ใครมีผู้สูงวัยในบ้านกำลังเจอกับปัญหาข้อเข่าเสื่อม ปวดเข่าเรื้อรัง หรือกำลังตัดสินใจว่าจะผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าดีไหม เรามีคำตอบสำหรับข้อสงสัยเรื่องข้อเข่าเสื่อม และการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม
Q: ‘ข้อเข่าเสื่อม’ มีลักษณะอย่างไร
A: ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ข้อเข่าของคนเรานั้นมีลักษณะคล้ายบานพับ โดยมีส่วนปลายของกระดูกต้นขาซึ่งมีลักษณะกลม และส่วนต้นของกระดูกหน้าแข้งจะมีลักษณะแบนเป็นแอ่งตื้นๆ ซึ่งกระดูกทั้ง 2 ส่วนเชื่อมต่อกันด้วยเส้นเอ็นที่แข็งแรงคอยค้ำ 4 เส้น บริเวณด้านข้างและตรงกลาง (เอ็นไขว้หน้าและหลัง) ขอบบนของลูกสะบ้าจะมีกล้ามเนื้อต้นขาส่วนหน้า (Quadriceps) ที่แข็งแรงเกาะยึดไว้ และส่วนปลายของลูกสะบ้ามีเอ็นเกาะติดกับส่วนบนของกระดูกหน้าแข้ง หรือเรียกว่าเส้นเอ็นลูกสะบ้า ซึ่งลูกสะบ้ามีความสำคัญเป็นอย่างมากในการส่งถ่ายแรงของข้อเข่าโดยเฉพาะเวลาเหยียดเข่า
ซึ่งข้อเข่าของเรานั้น ประกอบไปด้วย 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่
- ส่วนปลายของกระดูกต้นขา (Femur)
- ส่วนต้นของกระดูกหน้าแข็ง (Tibia)
- ลูกสะบ้า (Patella)
ข้อเข่า เกิดจากปลายกระดูกหน้าแข้งต่อกับกระดูกต้นขา ปลายกระดูกทั้งสองนี้จะมีกระดูกอ่อนมาคลุมเพื่อช่วยลดแรงกระแทก บริเวณข้อเข่าด้านหน้าจะมีกระดูกสะบ้าซึ่งทำหน้าที่เป็นคานให้เข่าเหยียดและงอได้สะดวก รอบๆ ข้อจะมีเยื่อหุ้มข้อบุภายใน และภายนอกมีเส้นเอ็นรอบๆ ข้อ เพื่อให้ข้อเข่ามีความแข็งแรง
ข้อเข่าเสื่อม คือข้อเข่ามีการเสื่อมสลายของผิวกระดูกอ่อนที่คลุมปลายกระดูกต้นขาส่วนต้นของกระดูกหน้าแข้งและกระดูกสะบ้า บางครั้งมีการอักเสบของเยื่อบุข้อทำให้น้ำในเยื่อบุข้อถูกสร้างมากขึ้น ทำให้มีอาการปวดมากขึ้น ไม่สามารถงอเข่าได้เต็มที่ และมีลักษณะบวมกว่าข้างที่ปกติ หากปล่อยทิ้งไว้นานกระดูกอ่อนจะถูกทำลายเพิ่มขึ้น และส่งผลให้มีอาการปวดมากขึ้น โดยขณะยืนหรือเดินน้ำหนักจะถูกส่งมาที่กล้ามเนื้อต้นขาและส่งต่อมายังข้อเข่า หากกล้ามเนื้อต้นขาแข็งแรงก็จะสามารถรับน้ำหนักได้มากกว่า ทำให้ข้อเข่ารับน้ำหนักได้มากกว่า หากกล้ามเนื้อต้นขาไม่แข็งแรงรับน้ำหนักได้น้อย ก็จะทำให้ข้อเข่าต้องรับน้ำหนักมากขึ้น
Q: สิ่งที่เป็นปัจจัยทำให้ข้อเข่าเสื่อมคืออะไร
A: ปัจจัยที่ทำให้ข้อเข่าเสื่อมมีหลายอย่างด้วยกัน คือ
- อายุ – อายุมากก็มีโอกาสเป็นข้อเข่าเสื่อมมาก เนื่องจากมีการใช้งานข้อเข่ามาเป็นเวลานาน
- เพศ – เพศหญิงมีอัตราเป็นโรคเข่าเสื่อมมากกว่าผู้ชายถึง 2 เท่า เนื่องจากเพศหญิงมีอายุเฉลี่ยมากกว่าเพศชาย จึงมีโอกาสในการใช้งานข้อเข่านานกว่า นอกจากนี้เพศหญิงยังอ้วนง่ายกว่าเพศชายส่งผลให้ข้อเข่าสึกกร่อนได้มากกว่า
- น้ำหนัก – ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากจะยิ่งทำให้ข้อเข่าเสื่อมเร็วกว่าปกติ
- พฤติกรรมการใช้ชีวิต – ผู้ที่ชอบนั่งยองๆ นั่งขัดสมาธิหรือนั่งพับเพียบนานๆ จะพบว่ามีโอกาสเป็นข้อเข่าเสื่อมเร็วกว่าปกติ
- การได้รับบาดเจ็บบริเวณข้อเข่า – ผู้ที่ได้รับอุบัติเหตุบริเวณข้อเข่า เช่น กระดูกข้อเข่าแตก เอ็นฉีก อาจทำให้เกิดข้อเข่าเสื่อมได้เร็วกว่าปกติ
- ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและกระดูก – ผู้ที่ไม่ค่อยออกกำลังกายจะมีความเสี่ยงในการเป็นข้อเข่าเสื่อมง่ายกว่าผู้ที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะผู้ที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอมีกล้ามเนื้อและกระดูกที่แข็งแรงกว่า
