การผ่าตัดส่องกล้องในเด็กด้วยเทคนิค MIS

Image

แชร์


การผ่าตัดส่องกล้องในเด็กด้วยเทคนิค MIS

เมื่อลูกน้อยต้องผ่าตัด หรือมีการผ่าตัดในเด็ก ย่อมเป็นประสบการณ์ที่ท้าทายและเต็มไปด้วยความกังวลสำหรับทั้งตัวเด็กเองและกับผู้ปกครองหรือคุณพ่อคุณแม่ อย่างไรก็ตาม การเตรียมความพร้อมทั้งทางร่างกายและจิตใจอย่างเหมาะสม จะช่วยให้ทุกคนผ่านพ้นช่วงเวลาที่สับสนและสามารถดูแลผู้ป่วยในระยะพักฟื้นได้ดี การมีข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับการผ่าตัดในเด็กจะช่วยให้ผู้ปกครองรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างมั่นใจ ลดความกังวลลงได้มาก โดยเฉพาะในปัจจุบัน มีการผ่าตัดส่องกล้องแผลเล็ก ที่เรียกว่า Minimally Invasive Surgery (MIS) ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยเจ็บน้อย ฟื้นตัวไว และไม่ต้องพักฟื้นที่โรงพยาบาลนาน

 

การผ่าตัดส่องกล้อง (Minimally Invasive Surgery) คืออะไร?

การผ่าตัดส่องกล้องหรือที่เรียกว่า Minimally Invasive Surgery (MIS) คือเทคโนโลยีการผ่าตัดในปัจจุบันที่ช่วยให้แผลผ่าตัดมีขนาดเล็กลงเมื่อเทียบกับการผ่าตัดแบบเปิด (open surgery) โดยขณะทำการผ่าตัด แพทย์จะเจาะรูเล็กๆ ผ่านผนังหน้าท้องหรือผนังทรวงอกในบริเวณที่จะทำการรักษาเพียงไม่กี่จุด เพื่อใส่กล้องขนาดเล็กและเครื่องมือเข้าไปทำการผ่าตัด โดยไม่จำเป็นต้องเปิดแผลขนาดใหญ่ จึงลดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อ ลดอาการปวดแผลหลังผ่าตัด และลดระยะเวลาในการพักฟื้น ส่งผลให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้เร็วขึ้น

 

เทคนิคกระบวนการและขั้นตอนการผ่าตัด

หลังจากผู้ป่วยได้รับการดมยาสลบแล้ว ศัลยแพทย์จะทำการเจาะรูเล็กๆ ขนาดประมาณ 0.3-0.5 ซม. ผ่านผิวหนังจำนวน 1-4 รู ขึ้นกับโรคที่ต้องการรักษา ในกรณีผ่าตัดภายในช่องท้อง ศัลยแพทย์จะทำการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปภายในช่องท้อง (pneumoperitoneum) เพื่อให้หน้าท้องยกตัวขึ้น จะได้มีพื้นที่ในการผ่าตัด และทำการสอดท่อที่มีกล้องขนาดเล็กให้ส่งภาพมายังจอมอนิเตอร์ ทำให้ศัลยแพทย์มองเห็นอวัยวะบริเวณที่ต้องการผ่าตัดได้อย่างชัดเจน

 

ข้อดีและข้อจำกัดของการผ่าตัดด้วยวิธีส่องกล้อง

ข้อดีของการผ่าตัดผ่านกล้อง คือ ศัลยแพทย์จะเห็นอวัยวะภายในผ่านจอภาพซึ่งขยายใหญ่ขึ้นจึงเห็นได้ชัดเจน ทำให้มีความแม่นยำในการผ่าตัดสูงขึ้น ในขณะเดียวกันแผลผ่าตัดก็มีขนาดเล็กกว่า คือเล็กเพียงแค่ 3-5 มิลลิเมตร ซึ่งต่างจากการผ่าตัดแบบเปิดแผลที่แผลจะกว้างราว 3-15 เซนติเมตร จึงช่วยลดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อ อาการปวดแผลหลังผ่าตัดน้อยกว่า ลดโอกาสการเกิดแผลติดเชื้อได้มาก ผู้ป่วยสามารถฟื้นตัวได้ไว และการที่แผลเป็นมีขนาดเล็กก็ให้ประโยชน์ในเรื่องของความสวยงามอีกด้วย อย่างไรก็ตามการผ่าตัดแบบนี้ก็ยังมีข้อจำกัดบางประการ

