ก้อนไทรอยด์ อีกหนึ่งทางเลือกกำจัดก้อนเนื้อโดยไม่ต้องผ่าตัด
เมื่อพูดถึงการรักษาก้อนเนื้อไทรอยด์ หลาย ๆ คนอาจจะนึกถึงวิธีรักษาแบบดั้งเดิมอย่างการผ่าตัดไทรอยด์ ซึ่งในปัจจุบันก็มีวิธีผ่าตัดโดยใช้การส่องกล้อง ซึ่งจะมีแผลผ่าตัดขนาดเล็กกว่าการผ่าตัดปกติ แต่ในบทความนี้จะมากล่าวถึงวิธีการรักษาก้อนเนื้อไทรอยด์แบบไม่ต้องผ่าตัด คือ Thyroid ablation หรือการจี้ก้อนไทรอยด์ว่ามีจุดเด่นอย่างไรบ้าง
การจี้ก้อนไทรอยด์ คืออะไร เป็นวิธีรักษาแบบไหน
การจี้ก้อนไทรอยด์ (Thyroid ablation) คือ การนำเข็มส่งผ่านพลังงานคลื่นความถี่มาจิ้มเข้าสู่ตำแหน่งที่มีก้อนไทรอยด์อยู่ แล้วปล่อยคลื่นพลังงานผ่านทางหัวเข็มเข้าสู่ก้อนที่ไทรอยด์ เพื่อให้ก้อนเนื้อรับความร้อนและค่อย ๆ หดตัวลงจนมีขนาดที่ไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต หลังจากการรักษา 1 ปี ก้อนไทรอยด์จะมีขนาดเล็กลงจากเดิมได้มากถึง 80-90% มีความแม่นยำสูง เพราะใช้เครื่องอัลตราซาวด์ตรวจหาตำแหน่งเล็งก้อนที่ไทรอยด์ ใช้เวลารักษาไม่นาน ไม่ต้องพักฟื้นที่โรงพยาบาล และไม่ค่อยมีผลข้างเคียง จึงทำให้ในปัจจุบันมีผู้ที่รับการรักษาด้วยการจี้ก้อนไทรอยด์มากขึ้น
การจี้ก้อนไทรอยด์ เหมาะกับใคร
ผู้ที่มีก้อนไทรอยด์ขนาดเล็ก เพราะถ้าเป็นไทรอยด์ก้อนใหญ่การรักษาอาจจะไม่ได้ประสิทธิภาพมากเท่าที่ควร
- ผู้ที่มีก้อนไทรอยด์แบบธรรมดา ไม่ใช่ก้อนเนื้อร้าย(ก้อนมะเร็ง)
- ผู้ที่ไม่สามารถดมยาสลบได้ เช่น แพ้ยาสลบ กำลังทานยาที่ส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือด หรือมีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคไต เป็นต้น
ข้อดี-ข้อจำกัดของการรักษาก้อนไทรอยด์ด้วยวิธีจี้ก้อนไทรอยด์
ในปัจจุบันการรักษาก้อนไทรอยด์มีหลากหลายวิธี ซึ่งแต่ละวิธีก็จะมีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกัน จึงควรพิจารณาเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับตนเอง ในที่นี้การรักษาก้อนไทรอยด์ด้วยวิธีจี้ก้อนไทรอยด์มีข้อดีและข้อจำกัดดังต่อไปนี้
ข้อดี
- ไม่มีรอยแผลเป็นจากการผ่าตัด เพราะใช้เข็มขนาดเล็กประมาณ 2 มิลลิเมตรจี้ก้อนไทรอยด์
- ไม่จำเป็นต้องดมยาสลบ
- ใช้เวลารักษาไม่นาน โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 30-60 นาทีขึ้นอยู่กับขนาดและจำนวนก้อนไทรอยด์
- หลังจี้ก้อนไทรอยด์สามารถกลับบ้านได้ ไม่จำเป็นต้องนอนพักฟื้นที่โรงพยาบาล
- ลดโอกาสเกิดอาการแทรกซ้อนต่าง ๆ หลังจากรักษาโดยวิธีการผ่าตัด เช่น เสียงแหบ
- ไม่จำเป็นต้องทานยาฮอร์โมน ลดขนาดก้อนหรือทดแทนเนื้อไทรอยด์ที่ถูกตัดไป(ถ้าใช้วิธีผ่าตัด)
