“โรคกระดูกพรุน” ภัยเงียบที่ผู้สูงอายุต้องระวัง

Image

แชร์


“โรคกระดูกพรุน” ภัยเงียบที่ผู้สูงอายุต้องระวัง

โรคกระดูกพรุน

“กระดูก” เป็นอวัยวะที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา มีการสร้างและสลายกระดูกไปตลอดช่วงชีวิตของเรา และปริมาณเนื้อกระดูกจะค่อยๆ ลดลงเมื่ออายุล่วงเลยวัย 30 โดยเฉพาะในผู้หญิงวัยทองที่กระดูกจะมีการสลายอย่างรวดเร็ว โดย ดร.นพ.โพชฌงค์ โชติญาณวงษ์ ศัลยศาตร์ออร์โธปิดิกส์ผู้สูงวัยและโรคกระดูกทางเมตะบอลิก สถาบันกล้ามเนื้อกระดูกและข้อ โรงพยาบาลพญาไท 3 บอกว่า โรคกระดูกพรุน เป็น “ภัยเงียบ” ที่น่ากลัว

กว่าจะรู้ว่าป่วย กระดูกก็หักแล้ว

คุณหมอโพชฌงค์ อธิบายว่า โรคนี้น่ากลัวเพราะไม่มีอาการเตือน กว่าผู้ป่วยจะทราบก็เมื่อเกิดภาวะแทรกซ้อนคือกระดูกหักแม้ประสบอุบัติเหตุที่ไม่รุนแรง เช่น ตกเก้าอี้ โดยคนที่ต้องสงสัยว่าเป็นโรคนี้คือส่วนสูงลดลง หลังค่อม กล้ามเนื้อเกร็ง

ใคร เสี่ยง โรคกระดูกพรุน

คุณหมอแบ่งกลุ่มเสี่ยงเป็น 2 กลุ่มคือ

  • กลุ่มที่ไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้
    1. อายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป
    2.  ผู้หญิงผิวขาวและผู้หญิงเอเชีย
    3.  เพศหญิง
    4. หมดประจำเดือนหรือถูกตัดรังไข่ทั้ง 2 ข้างก่อนอายุ 45 ปี
    5. โครงสร้างของร่างกายเล็ก (small body build)
    6. ญาติสายตรงเช่น บิดา มารดา พี่สาวหรือน้องสาวเป็นโรคกระดูกพรุนหรือมีกระดูกหักจากอันตรายที่ไม่รุนแรง
    7. เคยกระดูกหักจากจากอันตรายที่ไม่รุนแรง (Fragility fracture)
  • กลุ่มที่สามารถปรับเปลี่ยนได้
    1. ได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ
    2. ไม่ค่อยได้ออกแรง (Sedentary lifestyle)
    3.  สูบบุหรี่เป็นประจำ
    4. ดื่มสุรา หรือดื่มกาแฟ ปริมาณมากเป็นประจำ
    5. ดัชนีมวลกายต่ำกว่า 19 กิโลกรัมต่อตารางเมตร
    6. มีภาวะขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน (estrogen deficiency) เกิน 1 ปีขึ้นไป
    7. มีความเสี่ยงต่อการหกล้ม (propensity to falls) เช่น การเดินไม่มั่นคง การมองเห็นผิดปกติ ใช้ยานอนหลับเป็นประจำ ทานยาลดความดัน เป็นต้น

 

วินิจฉัยอย่างไร ว่าเราเข้าข่ายกระดูกพรุน

การวินิจฉัยว่าเป็นโรคกระดูกพรุนหรือไม่นั้น คุณหมอโพชฌงค์ อธิบายว่าทำได้ 2 กรณีคือ

  • กรณีกระดูกหักบริเวณกระดูกสันหลังหรือสะโพกจากอันตรายที่ไม่รุนแรง เช่น หกล้มบนพื้นราบ ตกจากเก้าอี้ หรือ เตียง
  • กรณีตรวจโดยใช้เครื่องเอกเรย์พิเศษ Dual-Energy X-ray Absorptiometry (DEXA) และดูค่าคะแนนที (T-score) แล้วพบว่ามีค่าคะแนนที >  -2.5 คะแนน

 

รักษาอย่างไร ให้กลับมาใช้ชีวิตได้เหมือนเดิม

การรักษาโรคกระดูกพรุนนั้นเพื่อลดความเสี่ยงที่กระดูกอาจหักเพิ่ม, ชะลอการสลายของกระดูกให้ช้าลง และให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยคุณหมอโพชฌงค์ อธิบายว่าต้องทำควบคู่ไปทั้ง 4 ด้าน ดังนี้

  • กำจัดปัจจัยเสี่ยงที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ เช่น ออกกำลังกายสม่ำเสมอ กินอาหารที่มีประโยชน์ ได้รับแคลเซียมเพียงพอ
  • ค้นหาโรคที่อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดภาวะกระดูกพรุน เช่น ภาวะฮอร์โมนผิดปกติ ภาวะการดูดซึมของระบบทางเดินอาหารผิดปกติ ภาวะปอดอุดกันเรื้อรัง หรือได้รับยาบางกลุ่มติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน
  • การรักษาโดยไม่ใช้ยากระตุ้น เช่น ออกกำลังกาย ป้องกันการหกล้ม จัดสภาพที่อยู่อาศัยให้เหมาะสม ใช้อุปกรณ์ช่วยเดินให้เหมาะสม
  • การรักษาโดยใช้ยาต้านกระดูกพรุน โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ ยากลุ่มต้านการสลายกระดูก และยากลุ่มเพิ่มการสร้างกระดูก เพื่อป้องกันการเกิดกระดูกหักหรือลดความเสี่ยงในการเกิดกระดูกหัก ลดอัตราการสลายกระดูก ลดความเจ็บปวดจากภาวะกระดูกหัก เป็นต้น

ดังนั้น หากพบว่าตนเองมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคกระดูกพรุน ควรมารับการตรวจวินิจฉัยโดยวิธีที่ถูกต้อง เพื่อให้สามารถให้การรักษาได้ทันก่อนที่จะมีภาวะแทรกซ้อนจากโรคกระดูกพรุนเกิดขึ้น เพราะหากป่วยเป็นโรคนี้แล้ว จะทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วย รวมถึงผู้ดูแลใกล้ชิดเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างมาก

ดร.นพ.โพชฌงค์ โชติญาณวงษ์
ศัลยศาตร์ออร์โธปิดิกส์ผู้สูงวัยและโรคกระดูกทางเมตะบอลิก
สถาบันกล้ามเนื้อกระดูกและข้อ
โรงพยาบาลพญาไท 3

แชร์


Loading...

“โรคกระดูกพรุน” ภัยเงียบที่ผู้สูงอายุต้องระวัง