การแลกเปลี่ยนพลาสมาเพื่อการรักษา (Therapeutic plasma exchange) เป็นหัตถการทางการแพทย์ที่แยกพลาสมาออกจากเม็ดเลือด (พลาสมา คือ น้ำเหลืองที่เรามักจะเข้าใจกัน) เพื่อกำจัดแอนติบอดีหรือสารก่อโรคอื่นที่อยู่ในพลาสมาออกไป โดยจะดึงเลือดออกจากร่างกายผ่านเข็มที่ใส่ไว้ในแขน (มี 1 เส้น สำหรับดึงเลือดออก และอีก 1 เส้น สำหรับใส่เลือดกลับเข้าไปในเวลาเดียวกัน) หรือผ่านสายสวนหลอดเลือดดำใหญ่
พลาสมาที่ถูกนำออกไปจะถูกแทนที่ด้วยของเหลวชนิดคอลลอยด์ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะเป็น อัลบูมิน (Albumin), น้ำเกลือ (Saline) หรือ พลาสมาสดแช่แข็ง (FFP : Fresh Frozen Plasma)
จุดประสงค์ของการแลกเปลี่ยนพลาสมา เพื่อการรักษา
การแลกเปลี่ยนพลาสมาเพื่อการรักษา มีวัตถุประสงค์หลายประการเป็นการรักษาเพื่อกำจัดส่วนของพลาสมาในเลือดที่มาสารก่อในภาวะต่าง ๆ ทั้งโรคทางระบบประสาท, โลหิตวิทยา, เมตาบอลิซึม, รูมาตอยด์, และโรคไต รวมถึงภาวะพิษ
โดยจากคำแนะนำของ American Society for Apheresis (ASFA) 2023 ได้ระบุข้อบ่งชี้จัดประเภทไว้เป็น 4 กลุ่มคือ กลุ่ม I ถึง IV โดยอิงจากข้อมูลทางการแพทย์ที่มีอยู่ ในที่นี้จะอ้างถึงกลุ่มที่ 1 เนื่องจากมีข้อมูลประโยชน์ชัดเจน เป็นหัวข้อดังนี้
1. โรคทางระบบประสาท
- โรคกิลแลง-บาร์เร (Guillain-Barre syndrome)
- โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงชนิด MG (Myasthenia gravis) (สำหรับการรักษาระยะสั้นแบบเฉียบพลัน)
- โรคปลายประสาทอักเสบชนิดเรื้อรัง (Chronic inflammatory demyelinating polyneuropathy)
- โรคสมองอักเสบชนิด N-methyl-D-aspartate receptor antibody encephalitis
2. โรคทางโลหิตวิทยา
- ภาวะเลือดหนืดสูงจากมีแกมมาโกลบูลินมากเกิน (Hyperviscosity in hypergammaglobulinemia)
- ภาวะหลอดเลือดขนาดเล็กมีลิ่มเลือดจากภูมิคุ้มกัน (Thrombotic microangiopathy, complement mediated) (แอนติบอดีต่อแฟคเตอร์ H)
3. โรคไต
- กลุ่มอาการกู๊ดพาสเจอร์ (Goodpasture syndrome) (ยกเว้นในกรณีที่ต้องฟอกไตแล้วและไม่มีภาวะเลือดออกในถุงลมปอด)
- โรคไตอักเสบชนิด AAV ที่มีปอดอักเสบเลือดออกในถุงลมด้วย
4. เกี่ยวกับการปลูกถ่ายอวัยวะ
- รักษาและเตรียมปลูกถ่ายไต ตับ หรือ ปอด เพื่อลดโอกาสเกิดเนื้อเยื่อต่อต้าน
5. โรคอื่น ๆ
- โรควิลสันชนิดรุนแรงเฉียบพลัน (Wilson disease, fulminant)
- ภาวะตับวายรุนแรงเมื่อมีข้อบ่งชี้
ข้อห้ามและข้อควรระวังในการทำ
- ไม่สามารถใส่สายสวนหลอดเลือดดำได้
- ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดหรือภาวะความดันโลหิตไม่คงที่
- แพ้พลาสมาสดแช่แข็ง (FFP) หรืออัลบูมิน
- แพ้เฮพาริน(heparin) ซึ่งเป็นสารต้านการแข็งตัวของเลือดที่ใช้บ่อย
