สังเกตอย่างไรว่าลูกของเรามีภาวะ “ตัวเตี้ย” หรือไม่

Image

แชร์


สังเกตอย่างไรว่าลูกของเรามีภาวะ “ตัวเตี้ย” หรือไม่

ภาวะตัวเตี้ยคืออะไร 

ตัวเตี้ย (Short Stature) หมายถึง ภาวะที่ส่วนสูงของบุคคลนั้นต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานเมื่อเทียบกับประชากรเพศเดียวกันและช่วงอายุเดียวกัน โดยปกติแล้วจะอ้างอิงจากกราฟการเจริญเติบโต (Growth Chart) หรือเกณฑ์เฉลี่ยของส่วนสูงในระดับประเทศ หากส่วนสูงของบุคคลอยู่ต่ำกว่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 3 หรือการเจริญเติบโตด้านความสูงน้อยกว่าศักยภาพทางพันธุกรรมถือว่าเข้าข่าย “ตัวเตี้ย”

 

อายุ อัตราการเจริญเติบโตด้านความสูง/ปี
แรกเกิด – 1 ปี 25 cm
1 ปี – 2 ปี 12 cm
2 ปี – 5 ปี 6-8 cm
5 ปี – วัยรุ่น 4-6 cm
วัยรุ่นหญิง 8-12 cm
วัยรุ่นชาย 10-14 cm

 

สาเหตุของตัวเตี้ยเกิดจากอะไร

เกิดได้จากการสร้างกระดูกอ่อนในแผ่นการเจริญเติบโตลดลง (growth plate)  ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการเพิ่มความสูง โดยมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้

  1. ปัจจัยภายในแผ่นการเจริญเติบโต เกิดจากแผ่นการเจริญเติบโตบกพร่อง
  2. ปัจจัยภายนอกแผ่นการเจริญเติบโต เช่น ขาดสารอาหารที่จำเป็น ได้แก่ โปรตีน แร่ธาตุ และวิตามิน อาจทำให้ร่างกายไม่สามารถเจริญเติบโตได้เต็มที่ รวมไปถึงความผิดปกติของต่อมไร้ท่อ และการอักเสบ เป็นต้น
  3. พันธุกรรม หากพ่อแม่หรือสมาชิกในครอบครัวมีประวัติส่วนสูงน้อย ก็อาจส่งผลให้บุตรมีส่วนสูงน้อยตามไปด้วย หรืออาจเกิดจากภาวะแบบม้าตีนปลาย กลุ่มอาการหรือซินโดรม เป็นต้น
  4. ไม่ทราบสาเหตุ เช่น มีประวัติเป็นทารกที่มีขนาดเล็กกว่าอายุครรภ์

 

ความผิดปกติของต่อมไร้ท่อที่ส่งผลให้ตัวเตี้ยมีโรคอะไรบ้าง

  1. ขาด/ดื้อต่อฮอร์โมนการเจริญเติบโต
  2. ภาวะพร่อง/ดื้อต่อ ไทรอยด์ฮอร์โมน
  3. สภาวะที่มีฮอร์โมนคอร์ติซอลในเลือดสูง
  4. การดื้อต่อฮอร์โมนพาราไทรอยด์ เป็นต้น

 

วิธีสังเกตว่าเข้าข่ายตัวเตี้ยหรือไม่

  1. ดูจากกราฟการเจริญเติบโต (Growth Chart) พ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือแพทย์มักจะติดตามส่วนสูงและน้ำหนักของเด็กเทียบกับมาตรฐานในช่วงวัย โดยค่าส่วนสูงต่ำกว่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 3
  2. สังเกตอัตราการเจริญเติบโตด้านความสูง (Growth Velocity) หากอัตราการสูงของเด็ก (เช่น สูงขึ้นต่อปี) ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยหรือช้าลงกว่าปกติอย่างต่อเนื่อง อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงปัญหาด้านฮอร์โมนหรือการขาดสารอาหาร
  3. ตรวจร่างกายและพบแพทย์ หากกังวลเกี่ยวกับส่วนสูง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อ สอบถามประวัติครอบครัว ตรวจวินิจฉัย หรือเจาะเลือดตรวจระดับฮอร์โมนต่าง ๆ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง

