รอยโรคและติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่เป็นปัญหาหนึ่งที่พบได้บ่อยในโรคระบบทางเดินอาหารของคนไทย ซึ่งรอยโรคเหล่านี้หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการวินิจฉัย อาจมีโอกาสที่จะพัฒนาไปเป็นเนื้อร้ายและลุกลามจนกลายเป็นมะเร็งได้ ซึ่งนอกจากระดับความรุนแรงของโรค การผ่าตัดก็เป็นอีกความกังวลอันดับแรกๆ ของผู้ป่วย แต่ด้วยการพัฒนาที่รุดหน้าไปมาก ทำให้ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีการส่องกล้องเพื่อตรวจหาความผิดปกติในระบบทางทางเดินอาหาร ที่ไม่เพียงช่วยคัดกรองรอยโรคได้อย่างละเอียด แต่ยังสามารถตัดติ่งเนื้อขนาดใหญ่จากลำไส้ใหญ่ได้โดยไม่ต้องผ่าตัด
เทคนิค ESD คืออะไร?
Endoscopic Submucosal Dissection (ESD) คือ เทคนิคการส่องกล้องตัดติ่งเนื้อขนาดใหญ่จากสำไส้ใหญ่และกระเพาะอาหารผ่านกล้อง เหมาะสำหรับชิ้นเนื้อที่มีขนาดใหญ่ตั้งแต่ 2 เซนติเมตรขึ้นไป วิธีนี้จะสามารถตัดติ่งเนื้อได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่าตัดเปิดหน้าท้อง สามารถตัดได้แม่นยำที่สุดภายในครั้งเดียว ช่วยให้คนไข้ไร้แผล ไม่เจ็บตัวมาก และฟื้นตัวได้เร็ว
ESD เหมาะกับกลุ่มอาการแบบไหน?
โดยส่วนใหญ่แล้ว ESD มักจะใช้กับรอยโรคที่เป็นติ่งเนื้องอกที่เกิดขึ้นแทบทุกส่วนในระบบทางเดินอาหาร เช่น หลอดอาหาร ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ แต่ส่วนใหญ่ในกลุ่มคนไทยมักจะพบได้ในลำไส้ใหญ่มากที่สุด ซึ่งก่อนที่แพทย์จะทำ ESD ได้นั้นจะต้องส่องกล้องเพื่อดูตำแหน่งและขนาดของติ่งเนื้อก่อน เพื่อให้การรักษาปลอดภัยและแม่นยำมากที่สุด หากพบว่าติ่งเนื้อที่พบมีโอกาสเป็นเนื้อร้ายแต่ยังไม่อันตรายมาก แพทย์จะใช้ ESD เพื่อตัดชิ้นเนื้อออกมาตรวจสอบโดยละเอียดอีกครั้งเพื่อวางแผนการรักษาต่อไป
ข้อดีของการรักษาด้วยเทคนิค ESD
- สามารถตัดชิ้นเนื้อขนาดใหญ่ตั้งแต่ 2 เซนติเมตรขึ้นไปได้
- เป็นวิธีการใช้กล้องส่องเพื่อเข้าไปตัดชิ้นเนื้อได้เลย ทำให้คนไข้ไม่ต้องผ่าตัดเปิดหน้าท้องเพื่อเอาชิ้นเนื้อออกมาตรวจ
- เป็นวิธีการที่สามารถตัดชิ้นเนื้อได้สมบูรณ์ที่สุด และตัดชิ้นเนื้อได้ใหญ่ที่สุดในครั้งเดียว ซึ่งต่างจากวิธีการตัดชิ้นเนื้อแต่ละแบบ ดังนี้
- Forcep หรือปากคีบ จะใช้สำหรับการตัดชิ้นเนื้อที่มีขนาดไม่เกิน 3 มิลลิเมตร สามารถใช้ปากคีบเพื่อดึงติ่งเนื้อออกได้เลย
- Snare หรือขดลวด สามารถใช้ Endoscopic Mucosal (EMR) เลาะติ่งเนื้อความยาว 1-2 เซนติเมตรออกมาได้ แต่ไม่สามารถตัดออกได้ภายในครั้งเดียว
- เป็นวิธีที่เหมาะกับกลุ่มที่มีความเสี่ยงเป็นมะเร็ง เพราะการตัดชิ้นเนื้อขนาดใหญ่ออกได้ในชิ้นเดียว จะทำให้สามารถดูผลการตรวจชิ้นเนื้อได้โดยละเอียด และเป็นมีประโยชน์ในการวางแผนรักษาในอนาคต หากติ่งเนื้อที่พบมีโอกาสพัฒนาเป็นเนื้อร้าย
- ลดความเสี่ยงจากการผ่าตัด คนไข้ไม่ต้องเจ็บตัว และไม่ต้องฟื้นตัวนาน
ข้อควรระวังในการรักษา
- เป็นวิธีการที่ทำยาก ใช้เวลานาน เนื่องจากต้องอาศัยทั้งความละเอียดและความแม่นยำ
- มีโอกาสลำไส้ทะลุประมาณ 5-6% เนื่องจากต้องตัดผนังลำไส้หลายชั้นจนกว่าจะถึงชั้น Submucosal จึงจำเป็นต้องใช้แพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการส่องกล้องโดยเฉพาะ
เหตุผลที่ควรเลือกทำ ESD มากกว่าผ่าตัด
แม้ว่าการทำ ESD จะมีความเสี่ยงอยู่บ้างในการรักษา แต่การทำ ESD ก็เป็นวิธีการที่คุ้มค่ามากกว่าการผ่าตัดเพื่อนำชิ้นเนื้อไปวินิจฉัย เพราะหากคนไข้เลือกที่จะผ่าตัดเปิดหน้าท้อง..แล้วพบว่ารอยโรคที่เป็นไม่ใช่มะเร็ง แต่กลับต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูร่างกายหลังผ่าตัดเป็นเวลานาน
แต่หากปล่อยทิ้งไว้โดยที่ไม่ส่องกล้องตรวจเลย และมาพบทีหลังว่ารอยโรคลึกว่าผนังลำไส้ชั้น Submucosa ไปแล้ว หรือติ่งเนื้อนั้นได้กลายเป็นมะเร็งไปแล้ว การทำ ESD จะไม่ได้ผลในผู้ป่วยกลุ่มนี้เพราะสุดท้ายแล้วคนไข้ก็จำเป็นต้องผ่าตัดเพื่อการรักษาโรคมะเร็ง
