ที่ผ่านมา ในผู้ป่วยกลุ่มโรคหลอดลมต่างๆ เช่น โรคหืด (Asthma) จะมีการตรวจสมรรถภาพปอด (Spirometry) เพื่อประเมินความตีบของหลอดลม รวมถึงการขยายตัวของปอด ซึ่งกลไกการเกิดโรคหืด (Asthma) จะเกิดจากการอักเสบของหลอดลมเป็นหลัก ดังนั้น หากเราควบคุมการอักเสบของหลอดลมไม่ได้ ก็จะทำให้สมรรถภาพปอดลดลง จนวันหนึ่งเมื่อโรคกำเริบก็อาจต้องไปโรงพยาบาลเพื่อรักษาด้วยการพ่นยา
การตรวจ FeNO Test (Fractional exhaled Nitric Oxide) หรือ การตรวจวัดระดับไนตริกออกไซด์ในลมหายใจออก
ปัจจุบันมีวิธีการตรวจค่าอักเสบจากลมหายใจที่เรียกว่า การตรวจ FeNO Test (Fractional exhaled Nitric Oxide) หรือ การตรวจวัดระดับไนตริกออกไซด์ในลมหายใจออก โดยวัดค่าอักเสบเป็นระดับไนตริกออกไซด์ ซึ่งจะแสดงถึงการอักเสบของลมหายใจของผู้ป่วยโรคหืดได้ จึงเหมาะที่จะใช้เพื่อการติดตามและการรักษาผู้ป่วยโรคหืด
สำหรับผู้ป่วยโรคหืดที่คุมอาการไม่ได้ก็จะพิจารณาใช้การรักษาด้วยยาชีวโมเลกุล (Biologic) รวมถึงในปัจจุบันยังมีงานวิจัยทางการแพทย์ที่สามารถนำการรักษานี้มาประยุกต์ใช้กับการรักษาผู้ป่วยไอเรื้อรัง (Chronic cough) ที่ไม่มีโรคอันตราย (no alarming sign) ซึ่งสามารถทำนายการตอบสนองการรักษาต่อยาพ่นชนิดสเตียรอยด์ได
FeNO Test เหมาะกับการคัดกรองผู้ป่วยกลุ่มใด?
1.ผู้ป่วยไอเรื้อรัง
2.ผู้ป่วยโรคหืด
3.ผู้ป่วยโรคหืดรุนแรงที่คุมอาการไม่ได้ เพื่อพิจารณาการใช้ยาชีวโมเลกุล
ใครบ้างที่เหมาะสมกับการตรวจ FeNO Test?
1.ผู้ป่วยไอเรื้อรัง
2.ผู้ป่วยที่สงสัยโรคหืด
การเตรียมตัวก่อนมาตรวจ FeNO Test
- หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มชากาแฟ หรือมีคาเฟอีน อย่างน้อย 1 ชั่วโมง
- หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ 24 ชั่วโมงก่อนตรวจ
- หากมีการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ต้องรักษาให้หายดีก่อนมาตรวจ
- หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไนเตรต เช่น บรอกโคลี ผักคะน้า ผักกาด เซเลอรี (ขึ้นฉ่าย) หัวไชเท้า และอาหารรมควันหรือดอง 3 ชั่วโมงก่อนตรวจ
- งดการออกกำลังกายที่รุนแรง การทดสอบการทำงานของปอด หรือการทดสอบการกระตุ้นหลอดลม โดยห้ามทำ 1 ชั่วโมงก่อนตรวจ FeNO
- หากมีการนัดตรวจสมรรถภาพปอดในวันเดียวกัน ควรทำการตรวจ FeNO ก่อน