- ภาวะแคลเซียมในเลือดต่ำ
ขั้นตอนการแลกเปลี่ยนพลาสมาเพื่อการรักษา
ขั้นตอนที่ 1 แพทย์ประเมินการเข้าถึงหลอดเลือดดำ ผู้ป่วยที่มีหลอดเลือดดำเหมาะสมจะมีการใส่เข็มในแต่ละแขน ส่วนผู้ป่วยที่มีหลอดเลือดไม่เหมาะสมจะมีการใส่สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง (central venous catheter) ก่อนการรักษา
ขั้นตอนที่ 2 เชื่อมต่อสายสวนหลอดเลือดเข้ากับเครื่อง plasmapheresis เครื่องนี้จะดึงเลือดเข้าสู่เครื่องปั่นแยกเซลล์ (cell separator centrifuge) ซึ่งจะทำหน้าที่แยกพลาสมาออกจากเลือด ตามปริมาณที่แพทย์กำหนดจากนั้นพลาสมาที่มีสารก่อโรคจะถูกกำจัดและรวบรวมไว้ในถุงของเสีย
ขั้นตอนที่ 3 ของเหลวทดแทน (อัลบูมิน, น้ำเกลือ, หรือ FFP) จะถูกเพิ่มเข้าไปในเม็ดเลือดแดงและเกล็ดเลือดที่เหลืออยู่ในเครื่อง จากนั้นเลือดใหม่ทั้งหมดจะถูกส่งกลับเข้าสู่ร่างกายทางสายสวนหลอดเลือดอีกฝั่งหนึ่ง
ขั้นตอนที่ 4 กระบวนการดึงเลือดออกและใส่กลับนี้จะทำอย่างอัตโนมัติและต่อเนื่อง เพื่อลดการสูญเสียเลือดและช่วยรักษาสมดุลของเหลวในร่างกาย
ขั้นตอนที่ 5 การรักษาโดยทั่วไปจะใช้เวลา 1-2 ชั่วโมง
ความเสี่ยงและผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น?
การแลกเปลี่ยนพลาสมาเพื่อการรักษาเป็นการรักษาที่ปลอดภัย แต่ก็อาจมีผลข้างเคียงเกิดขึ้นได้ เช่น รู้สึกไม่สบายที่ตำแหน่งที่ใส่เข็ม, รู้สึกเหนื่อยล้า, วิงเวียน
ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยที่สุด คือ รู้สึกหนาว ในกรณีนี้จะมีการใช้ แผ่นทำความร้อน เครื่องทำความอุ่นเลือด และผ้าห่ม เพื่อช่วยให้คุณอบอุ่นและสบายตัว สิ่งสำคัญคือ ต้องแจ้งพยาบาลทันที หากเริ่มมีอาการเหล่านี้
ส่วนผลข้างเคียงที่พบได้น้อย ได้แก่ เกลือแร่ผิดปกติ เกล็ดเลือดและสารแข็งตัวของเลือดลดลง หรืออาการแพ้จากสาร FFP หรือ Albumin ดังนั้น จึงจำเป็นต้องอยู่ในการดูแลของโรงพยาบาลอย่างใกล้ชิด
หลังการรักษาการแลกเปลี่ยนพลาสมาเพื่อการรักษา
- ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อเนื่องอย่างน้อย 24 ชั่วโมง
- รับประทานอาหารให้เพียงพอ
- ลดกิจกรรมทางกายให้น้อยที่สุดเป็นเวลาหลายชั่วโมงหลังการรักษา
- สังเกตบริเวณที่เส้นหลอดเลือดว่ามีเลือดออกหรือไม่
การแลกเปลี่ยนพลาสมาเพื่อการรักษา (Therapeutic Plasma Exchange) เป็นหนึ่งในหัตถการทางการแพทย์ที่สำคัญ สามารถช่วยรักษาโรคที่มีสาเหตุจากความผิดปกติของภูมิคุ้มกันและโปรตีนในพลาสมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้มีข้อควรระวังและผลข้างเคียงบ้าง แต่โดยรวมถือว่าปลอดภัยหากทำในโรงพยาบาลภายใต้การดูแลของทีมแพทย์เฉพาะทาง
พญ. เมธินี สุทธิไวยกิจ
อายุรแพทย์เฉพาะทางโรคไต
โรงพยาบาลพญาไท 2
