โรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองในช่องท้อง (Abdominal Aortic Aneurysm : AAA) เป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่มักถูกมองข้าม เพราะอาการของโรคมักไม่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจน ทำให้ผู้ป่วยส่วนหนึ่งไม่ได้รับการวินิจฉัยหรือเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที วันนี้ เราจะพาทุกคนมารู้จักกับโรคหลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องท้องโป่งพอง ตั้งแต่สาเหตุ ปัจจัยเสี่ยง การสังเกตอาการ การตรวจวินิจฉัยเพื่อการเฝ้าระวัง ไปจนถึงการเลือกแนวทางการรักษา โดยในปัจจุบันมีเทคโนโลยีการรักษาที่ให้ประสิทธิภาพสูง คือผ่าตัดหลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องท้องโป่งพองผ่านสายสวน (Endovascular aortic repair : EVAR) นั่นเอง
รู้จักโรคหลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องท้องโป่งพอง (Abdominal Aortic Aneurysm : AAA)
โรคหลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องท้องโป่งพอง (Abdominal Aortic Aneurysm; AAA) เป็นภาวะที่หลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องท้องเกิดการขยายตัวผิดปกติและโป่งพองออก ซึ่งสาเหตุหลักจะเกิดจากความเสื่อมและความอ่อนแอของผนังหลอดเลือดแดงใหญ่ (Aorta) เมื่อผนังหลอดเลือดโป่งพองมากจนถึงระดับหนึ่งจะเสี่ยงต่อการแตก (Rupture) ซึ่งมีความอันตรายร้ายแรงและทำให้ชีวิตได้อย่างรวดเร็ว
อาการแบบไหนให้สงสัยโรคหลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องท้องโป่งพอง ?
โรคหลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องท้องโป่งพองมักได้รับการตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจสุขภาพ หรือการตรวจวินิจฉัยโรคอื่นๆ ด้วยการทำ Ultrasound, CT Scan หรือ MRI ช่องท้อง เพราะส่วนใหญ่แล้วโรคนี้จะเกิดแบบค่อยเป็นค่อยไปและไม่มีอาการแสดงที่ชัดเจนในระยะแรก แต่ในกรณีที่หลอดเลือดแดงโป่งพองมีขนาดใหญ่หรือลุกลามมากแล้ว ผู้ป่วยมักมีอาการที่แสดงให้เห็นดังนี้
- ปวดท้องหรือปวดหลังเรื้อรัง อาจรู้สึกปวดเป็นเฉียบพลันหรือเรื้อรัง มักเป็นอาการปวดลึกๆ ปวดแปลบๆ โดยรู้สึกชัดเจนที่สุดบริเวณเอวและกระดูกสันหลัง ซึ่งอาจเกิดจากเส้นประสาทใกล้เคียงถูกหลอดเลือดแดงที่โป่งพองไปเบียดหรือกดทับ
- คลำพบก้อนเต้นในช่องท้องตามการเต้นของหัวใจ โดยเฉพาะบริเวณกลางท้องหรือใกล้สะดือ
ในกรณีที่หลอดเลือดโป่งพองรุนแรงหรือใกล้จะแตก อาจทำให้เกิดอาการฉับพลันรุนแรงจนผู้ป่วยรู้สึกเจ็บปวดมาก มีอาการแสบร้อนในช่องท้อง หัวใจเต้นเร็ว เหงื่อออก เวียนศีรษะ หน้ามืดเป็นลมจากภาวะความดันโลหิตตก ซึ่งเป็นสัญญาณของอาการช็อกจากการเสียเลือดซึ่งทำให้เสียชีวิตได้ ดังนั้น ผู้ที่มีความเสี่ยงหรือมีอาการที่น่าสงสัยควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริงจะดีกว่า
ใครบ้างที่เสี่ยงโรคหลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องท้องโป่งพอง ?