Q: จะรู้ได้อย่างไร ว่าเมื่อไหร่ถึงเวลาที่ควร ‘ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม’
A: สำหรับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียมนั้นเป็นการผ่าตัดที่ตัดผิวข้อส่วนที่เสื่อมออกแล้วทดแทนด้วยโลหะสังเคราะห์ โดยข้อเทียมที่นำมาใช้ส่วนใหญ่จะเป็น ไทเทเนียม โคบอลต์โครเมียม เซรามิก และพลาสติกพิเศษ ซึ่งในการจะผ่าตัดนั้นผู้ป่วยจะต้องมีข้อบ่งชี้ในหลายประการ ได้แก่ การผ่าตัดจะช่วยลดอาการปวดเข่า แก้ไขความพิการหรือผิดรูป เพื่อป้องกันการเสื่อมของข้ออื่นๆ ตามมา ได้รับการรักษาแบบวิธีอนุรักษ์นิยมแล้ว (การทำกายภาพบำบัด การนวด การจัดกระดูก การฝังเข็ม การให้ยาต้านการอักเสบ การใช้สมุนไพร การฉีดยาสเตียรอยด์เข้าข้อ ยาฉีดน้ำหล่อเลี้ยงข้อเทียม) แต่ผลการรักษายังไม่เป็นที่น่าพอใจ
Q: ก่อนผ่าตัดต้องเตรียมตัวอย่างไร?
A: 1. ตรวจร่างกายเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนผ่าตัด ผู้ป่วยจะได้รับการตรวจร่างกายและพบกับแพทย์อายุรกรรมเพื่อเตรียมความพร้อมของร่างกายก่อนรับการผ่าตัด ซึ่งสิ่งที่ผู้ป่วยจะได้รับการตรวจ ได้แก่ ตรวจเลือดตรวจปัสสาวะ ภาพถ่ายรังสีทรวงอก (Chest X-ray) ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram) และอาจมีการตรวจพิเศษอื่นๆ ตามความจำเป็น
2. สิ่งที่ผู้ป่วยควรปฏิบัติก่อนการผ่าตัด
- งดสูบบุหรี่ เพื่อป้องกันปัญหาขณะดมยาสลบ ป้องกันการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ และภาวะแทรกซ้อนจากระบบไหลเวียนโลหิต
- รักษาสุขภาพอนามัยของร่างกาย ปาก ฟัน อวัยวะสืบพันธุ์ เช่น หากมีอาการฟันผุ เล็บขบ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ ควรรักษาให้เรียบร้อยก่อนผ่าตัด
- งดโกนขนบริเวณขาทั้ง 2 ข้าง เป็นระยะเวลา 5 วันก่อนผ่าตัด เพื่อป้องกันการติดเชื้อภายหลังการผ่าตัด
- ควบคุมอาหารในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้มีน้ำหนักตัวมากเกินไป
- ผ่อนคลายความตึงเครียด พักผ่อนให้เพียงพอ
3. ยาที่ผู้ป่วยควรรับประทานก่อนการผ่าตัด
- หากผู้ป่วยมียารักษาโรคหัวใจและยาลดความดันโลหิต สามารถรับประทานได้ตามปกติและควรรับประทานอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอจนถึงวันที่นัดมานอนที่โรงพยาบาล
- หากผู้ป่วยมียาลดระดับน้ำตาลในเลือดแบบรับประทาน หรือยาแบบยาฉีด ควรรับประทานอย่างสม่ำเสมอและควรหยุดรับประทาน หรือหยุดฉีดยาในเช้าวันที่ให้งดน้ำ งดอดอาหารก่อนมานอนที่โรงพยาบาล
- หากผู้ป่วยรับประทานยาต้านการอักเสบของข้อ เช่น ยารักษาโรครูมาตอยด์ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาหยุดยา 2 สัปดาห์ก่อนรับการผ่าตัด
- หากผู้ป่วยรับประทานยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAID) เช่น Ibuprofen, Naproxen, Diclofenac ฯลฯ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาหยุดยาก่อนรับการผ่าตัด
4. จัดเตรียมสถานที่พักฟื้นหลังผ่าตัดให้พร้อม
- จัดพื้นที่ภายในบ้านให้เหมาะสม สะดวกกับการใช้ชีวิตหลังผ่าตัดของผู้ป่วย เช่น จัดห้องนอนไว้ชั้นล่างในช่วง 1-2 สัปดาห์แรกหลังการผ่าตัด
- จัดบ้านให้เป็นระเบียบ ไม่ให้มีสิ่งกีดขวางทางเดิน
- ทำราวจับในห้องน้ำ และควรเปลี่ยนจากโถส้วมเป็นแบบชักโครก
- จัดบ้านให้มีแสงสว่างส่องถึงเพียงพอ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุในช่วงเวลากลางคืน
- จัดเตรียมเก้าอี้สำหรับนั่งภายหลังผ่าตัด ไม่ให้เตี้ยจนเกินไป และควรมีที่วางแขน เพื่อความสะดวกขณะนั่งและลุกจากเก้าอี้
Q: สิ่งของที่ควรนำติดตัวไปโรงพยาบาล มีอะไรบ้าง?
