ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ไม่ใช่แค่นอนกรน แต่อาจเสี่ยงโรคหัวใจและสมอง

Image

แชร์


ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ไม่ใช่แค่นอนกรน แต่อาจเสี่ยงโรคหัวใจและสมอง

หากคุณนอนกรนเสียงดัง สะดุ้งตื่นกลางดึก หรือรู้สึกง่วงผิดปกติในตอนกลางวัน อาการเหล่านี้อาจไม่ใช่เรื่องธรรมดา เพราะคุณอาจกำลังเผชิญกับภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea หรือ OSA) ซึ่งเป็นภาวะที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวได้อย่างรุนแรง

 

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA) คืออะไร

OSA หรือ Obstructive Sleep Apnea คือภาวะที่เกิดจากการอุดกั้นของทางเดินหายใจส่วนบนขณะนอนหลับ ส่งผลให้การหายใจหยุดลงชั่วคราวเป็นช่วง ๆ ตลอดทั้งคืน ทำให้ระดับออกซิเจนในเลือดลดลงและรบกวนคุณภาพการนอนโดยไม่รู้ตัว

 

อาการของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ 

  • นอนกรนเสียงดังและเป็นจังหวะ
  • หยุดหายใจขณะหลับ สะดุ้งตื่นกลางดึก
  • ง่วงนอนมากผิดปกติในเวลากลางวัน
  • ปวดศีรษะหลังตื่นนอน
  • สมาธิลดลง ความจำไม่ดี หงุดหงิดง่าย
  • รู้สึกนอนไม่เต็มอิ่ม แม้จะนอนหลายชั่วโมง

 

ความเสี่ยงจากการปล่อยให้ OSA ไม่ได้รับการรักษา 

หากไม่รักษา OSA อย่างเหมาะสม อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพเรื้อรัง เช่น 

  • ความดันโลหิตสูง
  • โรคหัวใจและหลอดเลือด
  • ภาวะหัวใจล้มเหลว
  • เบาหวานชนิดที่ 2
  • โรคหลอดเลือดสมอง
  • ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
  • อุบัติเหตุจากการหลับใน โดยเฉพาะในผู้ขับขี่

 

กลุ่มเสี่ยงของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ 

  • ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน
  • ผู้ชายอายุ 40 ปีขึ้นไป
  • ผู้ที่มีโครงสร้างคางหรือใบหน้าผิดปกติ
  • ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์หรือใช้ยานอนหลับ
  • ผู้ที่มีต่อมทอนซิลหรืออะดีนอยด์โต โดยเฉพาะในเด็ก
  • ผู้ที่มีเพดานอ่อนหย่อน ลิ้นไก่ยาวใหญ่ หรือลิ้นโต
  • ผู้ที่มีภาวะแน่นจมูกเรื้อรัง

 

การวินิจฉัยภาวะหยุดหายใจขณะหลับ 

  • การซักประวัติอาการและตรวจร่างกายโดยแพทย์เฉพาะทาง
  • การตรวจการนอนหลับ (Polysomnography) ซึ่งเป็นการติดตามการทำงานของร่างกายขณะนอนหลับ เช่น การหายใจ ระดับออกซิเจนในเลือด คลื่นสมอง และคุณภาพระยะของการนอนหลับ

แนวทางการรักษา OSA 

1. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม 

  • ลดน้ำหนัก
  • หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์
  • เปลี่ยนท่านอน เช่น นอนตะแคง 

2. การใช้เครื่องช่วยหายใจแรงดันบวก (CPAP) 

  • ช่วยเปิดทางเดินหายใจขณะหลับ ลดการหยุดหายใจ 

3. การใส่อุปกรณ์ในช่องปาก 

  • ใช้ดันขากรรไกรล่างให้ทางเดินหายใจกว้างขึ้น 

4. การผ่าตัด 

  • แก้ไขทางเดินหายใจที่ผิดปกติ เช่น การผ่าตัดแก้ไขจมูกคด การตัดต่อมทอนซิล ขึงเพดานอ่อนให้ตึงขึ้น หรือปรับโครงสร้างขากรรไกร

การป้องกันและการดูแลตนเอง 

  • หมั่นสังเกตอาการของตนเองและคนรอบข้าง
  • หากมีอาการน่าสงสัย ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัย
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำทางการแพทย์อย่างสม่ำเสมอ
  • ตรวจสุขภาพประจำปี โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง 

 

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA)เป็นมากกว่าการนอนกรน เพราะอาจนำไปสู่โรคร้ายแรง เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรืออุบัติเหตุจากการหลับใน หากคุณมีอาการน่าสงสัย เช่น นอนกรนเสียงดัง สะดุ้งตื่นกลางดึก หรือรู้สึกง่วงมากในเวลากลางวัน ควรรีบเข้ารับการตรวจวินิจฉัยเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น

 

โรงพยาบาลพญาไท 2ให้บริการตรวจวินิจฉัยและดูแลผู้ที่มีปัญหาการนอนหลับโดยทีมแพทย์เฉพาะทางด้านหู คอ จมูก ร่วมกับเครื่องมือและเทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น การตรวจ Sleep Test ที่สามารถวิเคราะห์ปัญหาได้อย่างแม่นยำ พร้อมวางแผนการรักษาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละบุคคล 

Loading...

แชร์


Loading...