หลายท่านมักจะเข้าใจผิดว่า การมีระดับกรดยูริกในเลือดสูง แสดงว่าเป็นโรคเกาต์แล้ว ซึ่งในความเป็นจริงคือ ผู้ที่มีกรดยูริกสูงแต่ไม่ได้มีอาการปวดข้อใดๆ เลย ย่อมหมายถึงยังไม่ได้เป็นโรคเกาต์แต่อย่างใด
แล้วภาวะ ‘กรดยูริกสูง’ กับ ‘โรคเกาต์’ มีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร ทำไมเราจึงได้ยินสองคำนี้คู่กันบ่อยๆ และมีอะไรอีกบ้างที่เราควรรู้? เกี่ยวกับโรคเกาต์ มาดูกัน!
ปวดข้อแบบไหนเรียกว่า ‘เกาต์’ ?
‘เกาต์’ คือ โรคที่เกิดจากร่างกายมีระดับกรดยูริกในเลือดสูงเป็นเวลานาน ทำให้เกิดการสะสมและมีการตกผลึกของกรดยูริกในข้อ จนเกิดอาการข้ออักเสบในที่สุด โดยผู้ป่วยจะมีอาการปวด บวม แดงบริเวณข้อ ซึ่งอาการมักจะรุนแรงที่สุดในช่วง 12-24 ชั่วโมงแรก ทำให้ทุกครั้งที่มีการขยับข้อจะเกิดความเจ็บปวดอย่างมาก
ทั้งนี้ อาการของโรคเกาต์ ส่วนใหญ่มักเกิดที่บริเวณโคนนิ้วโป้งเท้า ข้อเท้า หัวเข่า หรือพบเกิดที่ข้อศอก ข้อมือและข้อนิ้วมืออยู่บ้าง จะเป็นเพียงข้อเดียวหรือ 2-3 ข้อก็ได้ โดยเฉพาะหากไม่ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องหรือคุมโรคได้ไม่ดี ก็จะทำให้มีการอักเสบหลายข้อได้ กรณีมีระดับกรดยูริกในเลือดสูงติดต่อกันนานมากๆ ผลึกยูริกอาจไปสะสมและตกผลึกตามเนื้อเยื่อต่างๆ เช่น ใบหู ข้อศอก หรือปลายนิ้ว ทำให้เกิดปุ่มก้อนเกาต์ตามร่างกายได้ เรียกว่า โทไฟ (tophi) ได้เช่นกัน
โดยทั่วไปแล้ว เกาต์ที่กำเริบฉับพลันสามารถหายเองได้ภายใน 1-2 สัปดาห์ แม้จะไม่ได้รับการรักษาใดๆ เลยก็ตาม แต่หากผู้ป่วยได้รับยาลดภาวะข้ออักเสบเร็วเท่าไหร่ ก็จะช่วยลดอาการปวดและทำให้การรักษามีประสิทธิภาพสูงขึ้นมากเท่านั้น
โรคเกาต์เกิดจากสาเหตุใดได้บ้าง?
