ข้อเข่าเสื่อม (Knee Osteoarthritis) เป็นหนึ่งในโรคข้อที่พบได้บ่อยที่สุด โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ แต่รู้หรือไม่ว่า? ปัจจุบันข้อเข่าเสื่อมเริ่มพบในคนอายุน้อยลงอย่างต่อเนื่อง จากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันที่ส่งผลกระทบต่อข้อเข่า เช่น การนั่งพับเพียบ การนั่งยอง ๆ การขึ้นลงบันไดบ่อย ๆ หรือการมีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน แม้จะเป็นโรคที่เกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา ก็อาจนำไปสู่ภาวะข้อเข่าผิดรูป เดินลำบาก และสูญเสียคุณภาพชีวิตได้ในที่สุด
อาการข้อเข่าเสื่อม ที่ไม่ควรมองข้าม
อาการข้อเข่าเสื่อม มักเริ่มอย่างช้า ๆ และแย่ลงเรื่อย ๆ หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม โดยสัญญาณเตือนสำคัญ ได้แก่
- ปวดข้อเข่า โดยเฉพาะเวลาขยับ เดิน ลุกนั่ง
- ข้อเข่ามีเสียงดังกรอบแกรบ
- รู้สึกฝืดหรือขัด ๆ เวลาเคลื่อนไหว
- ข้อเข่าบวม ร้อน แดง
- ข้อเข่างอหรือเหยียดได้ไม่สุด
- ในบางราย ขาอาจโก่งผิดรูป
หากมี อาการข้อเข่าเสื่อม ติดต่อกันนานเกิน 2 สัปดาห์ ควรรีบพบแพทย์เพื่อวางแผนการ รักษาข้อเข่าเสื่อม อย่างถูกต้อง
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดข้อเข่าเสื่อม
หลายปัจจัยสามารถเร่งให้เกิด ข้อเข่าเสื่อม เร็วกว่าปกติ โดยเฉพาะพฤติกรรมการใช้ชีวิตและสุขภาพร่างกายที่เปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา ได้แก่
1.อายุที่เพิ่มขึ้น
เมื่ออายุมากขึ้น กระดูกอ่อนที่ทำหน้าที่รองรับแรงกระแทกภายในข้อเข่าจะเริ่มเสื่อมสภาพตามธรรมชาติ ทำให้ข้อเข่าเกิดการเสียดสีมากขึ้น น้ำหล่อเลี้ยงข้อก็ลดลง จึงเสี่ยงต่อการเกิด ข้อเข่าเสื่อม ได้ง่าย โดยพบว่าผู้ที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป มีโอกาสเป็นข้อเข่าเสื่อมสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และจะยิ่งสูงขึ้นอย่างชัดเจนเมื่ออายุเกิน 60 ปี
2. น้ำหนักตัวเกิน
น้ำหนักตัวที่มากเกินมาตรฐาน เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อการเกิด ข้อเข่าเสื่อม เพราะข้อเข่าต้องรับแรงกดมากขึ้นทุกครั้งที่เดิน ยืน หรือเคลื่อนไหว โดยในทางการแพทย์พบว่า น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นทุก 1 กิโลกรัม จะเพิ่มแรงกดที่ข้อเข่าถึง 3-4 เท่า ดังนั้นการมีน้ำหนักตัวเกิน แม้เพียงเล็กน้อย ก็สามารถเร่งให้ข้อเข่าเสื่อมเร็วขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ
3. การใช้งานข้อเข่าอย่างหนัก
การใช้งานข้อเข่าในลักษณะที่ทำให้เกิดแรงกระแทกหรือแรงกดซ้ำ ๆ เป็นระยะเวลานาน เช่น
- การวิ่งระยะไกลเป็นประจำ
- การเล่นกีฬาที่ใช้การกระโดด การเปลี่ยนทิศทางเร็ว ๆ เช่น บาสเกตบอล ฟุตบอล
- การยกของหนักซ้ำ ๆ ในการทำงาน
ล้วนเพิ่มแรงกระทำต่อข้อเข่าเกินกว่าปกติ จนทำให้เนื้อเยื่อและกระดูกอ่อนในข้อเข่าเสื่อมสภาพเร็วขึ้น ส่งผลให้เกิด ข้อเข่าเสื่อม ได้ตั้งแต่อายุน้อย
4. การบาดเจ็บข้อเข่าในอดีต
การเคยบาดเจ็บที่ข้อเข่า เช่น เอ็นไขว้หน้าข้อเข่าฉีกขาด (ACL tear) หมอนรองกระดูกเข่าฉีกขาด (meniscus tear) หรือกระดูกข้อเข่าแตกในอดีต แม้ได้รับการรักษาแล้ว ก็ยังคงส่งผลต่อการทำงานของข้อเข่าในระยะยาว เพราะอาจมีการสูญเสียความสมดุลในข้อ หรือเกิดการเสียดสีมากกว่าปกติในข้อเข่า ทำให้มีโอกาสเกิด ข้อเข่าเสื่อม เร็วกว่าคนทั่วไป
รักษาข้อเข่าเสื่อม มีวิธีไหนบ้าง?