 

ข้อจำกัดของการผ่าตัดผ่านกล้อง ที่ต่างจากการผ่าตัดแบบเปิด คือ ผู้ป่วยในบางภาวะจะไม่เหมาะกับการใช้วิธีการผ่าตัดแบบส่องกล้อง เช่น ผู้ป่วยที่มีโรคทางปอดและการไหลเวียนของโลหิตขั้นรุนแรง ผู้ป่วยที่เคยผ่าตัดและมีพังผืดในช่องท้องมากๆ นอกจากนี้แพทย์และทีมสหสาขาจะต้องมีความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคการผ่าตัดผ่านกล้องโดยเฉพาะ ทั้งยังต้องใช้อุปกรณ์พิเศษ ค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดด้วยวิธีส่องกล้องจึงมักค่อนข้างสูงกว่าการผ่าตัดแบบเปิด

 

การผ่าตัดส่องกล้องในเด็กรักษาโรคใดได้บ้าง?

ในปัจจุบันการผ่าตัดส่องกล้องสามารถทำได้กับโรคต่างๆ มากมาย ทั้งเพื่อช่วยในการวินิจฉัย การตัดชิ้นเนื้อ และเพื่อผ่าตัดแก้ไขความผิดปกติทางกายภาพในเด็กเล็กแรกเกิดไปจนถึงเด็กโต ทั้งนี้ขึ้นกับความเชี่ยวชาญของทีมแพทย์ และอุปกรณ์พิเศษที่มีขนาดเหมาะสมกับขนาดตัวของผู้ป่วย โดยโรคที่สามารถผ่าตัดผ่านกล้องได้ เช่น

  • โรคไส้เลื่อนขาหนีบ (Inguinal hernia)
  • โรคอัณฑะไม่ลงถุง (Undescended testis)
  • โรคไส้ติ่งอักเสบ (Appendicitis)
  • โรคนิ่วในถุงน้ำดี (Cholelithiasis)
  • โรคกรดไหลย้อนที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา (GERD)
  • ภาวะลำไส้ตีบตันแต่กำเนิด (Intestinal atresias)
  • ภาวะไม่มีรูทวารแต่กำเนิดบางชนิด (Imperforate anus)

 

เนื่องจากการผ่าตัดในเด็กของแต่ละโรคนั้นอาจเลือกเทคนิคการผ่าตัดได้หลายแบบ การผ่าตัดส่องกล้องในเด็กก็เป็นเทคนิคการผ่าตัดที่มีข้อดีหลายประการ จึงมักเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ปกครองที่ต้องการให้บุตรหลานได้รับการรักษาที่ปลอดภัย รวดเร็ว และมีผลข้างเคียงน้อยที่สุด

 

หากผู้ปกครองมีความสงสัยหรือกังวลใจ สามารถเข้าพบแพทย์เพื่อปรึกษาก่อนได้ ศัลยแพทย์จะเลือกวิธีการผ่าตัดที่เหมาะสมที่สุดเพื่อให้ผลการรักษาเกิดประสิทธิภาพและผลลัพธ์ที่ดี ทั้งนี้ผู้ปกครองควรรับทราบถึงข้อดีข้อเสียทั้งหมดในการผ่าตัดนั้นๆ ก่อนตัดสินใจเสมอ

 

 

พญ.กัณมน ไวทยกิจกำจร

แพทย์ที่ปรึกษา สาขากุมารศัลยศาสตร์

ศูนย์สุขภาพเด็ก รพ.พญาไท 2

แชร์


Loading...