เจาะลึกวิธีรักษาหลอดเลือดหัวใจตีบ ด้วยการผ่าตัดบายพาสหัวใจ (CABG) โดยแพทย์เฉพาะทาง

Image

แชร์


อาการเจ็บแน่นหน้าอก เหนื่อยง่ายโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือหายใจติดขัดขณะออกแรง อาจเป็นสัญญาณเตือนของ ‘โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ’ ซึ่งหากไม่ได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที อาจนำไปสู่ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน หรือหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันได้ โดยเฉพาะในผู้ที่มีหลอดเลือดหัวใจตีบหลายตำแหน่ง หรือมีโรคประจำตัวร่วม เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือไขมันในเลือดสูง

 

วันนี้เราจึงอยากพาทุกท่านมารู้จักกับ การผ่าตัดหลอดเลือดหัวใจ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘การผ่าตัดบายพาสหัวใจ’ (CABG : Coronary Artery Bypass Grafting) ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางการรักษาภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบหรืออุดตันที่มีประสิทธิภาพ และสามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยได้เป็นจำนวนมาก

 

การผ่าตัดหลอดเลือดหัวใจ คืออะไร?

การผ่าตัดหลอดเลือดหัวใจ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า การผ่าตัดบายพาสหัวใจ (Coronary Artery Bypass Grafting: CABG) เป็นการผ่าตัดเพื่อสร้างทางเดินใหม่ให้เลือด (Graft) ในผู้ป่วยที่มีภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ หรืออุดตันรุนแรง หรือในผู้ที่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน โดยศัลยแพทย์จะนำหลอดเลือดจากส่วนอื่นของร่างกายมาสร้างเป็นทางเดินเลือดใหม่ เพื่อให้เลือดสามารถไหลเวียนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ โดยไม่ต้องผ่านหลอดเลือดเดิมที่ตีบ หรืออุดตัน ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจได้รับเลือดและออกซิเจนอย่างเพียงพอ จึงช่วยลดอาการเจ็บแน่นหน้าอกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มอัตราการรอดชีวิตในผู้ป่วยได้ในหลายกรณี

 

การผ่าตัดบายพาสหัวใจ (CABG) เหมาะกับผู้ป่วยที่มีภาวะใดบ้าง?

การผ่าตัดหลอดเลือดหัวใจ หรือการผ่าตัดทำบายพาส (CABG) เป็นวิธีการรักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบรุนแรง หรืออุดตันซับซ้อน ซึ่งวิธีการรักษาอื่น เช่น การใช้ยา หรือการขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนและใส่ขดลวด (Percutaneous Coronary Intervention: PCI) อาจไม่ได้ผลหรือมีข้อจำกัด โดยเฉพาะในผู้ที่มีภาวะต่อไปนี้

  • มีโรคหลอดเลือดหัวใจตีบรุนแรงหลายเส้น (Multi-Vessel Disease) หรือมีการตีบบริเวณหลอดเลือดโคนซ้าย (Left Main Coronary Artery) ซึ่งไม่เหมาะกับการรักษาด้วยบอลลูน และใส่ขดลวด
  • ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีโรคหลอดเลือดหัวใจตีบหลายเส้น ซึ่งให้ผลการรักษาดีกว่าการขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนและขดลวด
  • ผู้ป่วยที่มีภาวะแทรกซ้อนหลังทำบอลลูนและใส่ขดลวด ซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีอื่น
  • ผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเรื้อรังที่ไม่ตอบสนองต่อยา และตรวจพบว่ากล้ามเนื้อหัวใจยังมีโอกาสฟื้นตัวหากได้รับเลือดไปเลี้ยงเพียงพอ
  • ผู้ป่วยที่รอดชีวิตจากภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน โดยมีหลอดเลือดตีบหลายเส้น หรือมีภาวะหัวใจล้มเหลวร่วมด้วย
  • มีอาการเจ็บแน่นหน้าอกอย่างรุนแรง (Refractory Angina) ที่ไม่ตอบสนองต่อการใช้ยา หรือการขยายหลอดเลือด
  • ผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวจากกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ที่ยังมีศักยภาพในการฟื้นฟูการทำงานของหัวใจหลังผ่าตัด

 

การเตรียมตัวก่อนผ่าตัดบายพาสหัวใจ (CABG)

การผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจ (CABG) เป็นหัตถการที่ซับซ้อน และต้องอาศัยความร่วมมือจากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหลายสาขา ทั้งอายุรแพทย์โรคหัวใจ วิสัญญีแพทย์ ศัลยแพทย์หัวใจ โดยกระบวนการเตรียมตัวก่อนผ่าตัดมีจุดประสงค์เพื่อประเมินความเหมาะสมของผู้ป่วย วางแผนการผ่าตัดให้ปลอดภัยสูงสุด และลดความเสี่ยงระหว่างและหลังการผ่าตัด ซึ่งประกอบด้วยขั้นตอนสำคัญดังนี้

  • การวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจ เริ่มจากการซักประวัติอาการ เช่น เจ็บแน่นหน้าอก เหนื่อยง่าย ร่วมกับการตรวจร่างกายโดยแพทย์เฉพาะทาง ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) และประเมินสมรรถภาพหัวใจด้วยการวิ่งสายพาน (EST) รวมถึงการตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Echocardiogram) เพื่อดูการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจและลิ้นหัวใจ โดยการตรวจสวนหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Angiogram) ถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่สุดในการระบุตำแหน่ง จำนวน และความรุนแรงของหลอดเลือดที่ตีบหรืออุดตัน
  • การประเมินความพร้อมก่อนผ่าตัด ก่อนการผ่าตัดหัวใจ แพทย์จะประเมินความพร้อมของร่างกายโดยการตรวจเลือด เพื่อประเมินความสมบูรณ์ของเลือด ค่าการทำงานของไต ตับ ระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด และการแข็งตัวของเลือด ร่วมกับการตรวจเอกซเรย์ปอด หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) หากจำเป็น
  • ก่อนการผ่าตัด ผู้ป่วยต้องงดน้ำและอาหารอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการสำลักขณะดมยาสลบ อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีแพทย์อาจอนุญาตให้จิบน้ำเล็กน้อย หรือรับประทานยาบางชนิดที่จำเป็นได้
  • เตรียมการปรับยา ต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ โดยยาบางชนิด เช่น ยาละลายลิ่มเลือด มักต้องหยุดล่วงหน้า 5-7 วัน หรือเปลี่ยนเป็นยาฉีดเพื่อลดความเสี่ยงเลือดออก ขณะเดียวกันยาบางกลุ่ม เช่น ยาความดัน ยาเบาหวานบางชนิด และยาโรคไทรอยด์ ควรรับประทานต่อเนื่องจนถึงวันผ่าตัดตามแพทย์สั่ง โดยห้ามหยุดยาเอง

 

ขั้นตอนการผ่าตัดบายพาสหัวใจ (CABG)

ในวันผ่าตัด ผู้ป่วยจะได้รับยาสลบโดยวิสัญญีแพทย์ พร้อมใส่ท่อช่วยหายใจ สายสวน และอุปกรณ์ติดตามสัญญาณชีพต่าง ๆ จากนั้นศัลยแพทย์จะเปิดกระดูกอกแบบกลาง (Median Sternotomy) เพื่อเข้าถึงหัวใจ และนำหลอดเลือดที่มีคุณภาพดี เช่น หลอดเลือดแดงภายในทรวงอก (Internal Mammary Artery) หลอดเลือดดำจากขา (Saphenous Vein) หรือหลอดเลือดแดงรัศมี (Radial Artery) มาสร้างเป็นทางเดินเลือดใหม่ เพื่อให้เลือดสามารถไหลเวียนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจแทนหลอดเลือดเดิมที่ตีบหรืออุดตัน

 

เมื่อต่อเส้นเลือดเสร็จ ศัลยแพทย์จะตรวจสอบการทำงานของหัวใจและเส้นเลือดที่ต่อใหม่ ทำการเย็บปิดแผล ก่อนย้ายผู้ป่วยเข้าหอผู้ป่วยวิกฤตหัวใจ (ICU) เพื่อเฝ้าระวังอาการอย่างใกล้ชิด โดยทั่วไปการผ่าตัดจะใช้เวลาประมาณ 3-6 ชั่วโมง ขึ้นกับความรุนแรง ความซับซ้อน และจำนวนหลอดเลือดที่ทำการผ่าตัด

 

ประเภทของการผ่าตัดบายพาสหัวใจ (CABG)