โรคเกาต์เกิดจากความไม่สมดุลของการผลิตกรดยูริกที่มากเกินไป และการขับกรดยูริกออกจากร่างกายได้ไม่ดี ส่งผลให้เกิดระดับกรดยูริกในเลือดสูงขึ้น โดยสาเหตุของโรคเกาต์ที่พบได้บ่อยในเวชปฏิบัติ มีดังต่อไปนี้
- โรคพันธุกรรมที่มีผลต่อกระบวนการสร้างสารพิวรีนที่มากผิดปกติ ทำให้เกิดกรดยูริกสูงและกลายเป็นเกาต์ตามมา โดยผู้ป่วยกลุ่มนี้จะเป็นโรคเกาต์ตั้งแต่อายุน้อย และมักมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคเกาต์
- ภาวะที่ร่างกายมีการผลิตกรดยูริกมากเกินไป เช่น เป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว โรคธาลัสซีเมีย โรคสะเก็ดเงิน
- ภาวะที่ร่างกายไม่สามารถขับกรดยูริกได้มากพอ ได้แก่ ภาวะไตเสื่อม เลือดเป็นกรด ภาวะขาดสารน้ำ หรือการใช้ยาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาแอสไพริน และยากดภูมิคุ้มกันบางชนิด
- การบริโภคอาหารที่มีสารพิวรีนสูง เช่น เนื้อสัตว์ โดยเฉพาะสัตว์ปีก เครื่องในสัตว์ เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลฟรุกโตสสูง ปลาบางชนิด ธัญพืชบางอย่าง ซึ่งร่างกายจะเปลี่ยนสารพิวรีนไปเป็นกรดยูริกในที่สุด
- ภาวะที่มีฮอร์โมนบางชนิด ได้แก่ FSH และ Androgen สูง ส่งผลให้ระดับกรดยูริกในเลือดสูงได้
- โรคและภาวะสุขภาพอื่นๆ เช่น โรคไต โรคเบาหวาน โรคอ้วน ความดันโลหิตสูง และโรคเมตาบอลิก (กลุ่มโรคที่ระบบเผาผลาญของร่างกายผิดปกติ) ต่างๆ สามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคเกาต์ได้
อาหารพิวรีนสูง หนึ่งในปัจจัยเสี่ยงของโรคเกาต์
ปัจจัยที่ทำให้เป็นโรคเกาต์นั้นมีหลายอย่าง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการบริโภคอาหารที่มีสารพิวรีนสูง เช่น เป็ด ไก่ ห่าน สัตว์ปีกต่างๆ แต่ไม่ได้มีเพียงแค่อาหารจำพวกสัตว์ปีกเท่านั้นที่มีสารพิวรีนสูง ยังมีเครื่องในสัตว์ ปลาร้า ปลาทะเลบางชนิด เช่น ปลาไส้ตัน ปลาแมคเคอเรล ปลาแซลมอน ปลาอินทรี ปลาดุก หรือแม้กระทั่งยอดผักบางชนิด เช่น ชะอม กระถิน ตำลึง ยอดฟักแม้ว รวมถึงธัญพืชบางชนิด เช่น ถั่วแดง ถั่วดำ ถั่วเขียว และถั่วเหลือง ก็ล้วนเป็นอาหารที่มีสารพิวรีนสูงทั้งสิ้น ดังนั้นหากเรารับประทานอาหารเหล่านี้มากเกินไป ก็อาจทำให้เกิดภาวะกรดยูริกในเลือดสูงและเป็นโรคเกาต์ได้
ดื่มเบียร์บ่อย กินของหวานเป็นประจำ ต้องระวังโรคเกาต์
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด อย่างเหล้า เบียร์ นอกจากจะมีสารพิวรีนสูงแล้ว ยังทำให้ร่างกายมีการผลิตพิวรีนซึ่งเป็นสารตั้งต้นของการผลิตกรดยูริกสูงขึ้นอีกด้วย อีกทั้งยังลดการขับกรดยูริกออกทางไต เพิ่มการขับปัสสาวะ ทำให้เกิดภาวะขาดสารน้ำ ซึ่งส่งผลให้ระดับกรดยูริกในเลือดสูงขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคเกาต์มากขึ้นตามมา
ของหวานต่างๆ หรือน้ำหวาน โดยเฉพาะประเภทที่มีส่วนประกอบของน้ำตาลฟรุกโตสสูง สามารถเพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคเกาต์ได้เช่นกัน เนื่องจากน้ำตาลฟรุกโตสจะเปลี่ยนเป็นกรดยูริกได้ ตัวอย่างอาหารที่มีฟรุกโตสสูง เช่น น้ำอัดลม น้ำผลไม้ที่มีการเติมน้ำตาล ขนมเค้ก คุกกี้ ขนมอบต่างๆ ที่มีการเติมน้ำตาล เป็นต้น
การรักษาโรคเกาต์
