ในยุคที่ภาวะ “โรคอ้วน” กลายเป็นปัญหาสุขภาพเรื้อรังและซับซ้อนมากขึ้น แนวทางการรักษาจึงพัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในวิธีที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน คือ การส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหาร (Endoscopic Sleeve Gastroplasty หรือ ESG) ซึ่งถือเป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักอย่างปลอดภัย ไม่ต้องผ่าตัดใหญ่ และฟื้นตัวไว
การส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหาร ESG คืออะไร ?
ESG ย่อมาจาก Endoscopic Sleeve Gastroplasty เป็นการลดขนาดกระเพาะอาหารด้วยการ “เย็บ” จากภายในผ่านกล้องโดยไม่ต้องผ่าตัดเปิดหน้าท้อง ด้วยการใช้กล้องส่องผ่านทางปาก แล้วเย็บกระเพาะอาหารให้มีลักษณะเป็นท่อคล้ายกล้วยหอม ทำให้รับประทานอาหารได้น้อยลง รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น และนำไปสู่การลดน้ำหนักอย่างมีประสิทธิภาพ
โรงพยาบาลพญาไท 2 ขอพาคุณไขข้อสงสัยเกี่ยวกับเทคนิคลดน้ำหนักแนวใหม่ ที่ไม่ต้องผ่าตัดแบบเดิม บทความนี้ได้รวบรวม คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับ ESG เพื่อให้คุณเข้าใจการรักษาได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น
Q1 : หลังทำ ESG น้ำหนักจะกลับมาเพิ่มไหม ?
A : หากไม่ปรับพฤติกรรมหลังการส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหาร น้ำหนักมีโอกาสกลับเพิ่มได้เหมือนการผ่าตัดลดน้ำหนักที่น้ำหนักสามารถกลับคืนมาได้เหมือนกัน ESG เป็นเครื่องมือช่วยควบคุมปริมาณอาหาร แต่ผลลัพธ์ระยะยาวขึ้นอยู่กับ การควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย และการติดตามกับทีมแพทย์อย่างสม่ำเสมอ
Q2 : ESG มีผลต่อฮอร์โมนความหิวหรือไม่ ?
A : การส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหาร ESG ไม่ได้ตัดกระเพาะ จึงไม่กระทบฮอร์โมนความหิว Ghrelin มากเท่าการผ่าตัดกระเพาะอาหารออก ซึ่งจะมีประเด็นให้กล่าวถึงสองเรื่องคือ เรื่องผลของการลดน้ำหนัก และความสุขหลังรับประทานอาหาร ในส่วนของเรื่องการลดน้ำหนัก พบการศึกษาว่าการส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหารลดน้ำหนักได้ไม่ด้อยไปกว่าการผ่าตัดกระเพาะอาหาร และสามารถใช้ยาลดน้ำหนักทางการแพทย์เพื่อให้ลดน้ำหนักเสริมมากขึ้นโดยไม่ต้องผ่าตัด นอกจากนี้เนื่องด้วยการส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหารไม่ได้มีผลต่อฮอร์โมนความหิวที่มีความสัมพันธ์กับความสุขหลังรับประทาน ในระยะยาวหลังการลดน้ำหนักเสร็จคนไข้จึงยังสามารถมีความสุขกับการทานอาหารได้
Q3 : ต้องงดงานหรือพักฟื้นนานไหม ?
A : คนไข้หลังส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหารสามารถทำเป็นหัตถการผู้ป่วยนอกได้ หรืออาจจะนอนพัก 1-2 วันเพื่อดูอาการอย่างใกล้ชิดหลังทำหัตถการ คนไข้สามารถไปทำงานออฟฟิศหรืองานที่ไม่ออกแรงหนักได้เลยหลังทำหัตถการ แต่ในส่วนงานที่ต้องออกแรงหนักอาจจะต้องพักผ่อนประมาณ 2-4 สัปดาห์ตามที่ร่างกายพร้อมอีกที
Q4 : หลังทำ ESG ต้องกินอาหารแบบไหน ?
A : โปรแกรมโภชนาการมักแบ่งเป็นระยะ โดยเริ่มจาก ของเหลวใส ของเหลวข้นหรืออาหารปั่นละเอียด เน้นโปรตีนในช่วงสามสัปดาห์แรก จากนั้นจึงค่อยเพิ่มเป็นอาหารอ่อน จนกลับสู่มื้ออาหารปกติที่ควบคุมปริมาณภายในหกสัปดาห์ การทำตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัดช่วยลดภาวะแทรกซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพการลดน้ำหนัก
Q5 : ESG ลดน้ำหนักได้มากแค่ไหน?
A : โดยเฉลี่ยผู้เข้ารับ ESG สามารถลดน้ำหนักได้ประมาณ 15–20% ของน้ำหนักตัวทั้งหมดภายใน 1 ปี และสามารถลดน้ำหนักได้เฉลี่ยถึง 25-35% หากใช้ควบคู่กับยาฉีดลดน้ำหนักทางการแพทย์ ทั้งนี้ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับ พฤติกรรมการกินหลังทำ การออกกำลังกาย การติดตามโปรแกรมดูแลต่อเนื่อง ที่โรงพยาบาลพญาไท 2 เราเน้นการดูแลแบบ Multidisciplinary Team ร่วมกับแพทย์ นักโภชนาการ และทีมสุขภาพ เพื่อเพิ่มโอกาสความสำเร็จระยะยาว
Q6 : ESG สามารถทำซ้ำได้ไหม ?
