ผู้สูงวัยปลอดภัยจากโรคงูสวัดด้วยวัคซีนชนิดใหม่

Image

Share


เมื่อพูดถึงวัคซีน หลายคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องของเด็กๆ แต่ในความเป็นจริงแล้วยังมีวัคซีนสำหรับผู้ใหญ่ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการป้องกันและลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ ช่วยลดความรุนแรงของโรค และลดโอกาสในการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ โดยหนึ่งในวัคซีนที่ควรได้รับสำหรับผู้สูงวัย หรือผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ก็คือวัคซีนป้องกันโรคงูสวัดนั่นเอง

 

โรคงูสวัดคืออะไร ?

‘โรคงูสวัด’ (Shingles) มีชื่อในทางการแพทย์ว่า ‘เฮอร์ปีส์ ซอสเตอร์’ (Herpes Zoster) เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจาก ‘ไวรัสวาริเซลลา ซอสเตอร์’ (Varicella Zoster Virus; VZV) ซึ่งเป็นไวรัสที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส (Chicken Pox) โดยหลังจากผู้ป่วยหายจากโรคอีสุกอีใส เชื้อไวรัสจะยังคงอยู่ในปมประสาท และอาจถูกกระตุ้นเกิดโรคงูสวัดจากภาวะภูมิคุ้มกันที่ต่ำลงหรือปัจจัยอื่นๆ โดยเฉพาะในผู้สูงวัยหรือผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป

 

ระยะและอาการของโรคงูสวัด

โรคงูสวัดมีการดำเนินโรคที่แบ่งตามอาการได้เป็น 4 ระยะ โดยเริ่มจากระยะก่อนเกิดผื่น ซึ่งเป็นเหมือนระยะเตือน ผู้ป่วยจะที่มีความรู้สึกปวดแสบปวดร้อนหรือคันในบริเวณที่เชื้อไวรัสจะลุกลาม ตามมาด้วยระยะที่ 2 คือการมีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ จากนั้นเข้าสู่ระยะที่ 3 ด้วยการเกิดผื่นแดงและกลายเป็นตุ่มน้ำใสใน 1-2 วัน โดยเรียงเป็นกลุ่มตามแนวเส้นประสาท มักเกิดที่ลำตัว ใบหน้า หรือลำคอ ซึ่งทำให้มีอาการปวดแสบปวดร้อน ต่อมาเป็นระยะที่ 4 ตุ่มน้ำจะแตกและแห้งเป็นสะเก็ด ซึ่งจะกินเวลา 7-10 วัน และเมื่อผื่นหายแล้วอาจเกิดภาวะปวดเส้นประสาทเรื้อรังบริเวณที่เคยมีผื่น โดยเฉพาะในผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ

 

ใครบ้างที่เสี่ยงเป็นโรคงูสวัด ?

  • ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป โดยผู้ป่วยกว่า 90% จะเคยเป็นโรคอีสุกอีใสมาก่อน
  • ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคปอด โรคไต โรคหัวใจ รวมถึงผู้ที่เคยติดเชื้อ Covid-19 
  • ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องจากโรคหรือยากดภูมิคุ้มกัน เช่น ผู้ที่ปลูกถ่ายไขกระดูก ปลูกถ่ายอวัยวะ เป็นโรคแพ้ภูมิตัวเอง (SLE) ข้ออักเสบรูมาตอยด์ สะเก็ดเงิน มะเร็ง ผู้ที่ติดเชื้อ HIV และผู้ที่ได้รับยาเคมีบำบัด
  • ผู้ที่มีความเครียดสะสม พักผ่อนไม่เพียงพอ
  • หญิงตั้งครรภ์ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนที่รวดเร็ว อาจทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ หรือมีภาวะเครียด อ่อนเพลีย พักผ่อนไม่เพียงพอในช่วงตั้งครรภ์ 
  • ผู้ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใสหรือวัคซีนโรคงูสวัด

 

ภาวะแทรกซ้อนและอันตรายจากโรคงูสวัด

  • อาการปวดเส้นประสาทเรื้อรัง (Postherpetic Neuralgia; PHN) เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยที่สุด ผู้ป่วยจะรู้สึกปวดแสบปวดร้อนในบริเวณที่เคยมีผื่น โดยอาการนี้อาจคงอยู่หลายเดือน หลายปี และอาจเกิดชั่วคราวหรือถาวรก็เป็นได้
  • มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง เกิดการอักเสบรุนแรง มีฝี หนอง หรือเซลล์เนื้อเยื่ออักเสบจนกลายเป็นแผล หากโรคงูสวัดเกิดบริเวณใบหน้าและใกล้ดวงตา อาจทำให้งูสวัดขึ้นตา มีการอักเสบที่กระจกตา เยื่อบุตา หรือเส้นประสาทตา ซึ่งในบางกรณีอาจส่งผลให้สูญเสียการมองเห็น
  • ภาวะแทรกซ้อนที่ ‘พบไม่บ่อยแต่รุนแรงมาก’ เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เนื้อหุ้มสมองตาย ใบหน้าเป็นอัมพาตครึ่งซีก หากไวรัสส่งผลต่อเส้นประสาทสำคัญอย่างเส้นประสาทใบหน้า อาจทำให้เกิดอัมพาตบนใบหน้าทั้งชั่วคราวหรือถาวรก็เป็นได้
  • ความเสี่ยงต่อโรคอื่นๆ โดยเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือดสมอง โรคหลอดเลือดหัวใจ จากการที่ไวรัสไปทำให้เกิดการอักเสบในหลอดเลือดและอาจทำให้เยื่อบุหลอดเลือดเสียหาย และเกิดการตีบตันของหลอดเลือด
  • การเป็นซ้ำ ผู้ที่เคยเป็นโรคงูสวัดมีโอกาสเป็นซ้ำราว 6.2%