- เพศชายเสี่ยงกว่าเพศหญิง 4-6 เท่า
- อายุ 65 ปีขึ้นไป เพราะหลอดเลือดจะเสื่อมลงตามอายุที่มากขึ้น
- ผู้ที่มีภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง (Atherosclerosis) หรือการมีคราบพลัค (plaque) ที่เกิดขึ้นจากการสะสมของไขมันและแคลเซียมที่ผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดสูญเสียความยืดหยุ่นและอ่อนแอลง ซึ่งนับเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักของโรคนี้
- ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงต่อเนื่อง ทำให้ผนังหลอดเลือดต้องรับแรงดันมากกว่าปกติ
- ผู้ที่มีคนครอบครัวเป็นโรคนี้
- ผู้ที่สูบบุหรี่หรือได้รับควันบุหรี่เป็นประจำ ทำให้ผนังหลอดเลือดอักเสบและเสื่อมเร็วขึ้น
- ผู้เป็นโรคเนื้อเยื่อเกี่ยวพันผิดปกติ (Connective Tissue Disorders) เช่น Marfan syndrome หรือ Ehlers-Danlos syndrome ซึ่งทำให้ผนังหลอดเลือดเปราะและขยายตัวง่าย
- มีการติดเชื้อซิฟิลิส เชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อรา แต่พบไม่บ่อย
การรักษาโรคหลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องท้องโป่งพอง
กรณีผู้ป่วยมีหลอดเลือดโป่งพองขนาดเล็กและอาการยังไม่รุนแรง แพทย์จะให้ติดตามอาการอย่างใกล้ชิดด้วยการตรวจอัลตราซาวด์หรือ CT Scan เป็นระยะๆ ควบคุมความดันโลหิต ระดับไขมันและน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดี งดสูบบุหรี่ รวมถึงปรับพฤติกรรมด้วยการออกกำลังกาย และการควบคุมน้ำหนัก
หากหลอดเลือดโป่งพองมีขนาดใหญ่กว่า 5 – 5.5 ซม. หรือที่ขยายมากกว่า 2 เท่าของหลอดเลือดแดงปกติ เป็นผู้ป่วยที่มีภาวะหลอดเลือดแดงตีบ มีโรคร่วมอื่น ๆ ที่ทำให้หลอดเลือดเปราะบาง หรือมีภาวะแทรกซ้อนจากการโป่งพองของหลอดเลือด เช่น เกิดการรั่วของเลือดเข้าไปในหลอดเลือดดำในช่องท้อง แพทย์อาจพิจารณาให้รักษาด้วยการผ่าตัด ซึ่งในปัจจุบันมี ‘การผ่าตัดหลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องท้องโป่งพองผ่านสายสวน’ (Endovascular aortic repair; EVAR) ซึ่งมีข้อดีหลายประการเมื่อเปรียบเทียบกับการผ่าตัดแบบเปิด ทั้งยังให้ผลการรักษาที่ดีและมีความปลอดภัยสูง
การผ่าตัดหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองผ่านสายสวน (Endovascular aortic repair; EVAR)
EVAR (Endovascular Aortic Repair) เป็นเทคนิคการรักษาโรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองหรือฉีกขาด โดยการสอดใส่ขดลวดหุ้มวัสดุสังเคราะห์ที่เลือดซึมผ่านไม่ได้ (Endovascular Stent Graft) ผ่านหลอดเลือดทางขาหนีบแทนการผ่าตัดแบบเปิด โดยมีขั้นตอนดังนี้
- ผู้ป่วยจะได้รับยาสลบเพื่อให้อยู่ในภาวะไม่รู้สึกเจ็บระหว่างการผ่าตัด
- หลังทำความสะอาดบริเวณขาหนีบ ซึ่งเป็นจุดที่เข้าถึงหลอดเลือดได้ง่ายที่สุดแล้ว แพทย์จะทำการเจาะหลอดเลือดที่ขาหนีบแล้วใส่สายสวน (Catheter) พร้อมกับขดลวดหุ้มวัสดุสังเคราะห์ ซึ่งมีลักษณะเหมือนท่อที่ยืดหยุ่นแต่แข็งแรงเข้าไป
- เมื่อตรวจสอบตำแหน่งในการวางขดลวดเรียบร้อยแล้วด้วยการ X-ray หรือถ่ายภาพหลอดเลือดผ่านสายสวน ขดลวดจะถูกทำให้ขยายออก ซึ่งการขยายขนาดของขดลวดจะไปช่วยพยุงผนังหลอดเลือดที่โป่งพองให้คงรูป และเลือดจะไหลผ่านขดลวดแทนที่จะไหลไปดันผนังหลอดเลือดที่โป่งพอง จึงช่วยลดแรงดันในหลอดเลือดและลดความเสี่ยงที่หลอดเลือดจะแตกออกได้เป็นอย่างดี