A : สามารถประเมินทำการส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหารซ้ำได้ หากน้ำหนักกลับขึ้นมาในอนาคต แต่ต้องประเมินเป็นรายบุคคลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เช่นเดียวกันกับการผ่าตัดกระเพาะหรือบายพาสลดน้ำหนักที่สามารถทำการส่องกล้องเย็บเพื่อแก้ไขภาวะน้ำหนักกลับคืนมาได้เหมือนกัน
Q7 : ESG ต่างจากการผ่าตัด Sleeve Gastrectomy อย่างไร ?
A : ESG ใช้วิธีส่องกล้องเย็บกระเพาะจากภายใน ไม่ใช่การผ่าตัด ไม่มีการตัดกระเพาะ ไม่มีแผลภายนอก แต่การผ่าตัดกระเพาะอาหารจะเป็นการผ่าตัดกระเพาะออกถาวร มีแผลเป็นรูทางหน้าท้อง รวมถึงมีข้อมูลเรื่องภาวะแทรกซ้อนหลังทำหัตถการโดยเฉพาะเรื่องกรดไหลย้อนที่มากกว่าการส่องกล้องเย็บกระเพาะ
Q8 : ESG ช่วยให้โรคร่วมดีขึ้นหรือไม่ ?
A : ในหลายกรณีพบว่าเมื่อ น้ำหนักลดลง น้ำตาลในเลือดดีขึ้น ความดันลดลง ไขมันในเลือดดีขึ้น อาการไขมันพอกตับลดลง ภาวะหยุดหายใจขณะหลับดีขึ้น ทั้งนี้ผลลัพธ์แตกต่างกันในแต่ละบุคคล และต้องติดตามโดยแพทย์
Q9 : ESG ทำให้ขาดสารอาหารไหม ?
A : โดยทั่วไปความเสี่ยงขาดสารอาหารต่ำกว่าการผ่าตัดลดกระเพาะแบบตัดออก และไม่มีความจำเป็นต้องเสริมวิตามินไปตลอดชีวิตเหมือนการผ่าตัดบายพาส ทั้งนี้คนไข้ควรรับประทานอาหารครบหมู่ กินเสริมวิตามินตามคำแนะนำแพทย์ในช่วงต้น และตรวจเลือดติดตามเป็นระยะ
Q10 : ผู้ที่เคยผ่าตัดกระเพาะมาก่อนสามารถทำ ESG ได้หรือไม่ ?
A : ต้องประเมินเป็นรายบุคคล ผู้ที่เคยผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนักมาก่อนหน้าสามารถมาทำการส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนักได้โดยไม่ต้องผ่าตัดซ้ำรอบสอง แต่ทั้งนี้ต้องมีการประเมินโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอีกที
Q11 : หากตั้งครรภ์ในอนาคตหลังทำ ESG ได้หรือไม่ ?
A : สามารถตั้งครรภ์ได้ และการส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหารมีข้อดีที่มีผลกระทบต่อการดูดซึมสารอาหารเข้าสู่ทารกในครรภ์น้อย แต่ควรรอให้น้ำหนักคงที่ก่อน (ประมาณ 12 เดือน) และควรปรึกษาแพทย์ก่อนวางแผนตั้งครรภ์
Q12 : ESG ปลอดภัยแค่ไหน ?
A : เมื่อทำในสถานพยาบาลที่มีมาตรฐาน และทีมแพทย์ที่มีประสบการณ์ ESG จัดเป็นหัตถการที่มีความปลอดภัยสูง โดยมีอัตราภาวะแทรกซ้อนต่ำเมื่อเทียบกับการผ่าตัดใหญ่
ESG อาจไม่ใช่ “ทางลัด” ในการลดน้ำหนัก แต่เป็น “เครื่องมือทางการแพทย์” ที่ช่วยให้การควบคุมน้ำหนักมีประสิทธิภาพและปลอดภัยมากขึ้น โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่เคยพยายามมาหลายวิธีแล้วแต่ยังไม่สำเร็จ
หัวใจสำคัญของความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่การเย็บกระเพาะเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การปรับพฤติกรรม การดูแลต่อเนื่อง และการทำงานร่วมกันกับทีมแพทย์อย่างใกล้ชิด
หากคุณกำลังมองหาทางเลือกที่ไม่ต้องผ่าตัดใหญ่ ฟื้นตัวไว และมีทีมสหสาขาวิชาชีพดูแลอย่างเป็นระบบ การประเมินโดยแพทย์เฉพาะทางจะช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ และวางแผนการลดน้ำหนักที่เหมาะสมกับร่างกายของคุณมากที่สุดในระยะยาว
นพ. กิตติธัช ตันติธนวัฒน์
แพทย์เฉพาะทางด้านการส่องกล้องทางเดินอาหารขั้นซับซ้อน
โรงพยาบาลพญาไท 2