 

ลดความเสี่ยงโรคงูสวัดด้วยการฉีดวัคซีน

การลดความเสี่ยงเกิดโรคงูสวัด ทำได้ด้วยการสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง เช่น ออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงความเครียด ทั้งนี้ การฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัดนับเป็นวิธีที่ให้ประสิทธิภาพสูง

 

วัคซีนโรคงูสวัดช่วยป้องกันการเกิดโรคและอาการปวดปลายประสาท ปัจจุบันวัคซีนงูสวัดมีอยู่ 2 ชนิด คือ 

1.วัคซีนชนิด ‘ซับยูนิตวัคซีน’ (Recombinant Zoster Vaccine; RZV)

  • ประสิทธิภาพในการป้องกันโรคงูสวัด
    • อายุ 50 ปีขึ้นไป ป้องกันได้ 97% 
    • อายุ 70 ปีขึ้นไป ป้องกันได้ 91.3%
    • หลังฉีด 10 ปี ยังป้องกันได้ถึง 89%
  • ประสิทธิภาพในการป้องกันอาการปวดปลายประสาท (PHN) 
    • อายุ 50 ปีขึ้นไป ป้องกันได้ 91.2%
    •  70 ปีขึ้นไป ป้องกันได้ 88.2%
  • การรับวัคซีน 
  • ผู้ใหญ่และผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 2-6 เดือน
  • อายุ 18 ปีขึ้นไป หากมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องจากโรคหรือยา ฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 1-2 เดือน

 

2.วัคซีนชนิด ‘เชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์’ (Zoster Vaccine Live; ZVL) 

  • ประสิทธิภาพในการป้องกันโรคงูสวัด
  • อายุ 50-59 ปี ป้องกันได้ 70%
  • อายุ 60-69 ปี ป้องกันได้ 64% 
  • อายุ 70 ปีขึ้นไป ป้องกันได้ 38% เมื่อผ่านไป 6 ปี
  • ประสิทธิภาพในการป้องกันอาการปวดปลายประสาท (PHN)
  • อายุ 60-69 ปี ป้องกันได้ 65%
  • อายุ 70 ปีขึ้นไป ป้องกันได้ 66%
  • การรับวัคซีน 
  • อายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป โดยฉีดเพียง 1 เข็ม
  • วัคซีนชนิดนี้ห้ามใช้ในผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องจากโรคหรือยา

กรณีเคยได้รับวัคซีนงูสวัดชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ (ZVL) มาก่อน สามารถรับวัคซีนชนิดซับยูนิตวัคซีน (PHN) ได้ โดยฉีด 2 เข็ม และห่างจากวัคซีนเดิมอย่างน้อย 2 เดือน

 

ข้อจำกัดในการรับวัคซีน

    1. อายุต่ำกว่าเกณฑ์
      • วัคซีนป้องกันโรคงูสวัดมักแนะนำสำหรับผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป
      • ผู้ที่อายุน้อยกว่า 50 และไม่มีโรคประจำตัวควรปรึกษาแพทย์ก่อน
    2. ประวัติการแพ้วัคซีนหรือส่วนประกอบในวัคซีน
      • หากเคยมีประวัติการแพ้ส่วนประกอบของวัคซีน เช่น เจลาติน หรือยาปฏิชีวนะบางชนิด
    3. ภาวะป่วยเฉียบพลัน
      • ผู้ที่มีอาการป่วยเฉียบพลันหรือมีไข้ ควรรอจนกว่าจะหายดี
    4. เคยได้รับวัคซีนงูสวัดมาก่อน
      • สำหรับผู้ที่เคยฉีดวัคซีนงูสวัด เชื้อเป็น สามารถฉีดวัคซีนงูสวัดชนิดใหม่นี้ได้ หรือปรึกษาแพทย์
    5. หญิงตั้งครรภ์ 
      • ไม่แนะนำให้ฉีด เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลการศึกษาที่แน่ชัดเรื่องความปลอดภัยในการฉีด

 

โรคงูสวัด เป็นโรคที่ทำให้เกิดความเจ็บปวดและยังอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงหรือเรื้อรังได้ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ การฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัดจะช่วยลดความเสี่ยงได้เป็นอย่างดี มาเริ่มต้นดูแลสุขภาพของคุณตั้งแต่วันนี้ ด้วยการเข้ารับคำปรึกษาเพื่อรับคำแนะนำสำหรับวัคซีนที่เหมาะสมกับอายุ ภาวะสุขภาพ และประวัติการฉีดวัคซีนก่อนหน้า หรือนัดหมายเพื่อรับวัคซีนงูสวัดและวัคซีนอื่นๆ ได้ที่ ศูนย์วัคซีน โรงพยาบาลพญาไท 2 เพื่อการมีสุขภาพดีไปอีกยาวนาน

Loading...

Share


Loading...