ในการรักษาโรคเกาต์ให้ได้ผลดีนั้น จำเป็นต้องอาศัยทั้งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ได้แก่ หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ ลดการบริโภคอาหารที่มีสารพิวรีนสูง อาหารหรือน้ำหวานที่มีน้ำตาลฟรุกโตสเป็นส่วนประกอบสูง และในผู้ที่น้ำหนักเกินหรือมีภาวะอ้วน ก็ควรลดน้ำหนักให้ลงมาอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม
นอกจากนี้ ยังจำเป็นต้องได้รับยา ไม่ว่าจะเป็นยาที่ลดอาการข้ออักเสบกำเริบเฉียบพลันในเกาต์ (Acute gout flare) และยาลดกรดยูริกในเลือด (Urate lowering therapy) โดยต้องมีการปรับขนาดยาให้เหมาะสมกับผลเลือด เพื่อให้ถึงเป้าหมายของการรักษา
อย่างไรก็ตาม การปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะทำให้ผู้ป่วยได้รับคำแนะนำเฉพาะบุคคลเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การเริ่มใช้ยารักษาโรคเกาต์อย่างตรงจุดเพื่อให้ประสิทธิภาพสูงสุด
ทั้งนี้ ในช่วงที่มีอาการข้ออักเสบกำเริบเฉียบพลันในเกาต์ จำเป็นต้องเริ่มใช้ยาลดการอักเสบ คือ Colchicine, NSAIDs และ Prednisolone ให้เร็วที่สุดจึงจะมีประสิทธิภาพในการรักษาสูงสุด (Hit hard & Hit fast) ส่วนยาในกลุ่ม Interleukin-1 inhibitor นั้น จะใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการข้ออักเสบกำเริบเฉียบพลันจากเกาต์ที่ไม่สามารถใช้ยา 3 ชนิดข้างต้นได้ หรือใช้ยาดังกล่าวแล้วแต่ยังไม่ได้ผลการรักษาที่ดี
สำหรับยาลดกรดยูริกในเลือด จะเริ่มใช้ในผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้ และค่อยๆ เพิ่มขนาดยาจนระดับกรดยูริกในเลือดถึงเป้าหมายของการรักษา (Treat to target) นั่นคือ ระดับยูริกในเลือดน้อยกว่า 6 มก./ดล. แต่สำหรับผู้ป่วยที่มีก้อนโทไฟ (Tophi) อาจต้องลดระดับยูริกในเลือดให้น้อยกว่า 5 มก./ดล.
หากเป็นโรคเกาต์หรือมีภาวะกรดยูริกสูงเป็นเวลานาน จะส่งผลต่อสุขภาพอย่างไรบ้าง?
ภาวะกรดยูริกในเลือดสูงและการเป็นโรคเกาต์นั้นสัมพันธ์กับโรคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคกลุ่มเมตาบอลิกอื่นๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน และโรคความดันโลหิตสูง โดยเมื่อร่างกายมีภาวะกรดยูริกในเลือดสูงนานๆ จะส่งผลกระทบต่อหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ได้ เช่น ไต และอว้ยวะอื่นๆ จึงส่งผลให้เกิดโรคดังกล่าวตามมาได้ นอกจากนี้ยังทำให้เกิดนิ่วในไต และตามมาด้วยภาวะไตวายได้เช่นกัน
ทำอย่างไรให้ห่างไกลโรคเกาต์?
ต้องรักษาระดับกรดยูริกในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ โดยการควบคุมการบริโภคอาหารที่มีสารพิวรีนสูงและอาหารที่มีน้ำตาลฟรุกโตสสูง หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การควบคุมน้ำหนัก และการรักษาภาวะต่างๆ ที่ส่งผลให้เกิดไตเสื่อมก็จะช่วยป้องกันการเกิดโรคเกาต์ได้อีกทางหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม หากคุณมีปัจจัยเสี่ยงหรือมีแนวโน้มจะเกิดโรคเกาต์ การปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะทำให้ได้รับคำแนะนำเฉพาะบุคคลเกี่ยวกับการบริโภคอาหารที่เหมาะสม การปรับวิถีชีวิตหรือไลฟ์สไตล์ เพื่อป้องกันหรือควบคุมปัจจัยและอาการที่มีอยู่ รวมถึงได้รับการรักษาโรคเกาต์ที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมก็จะช่วยคุณห่างไกลจากโรคนี้มากขึ้น
พญ.ธัญวรัตน์ วชิรมน
อายุรแพทย์โรคข้อ และรูมาติสซั่ม
โรงพยาบาลพญาไท 2