ข้อจำกัด
- ไม่เหมาะกับผู้ที่มีก้อนไทรอยด์ขนาดใหญ่
- ไม่เหมาะกับผู้ที่มีภาวะเลือดแข็งตัวยาก
- ไม่เหมาะกับผู้ที่อยู่ในระหว่างการตั้งครรภ์
- ไม่เหมาะกับผู้ที่ใช้เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ
- ขนาดของก้อนเนื้ออาจไม่เล็กลงตามที่คาดการณ์ แต่สามารถจี้ก้อนไทรอยด์ซ้ำได้
ก่อนจี้ก้อนไทรอยด์ แพทย์จะซักถามประวัติการใช้ยา โรคประจำตัว และตรวจสุขภาพร่างกายก่อนว่าสามารถรักษาก้อนที่ไทรอยด์ด้วยการจี้ก้อนไทรอยด์ได้หรือไม่ โดย
- ตรวจชิ้นเนื้อไทรอยด์ว่าเป็นก้อนมะเร็งหรือไม่
- ตรวจการแข็งตัวของเลือด
เมื่อตรวจพบว่าสามารถจี้ก้อนไทรอยด์ได้จะต้องเตรียมร่างกายให้พร้อมก่อนรักษา ดังนี้
- งดทานยาและอาหารเสริมที่ส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือดอย่างน้อย 1 อาทิตย์
- งดน้ำและอาหารก่อนรักษาก้อนที่ไทรอยด์อย่างน้อย 8 ชั่วโมง
วิธีดูแลตนเองหลังจี้ก้อนไทรอยด์
หลังจากจี้ก้อนไทรอยด์แล้วแพทย์จะเฝ้าดูอาการประมาณ 1 ชั่วโมง หากไม่มีอาการข้างเคียงใด ๆ ระหว่างที่เฝ้าดูอาการ แพทย์ก็จะให้กลับบ้านได้ ซึ่งหลังจากที่กลับบ้านแล้วจะต้องปฏิบัติตนเพื่อความปลอดภัยของร่างกาย ดังนี้
- งดใช้เสียงดังอย่างน้อย 2 สัปดาห์
- งดออกกำลังกายหนักอย่างน้อย 2 สัปดาห์
- ไม่จับ คลำ บริเวณที่จี้ก้อนไทรอยด์อย่างน้อย 2 สัปดาห์
- มาตามนัดแพทย์เพื่อติดตามอาการหลังการรักษาก้อนที่ไทรอยด์ทุกๆ 1 เดือน 3 เดือน และ 6 เดือน
ผลข้างเคียงที่อาจพบหลังจี้ก้อนไทรอยด์ (แต่เกิดได้น้อย)
- เจ็บ ปวดบริเวณที่รักษา
- ผิวไหม้
- เสียงแหบ
- มีไข้
- การติดเชื้อ
- เลือดออกบริเวณที่จี้ก้อนไทรอยด์
การจี้ก้อนไทรอยด์ (Thyroid Ablation) เป็นหัตถการทางเลือกใหม่ในการรักษาก้อนเนื้อที่ต่อมไทรอยด์ โดยไม่ต้องผ่าตัด เปิดแผล หรือใช้ยาสลบ ด้วยการใช้เข็มชนิดพิเศษร่วมกับคลื่นพลังงานความร้อนภายใต้การนำทางด้วยอัลตราซาวด์ ช่วยให้สามารถทำลายก้อนเนื้อได้อย่างแม่นยำ ส่งผลให้ก้อนค่อยๆ หดตัวลง และมีขนาดเล็กพอที่จะไม่รบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน ทั้งยังใช้เวลารักษาไม่นาน ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล และมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงต่ำมาก
หากคุณมีก้อนที่ต่อมไทรอยด์ และกำลังมองหาทางเลือกที่ปลอดภัย ไม่ต้องผ่าตัด
ขอแนะนำให้เข้ารับการปรึกษา และตรวจวินิจฉัยกับแพทย์เฉพาะทาง แผนก หู คอ จมูก ณ โรงพยาบาลพญาไท 2 เพราะเรามีทีมแพทย์ผู้ชำนาญการ พร้อมเทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัย เพื่อดูแลคุณอย่างครบวงจรและปลอดภัยในทุกขั้นตอน