การ รักษาข้อเข่าเสื่อม จำเป็นต้องพิจารณาตามระยะของโรค ความรุนแรงของอาการ และสภาพร่างกายโดยรวมของผู้ป่วย โดยแนวทางการรักษาแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ได้แก่ การรักษาแบบไม่ผ่าตัด และการรักษาด้วยการผ่าตัด
1. การรักษาข้อเข่าเสื่อมแบบไม่ผ่าตัด
ในระยะเริ่มต้น หรือกรณีที่ อาการข้อเข่าเสื่อม ยังไม่รุนแรงมาก การรักษาจะเน้นการชะลอความเสื่อม บรรเทาอาการ และเสริมสร้างความแข็งแรงให้ข้อเข่า เพื่อหลีกเลี่ยงการผ่าตัดในอนาคต ได้แก่
- ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตการลดน้ำหนักตัว เป็นหนึ่งในวิธีสำคัญ เพราะน้ำหนักที่เกินจะเพิ่มแรงกดที่ข้อเข่า ทำให้ข้อเสื่อมเร็วขึ้น การหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่กระทบข้อเข่า เช่น การนั่งพับเพียบ นั่งยอง ๆ นาน ๆ การยกของหนัก หรือการขึ้นลงบันไดบ่อย ๆ จะช่วยลดการสึกหรอของข้อได้
- กายภาพบำบัด การทำกายภาพบำบัดเน้นการเสริมสร้างกล้ามเนื้อรอบข้อเข่า เช่น กล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า (Quadriceps) และต้นขาด้านหลัง (Hamstrings) เพื่อช่วยพยุงข้อเข่า ลดแรงกระแทกลงบนข้อโดยตรง รวมถึงการฝึกความยืดหยุ่น (stretching) และการฝึกการทรงตัว (balance training)
- การใช้ยา แพทย์อาจแนะนำยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล หรือยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน เพื่อบรรเทาอาการปวดและอักเสบ ยาบางชนิดช่วยชะลอการเสื่อมของข้อเข่าได้ในบางกรณี
- การฉีดน้ำหล่อเลี้ยงข้อ (Hyaluronic Acid Injection) การฉีดกรดไฮยาลูโรนิกเข้าสู่ข้อเข่า เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการ รักษาข้อเข่าเสื่อม ในระยะเริ่มต้นถึงปานกลาง โดยช่วยเพิ่มความหล่อลื่นในข้อ ลดการเสียดสี และบรรเทาอาการปวดเมื่อเคลื่อนไหว
- การฉีดสเตียรอยด์ ในกรณีที่ข้อเข่าอักเสบมาก อาจมีการฉีดยาสเตียรอยด์เข้าไปในข้อเพื่อควบคุมอาการอักเสบเฉียบพลัน แต่ไม่ควรทำบ่อยครั้ง เนื่องจากอาจมีผลข้างเคียงต่อกระดูกอ่อน
- การฉีด PRP Cold Brew เป็นวิธีการชะลอและฟื้นฟูภาวะข้อเข่าเสื่อม ที่เหมาะกับผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมระยะเริ่มต้นถึงปานกลาง โดยการใช้พลาสม่าเกล็ดเลือดเข้มข้น ซึ่งได้จากเลือดของตัวผู้ป่วยประมาณ 11-22 ml. (ขึ้นอยู่กับอาการบาดเจ็บ) ผ่านกระบวนการปั่นคัดแยก โดยเก็บสารชีวภาพภายในเกล็ดเลือดที่มีผลต่อการซ่อมแซมและฟื้นฟูการบาดเจ็บไว้ให้มากที่สุด เพื่อฉีดกลับเข้าไปยังบริเวณที่มีการอักเสบ เช่น ข้อเข่า เส้นเอ็น หรือกล้ามเนื้อ
2. การรักษาข้อเข่าเสื่อมด้วยการผ่าตัด
หากผู้ป่วยมี อาการข้อเข่าเสื่อม รุนแรง เช่น ปวดมากจนเดินไม่ได้ ข้อเข่าโก่งผิดรูป หรือการรักษาแบบไม่ผ่าตัดไม่ได้ผล แพทย์อาจแนะนำการผ่าตัดเพื่อ รักษาข้อเข่าเสื่อม ได้แก่