- หลังจากตรวจสอบว่าขดลวดวางอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม และไม่มีการรั่วซึมของเลือดจากหลอดเลือดที่โป่งพองแล้ว แพทย์จะถอนสายสวนออกและทำการปิดแผลที่ขาหนีบ
- ผู้ป่วยนอนพักฟื้นในห้องพักเพื่อสังเกตอาการและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
ข้อดีของการผ่าตัดหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองผ่านสายสวน
- แผลเล็ก เจ็บน้อย ไม่ต้องผ่าตัดเปิดช่องท้องซึ่งจะทำให้เกิดแผลขนาดใหญ่
- เสียเลือดน้อย ลดความเสี่ยงในการต้องรับเลือด
- ฟื้นตัวไว แผลหายเร็ว โดยนอนโรงพยาบาลเพียง 1-2 วัน และพักฟื้นที่บ้านราว 1-2 สัปดาห์ก็สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ
- ช่วยลดภาวะแทรกซ้อนจากการวางยาสลบและการติดเชื้อจากการผ่าตัดใหญ่ เป็นหัตถการแบบรุกรานน้อย เหมาะกับผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคร่วม เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน หรือปัญหาเกี่ยวกับปอด
- มีความคงทน เท่าเทียมกับการผ่าตัดแบบเปิด
ข้อจำกัดของการผ่าตัดหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองผ่านสายสวน
- ไม่เหมาะกับผู้ป่วยผู้ป่วยที่มีโครงสร้างหลอดเลือดซับซ้อน หลอดเลือดตีบหรืองอมาก
- หลังผ่าตัดผู้ป่วยต้องเข้ารับการตรวจติดตามอย่างสม่ำเสมอ เช่น ทำ CT Scan หรืออัลตราซาวด์เพื่อตรวจดูว่าขดลวด (Stent Graft) ยังอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม ไม่มีการรั่วซึม หากขดลวดมีการขยับออกจากตำแหน่งเดิมหรือเกิดการเสื่อมสภาพ ซึ่งพบได้ประมาณ 5-10% ในช่วง 1-5 ปีหลังการผ่าตัด อาจทำให้เลือดไหลกลับเข้าไปในหลอดเลือดส่วนที่โป่งพอง (Endoleak) และเพิ่มความเสี่ยงที่หลอดเลือดจะแตก หากพบว่าขดลวดเคลื่อนที่มาก แพทย์อาจต้องทำหัตถการเพิ่มเติม เช่น การใส่ขดลวดเสริม หรือแก้ไขตำแหน่งการวางขดลวดใหม่เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง
โรงพยาบาลพญาไท 2 ตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ ทั้งยังมีแนวทางและเครื่องมือในการตรวจวินิจฉัย รวมถึงเทคนิคการรักษาที่หลากหลายที่ได้มาตรฐานในระดับสากล เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ป่วยแต่ละรายในรูปแบบของการให้บริการที่เรียกว่า ‘Value Health Care’ โดยผู้ป่วยสามารถเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมกับตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด หรือการรักษาด้วยเทคนิคการผ่าตัดผ่านสายสวน (Endovascular Aortic Repair; EVAR) ซึ่งเป็นหัตถการที่รุกรานน้อย ใช้เวลาฟื้นตัวไม่นาน และช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดเปิดช่องท้องได้เป็นอย่างดี ทั้งยังสามารถเลือกรับการบริการพิเศษในรูปแบบต่างๆ ทั้งการดูแลจากพยาบาลส่วนตัว อาหารที่ถูกปาก ห้องพักที่ถูกใจ รวมถึงบริการรถรับส่งสำหรับผู้ที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับแนวทางการรักษาที่เหมาะสม สามารถเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์เฉพาะทางก่อนตัดสินใจได้ที่ศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลพญาไท 2 เพื่อให้มั่นใจว่าทุกการรักษาจะได้รับการดูแลอย่างดี มีประสิทธิภาพสูงสุด คุ้มค่าทั้งในด้านคุณภาพและคุณค่าทางการรักษา
นพ. กิตติชัย เหลืองทวีบุญ
ศัลยแพทย์ด้านหัวใจหลอดเลือดและทรวงอก
ศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลพญาไท 2