A: ผลการตรวจร่างกายผลตรวจเลือด และแผ่นฟิล์มเอ็กซเรย์ข้อเข่าจากโรงพยาบาลอื่น ซึ่งผลการตรวจนั้นมีระยะเวลาไม่เกิน 3 เดือน (ถ้ามี) ยารับประทานประจำตัวให้นำยาที่หน้าซองระบุชื่อยาและขนาดยามาด้วย (ถ้ามี) แว่นตา ที่ใส่ฟันปลอม (ถ้ามี) หากมีเครื่องช่วยพยุงเดิน (walker) ให้นำมาด้วยในกรณีที่สะดวก เพื่อฝึกเดินภายหลังการผ่าตัด หากมีเจลประคบเย็นให้นำมาด้วย เพื่อใช้ประคบบริเวณข้อเข่าภายหลังการผ่าตัด และสิ่งที่ไม่ควรนำติดตัวมาโรงพยาบาล คือเครื่องประดับหรือของมีค่า สิ่งของ หรือครื่องใช้ที่กังวลต่อการสูญหาย
Q: ลักษณะของการผ่าตัดเป็นอย่างไร
A: ในการผ่าตัดนั้นแพทย์จะทำการเปิดแผลผ่าตัดบริเวณหัวเข่าความยาวประมาณ 8-10 ซม. เพื่อผ่าตัดนำเอาผิวกระดูกส่วนต้นขาที่มีความหนาไม่เกิน 9-10 มม. ผิวกระดูกส่วนหน้าแข้งออกที่หนาไม่เกิน 10 มม. และผิวกระดูกสะบ้าออกประมาณไม่เกิน 8 มม. (เฉพาะในเคสที่จำเป็นต้องเปลี่ยนผิวลูกสะบ้าเท่านั้น) ซึ่งกระดูกที่นำออกมาจากทั้ง 3 ส่วนนั้นจะเป็นส่วนของผิวข้อเข่าที่เสื่อมสภาพนั่นเอง
ซึ่งในการผ่าตัดนั้นไม่ใช่แค่การเอากระดูกที่เสื่อมออกมาแล้วก็จบ แต่แพทย์ยังจะต้องปรับความหย่อนตึงของเนื้อเยื่อรอบข้อเข่าด้วย เพื่อให้ขามีรูปทรงที่ปกติ ไม่โก่งผิดรูป ตำแหน่งการวางผิวข้อก็สำคัญ จำเป็นต้องวางให้ถูกต้อง เพราะจะช่วยให้ผู้ป่วยเดินได้ดี และอายุการใช้งานของข้อเทียมนั้นยาวนานมากขึ้น นอกจากนี้แพทย์จะต้องทำการทดสอบดูการเคลื่อนไหวของข้อเพื่อให้ได้ผลดีที่สุดกับผู้ป่วย
ศูนย์กล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ โรงพยาบาลพญาไท 3 เราให้การดูแลคนไข้ทุกคนอย่างเป็นระบบ ด้วยทีมที่มีความพร้อมทั้งด้านความรู้ ความเข้าใจและความสามารถแบบเฉพาะทางที่มากด้วยประสบการณ์ ทีมแพทย์เฉพาะทางด้านการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียม ทีมพยาบาล นักกายภาพบำบัด นักโภชนาการ และเภสัชกร ที่พร้อมในการดูแลสุขภาพของคนไข้ทั้งก่อนและหลังผ่าตัดที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษาให้ดียิ่งขึ้น ให้คนไข้กลับมามีข้อดี
ศูนย์กล้ามเนื้อ กระดูก และข้อ โรงพยาบาลพญาไท 3 ชั้น 1
นัดหมายหรือสอบถามข้อมูล Phyathai Call Center 1772 หรือ
โทร. 0-2467-1111 ต่อ 3100 และ 3112 Hotline 084-0258915
