรุงเพื่อป้องกันผิวแห้งแตก

 

2. ควบคุมโรคประจำตัว

ผู้ป่วยเบาหวานต้องควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ที่แพทย์กำหนด ผู้ที่มีโรคหลอดเลือดต้องติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง และใช้ยาตามแพทย์สั่ง หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ เพราะทำให้หลอดเลือดเสื่อมและแผลหายช้า

 

3. ลดความเสี่ยงจากแรงกดทับ

สำหรับผู้ป่วยติดเตียง ควรพลิกตัวทุก 2 ชั่วโมงเพื่อป้องกันแผลกดทับ ใช้ที่นอนลมหรืออุปกรณ์เสริมเพื่อลดแรงกดในบริเวณที่เสี่ยง เช่น ส้นเท้า ก้นกบ สังเกตผิวหนังบริเวณที่กดทับ หากเริ่มมีสีแดงคล้ำควรรีบปรับท่าทาง

 

4. ส่งเสริมการไหลเวียนเลือด

หลีกเลี่ยงการนั่งหรือยืนนาน ๆ โดยไม่ขยับตัว ขณะพักควรยกขาสูงเล็กน้อยเพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น ออกกำลังกายเบา ๆ ตามสมควร เช่น เดิน ว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยาน ใส่ถุงน่องทางการแพทย์หากมีภาวะหลอดเลือดดำผิดปกติ

 

5. เลือกรองเท้าและเสื้อผ้าที่เหมาะสม

รองเท้าควรพอดี ไม่บีบหรือเสียดสีกับเท้า โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวาน หลีกเลี่ยงการเดินเท้าเปล่าในที่สาธารณะหรือพื้นที่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บ เสื้อผ้าไม่ควรคับจนเกินไป เพราะอาจทำให้การไหลเวียนเลือดไม่สะดวก

 

แผลเรื้อรังไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต แต่ยังอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการดูแลที่ถูกต้องและทันเวลา การเข้ารับการตรวจและรักษากับแพทย์เฉพาะทางจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของแผล และวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

 

โรงพยาบาลพญาไท 2 มีทีมแพทย์เฉพาะทางด้านการดูแลแผลเรื้อรัง พร้อมด้วยเทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัย รวมถึงการผ่าตัดและการดูแลโรคประจำตัวร่วมอย่างครบวงจร เพื่อช่วยให้แผลสมานตัวเร็วขึ้น ลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ และป้องกันการเกิดซ้ำ

 

หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีอาการแผลที่ไม่หายภายใน 4–6 สัปดาห์ หรือมีสัญญาณบ่งชี้การติดเชื้อ ควรรีบปรึกษาแพทย์เฉพาะทางที่ โรงพยาบาลพญาไท 2 เพื่อรับการดูแลรักษาที่ถูกต้องตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม 

Loading...

แชร์


Loading...