 

การวินิจฉัย

  • ซักประวัติและตรวจร่างกายโดยแพทย์เฉพาะทาง
  • พิจารณาส่งตรวจเลือด เอกซเรย์ตรวจอายุกระดูกหรือเอกซเรย์กระดูก ตามที่แพทย์สงสัย
  • พิจารณาส่งตรวจทดสอบฮอร์โมน เช่น ฮอร์โมนการเจริญเติบโต
  • พิจารณาส่งตรวจคลื่นไฟฟ้าแม่เหล็กของต่อมใต้สมองส่วนหน้า
  • พิจารณาส่งตรวจการทำงานของต่อมใต้สมอง

 

การรักษา

  1. แพทย์จะพิจารณารักษาตามสาเหตุ
  2. การใช้ฮอร์โมนการเจริญเติบโต ข้อมูลจากองค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกาได้ประกาศข้อบ่งชี้ในการพิจารณาให้ยาในภาวะดังต่อไปนี้
    • ขาดฮอร์โมนการเจริญเติบโต
    • ตัวเตี้ยไม่ทราบสาเหตุ
    • กลุ่มอาการหรือซินโดรม เช่น Turner syndrome, Noonan syndrome, Prader willi syndrome
    • โรคไตเรื้อรัง
    • มีประวัติเป็นทารกที่มีขนาดเล็กกว่าอายุครรภ์
  3. การรักษาอื่นๆ เช่น ยาที่ใช้ในการรักษาภาวะเป็นหนุ่มสาวก่อนวัย (GnRH agonist), ยายับยั้งการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนเพศชายมาเป็นเอสโตรเจน (Aromatase inhibitor), การผ่าตัด เป็นต้น

 

วิธีส่งเสริมความสูงให้เป็นไปตามศักยภาพทางพันธุกรรม

  1. การรับประทานนม ซึ่งประกอบด้วยแคลเซียม (calcium) และโปรตีน (protein) โดยมีปริมาณแคลเซียมที่ควรได้รับต่อวันดังนี้
    ช่วงอายุ ปริมาณแคลเซียมที่ควรได้รับ (มก./วัน)
    0 – 6 เดือน 200
    6 – 12 เดือน 260
    1 – 3 ปี 700
    4 – 8 ปี 1,000
    9 – 18 ปี 1,300
  2. การออกกำลังกาย เพื่อเพิ่มความสูงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กก่อนวัยเรียน ส่วนในเด็กวัยเรียนพบว่าการออกกำลังกายจะเพิ่มมวลกระดูกและกล้ามเนื้อ
  3. การรับประทานวิตามินให้เพียงพอ เช่น วิตามินรวม (multivitamin) และแร่ธาตุสังกะสี (zinc) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กที่มีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์

 

“ตัวเตี้ย” ไม่ใช่เพียงเรื่องของลักษณะภายนอกเท่านั้น แต่ยังอาจเกี่ยวพันกับปัญหาด้านสุขภาพ ฮอร์โมน หรือพันธุกรรม หากมีความกังวลหรือสังเกตว่าอัตราการเจริญเติบโตของตนเองหรือลูกหลานช้ากว่าปกติ ควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์เฉพาะทาง เพื่อจะได้รับคำแนะนำ วิธีแก้ไข และติดตามผลอย่างเหมาะสม การดูแลสุขภาพโดยรวม ทั้งด้านโภชนาการ การออกกำลังกายที่เหมาะสม และการพักผ่อนอย่างเพียงพอจะช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตให้มีโอกาสสูงได้อย่างเต็มศักยภาพ

Loading...

แชร์


Loading...