- การส่องกล้องล้างข้อเข่า (Arthroscopic Surgery) เหมาะสำหรับกรณีที่มีเศษกระดูกอ่อนหลุดอยู่ในข้อ หรือมีการอักเสบเฉพาะจุด การส่องกล้องช่วยล้างข้อ เขี่ยเศษกระดูก หรือซ่อมแซมเบื้องต้น แต่ไม่สามารถหยุดการเสื่อมที่เกิดขึ้นได้ในระยะยาว เหมาะกับผู้ป่วยบางรายเท่านั้น
- การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมทั้งข้อ (Total Knee Replacement) ในผู้ที่ ข้อเข่าเสื่อม ทั่วทั้งข้อ และมีการโก่งผิดรูป หรือปวดอย่างรุนแรง การเปลี่ยนข้อเข่าเทียมทั้งหมดถือเป็นมาตรฐานการรักษา โดยเปลี่ยนพื้นผิวข้อที่สึกหรอด้วยวัสดุเทียม เพื่อให้ผู้ป่วยกลับมาเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น ลดปวด และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
- การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมเฉพาะบางส่วน (Unicompartmental Knee Arthroplasty) เป็นการผ่าตัดเปลี่ยนเฉพาะส่วนที่เสื่อมหรือสึกหรอของข้อเข่า โดยไม่ต้องเปลี่ยนทั้งข้อ
- การผ่าตัดปรับแนวกระดูกหน้าแข้งส่วนบน (High Tibial Osteotomy) เป็นการผ่าตัดเพื่อแก้ไขแนวขาของผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม โดยเฉพาะรายที่ข้อเข่าโก่ง (O-leg) และมีการเสื่อมเฉพาะด้านในของข้อเข่า
ป้องกันข้อเข่าเสื่อม เริ่มได้ตั้งแต่วันนี้
แม้ ข้อเข่าเสื่อม จะเกี่ยวข้องกับอายุ แต่เราสามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการดูแลสุขภาพข้อเข่า เช่น
- รักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
- ออกกำลังกายที่ไม่กระแทกข้อเข่า เช่น เดินเร็ว ว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยาน
- หลีกเลี่ยงการนั่งพับเพียบ หรือนั่งยองนาน ๆ
- บริโภคอาหารเสริมแคลเซียมและวิตามินดี
- ตรวจสุขภาพข้อเข่าเป็นประจำ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง
ข้อเข่าเสื่อม สามารถควบคุมและรักษาได้ หากได้รับการวินิจฉัยและดูแลอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะแรก การเลือกแนวทางการรักษาเฉพาะบุคคลจะช่วยลดอาการปวด ฟื้นฟูการใช้งานข้อเข่า และยืดอายุการใช้งานข้อได้ดีที่สุด
หากคุณเริ่มมี อาการข้อเข่าเสื่อม เช่น ปวดข้อเข่า เข่าฝืด รู้สึกตึง หรือมีเสียงดังในข้อ อย่าปล่อยให้อาการลุกลามจนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ขอแนะนำให้เข้ารับการประเมินกับแพทย์เฉพาะทางที่ โรงพยาบาลพญาไท 2 ซึ่งมีทีมแพทย์ผู้ชำนาญการด้านกระดูกและข้อ พร้อมเทคโนโลยีการวินิจฉัยและรักษาข้อเข่าเสื่อมที่ครบวงจร ทั้งการดูแลเฉพาะบุคคล และนวัตกรรมการผ่าตัดข้อเข่า เพื่อผลลัพธ์การรักษาที่ดีที่สุด
อย่ารอจนข้อเข่าเสื่อมรุนแรง ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางได้ที่โรงพยาบาลพญาไท 2 ตั้งแต่วันนี้ เพื่อชีวิตที่ก้าวเดินได้อย่างมั่นใจ
ศ. นพ. ธไนนิธย์ โชตนภูติ
แพทย์เฉพาะทางด้านข้อสะโพกและข้อเข่า (Hip & Knee)
รพ.พญาไท 2