การผ่าตัดบายพาสมี 2 ประเภทหลัก ได้แก่

  • On-pump CABG คือการใช้เครื่องปอดและหัวใจเทียม (Heart-Lung Machine) เพื่อหยุดการเต้นของหัวใจในระหว่างผ่าตัด โดยเครื่องจะทำหน้าที่สูบฉีดเลือดและแลกเปลี่ยนออกซิเจนแทนหัวใจและปอด วิธีนี้ช่วยให้แพทย์ทำงานได้อย่างแม่นยำและปลอดภัย เหมาะกับผู้ป่วยที่มีหลอดเลือดตีบหลายตำแหน่งหรือซับซ้อน และเป็นวิธีดั้งเดิมที่ได้รับการยอมรับว่ามีผลการรักษาที่ดีทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
  • Off-pump CABG หรือ Beating-Heart Surgery เป็นการผ่าตัดโดยไม่ใช้เครื่องหัวใจและปอดเทียม ทำให้หัวใจยังคงเต้นอยู่ตลอดเวลาขณะผ่าตัด ทั้งนี้ ศัลยแพทย์จะใช้เครื่องช่วยตรึงหัวใจเฉพาะจุด (local stabilizer) เพื่อตรึงบริเวณผิวหัวใจให้คงที่และนิ่งพอสำหรับการเย็บต่อหลอดเลือดใหม่ ขณะที่หัวใจส่วนอื่นยังบีบตัวและคลายตัวตามจังหวะปกติ วิธีนี้ช่วยลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับการใช้เครื่องปอดและหัวใจเทียม เช่น การอักเสบทั่วร่างกายหรือภาวะเลือดออกผิดปกติ เหมาะกับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงหรือมีโรคแทรกซ้อนที่ไม่เหมาะกับการใช้เครื่องปอดและหัวใจเทียม

 

นอกจากนี้ ในบางกรณีอาจพิจารณาใช้เทคนิคผ่าตัดแบบส่องกล้องหรือหุ่นยนต์ (Minimally invasive/Robotic CABG) ซึ่งมีข้อดีคือแผลผ่าตัดเล็ก ฟื้นตัวเร็ว และลดภาวะแทรกซ้อนได้มาก

 

การพักฟื้นหลังการผ่าตัดบายพาสหัวใจ (CABG)

หลังการผ่าตัดบายพาสหัวใจ ผู้ป่วยจะได้รับการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดในหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) เป็นเวลา 1-2 วัน เพื่อประเมินและติดตามภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น เช่น ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ภาวะเลือดออก หรือความดันโลหิตผิดปกติ จากนั้นผู้ป่วยจะย้ายไปอยู่ห้องพักฟื้นทั่วไป โดยระยะเวลาการนอนโรงพยาบาลโดยรวมจะอยู่ที่ประมาณ 5-7 วัน ขึ้นกับสภาพร่างกาย โรคร่วม และภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น

 

ในขณะพักฟื้น แพทย์อาจมีการให้ยาต้านเกล็ดเลือด ยาลดไขมัน ยาควบคุมความดันโลหิต และยารักษาโรคร่วมตามความเหมาะสม เช่น ยาควบคุมเบาหวาน เพื่อป้องกันภาวะหลอดเลือดตีบซ้ำ

 

สำหรับผู้ป่วยบางราย อาจมีการเข้าร่วมโปรแกรมฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจ (Cardiac Rehabilitation) ซึ่งเป็นโปรแกรมแบบองค์รวมที่ช่วยส่งเสริมการทำงานของหัวใจ เพิ่มความแข็งแรงทางกายภาพ ลดความเครียด และลดโอกาสเกิดภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบซ้ำในอนาคตได้ดีขึ้น

 

การดูแลตนเองที่บ้านหลังการผ่าตัดบายพาสหัวใจ (CABG)

เมื่อกลับบ้านแล้ว ผู้ป่วยยังคงต้องดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงการรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการตีบซ้ำของหลอดเลือด รวมถึงต้องควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ เช่น

  • พักผ่อนให้เพียงพอ โดยนอนหลับให้ได้ 7-9 ชั่วโมงต่อคืน
  • งดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
  • หลีกเลี่ยงการยกของหนักเกิน 2 กิโลกรัม ประมาณ 1-2 เดือน หรือจนกว่าแพทย์จะอนุญาต
  • งดขับรถยนต์เป็นเวลา 6-8 สัปดาห์ หรือจนกว่าแพทย์จะประเมินว่าปลอดภัย
  • หากต้องทำกิจวัตรประจำวันที่รู้สึกเหนื่อย ควรมีเวลาหยุดพัก 20-30 นาที อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว น้ำตาล และคอเลสเตอรอลสูง หากต้องใช้น้ำมันปรุงอาหาร ควรเลือกใช้น้ำมันพืชแทนน้ำมันจากสัตว์ และใช้การลวก ต้ม นึ่ง หรืออบแทนการทอด
  • ออกกำลังกายเบา ๆ เช่น เดิน และเพิ่มความหนักหรือระดับความเข้มข้นตามคำแนะนำของแพทย์หรือนักกายภาพบำบัด โดยทั่วไปสามารถเริ่มกิจกรรมเบา ๆ ได้ภายใน 4-6 สัปดาห์ และกลับไปเล่นกีฬาได้หลัง 3-6 เดือน ขึ้นกับความแข็งแรงของร่างกาย โดยควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ
  • จัดการกับความเครียดด้วยวิธีการที่เหมาะสม เช่น การทำสมาธิ หรือการพูดคุยกับเพื่อนและครอบครัว
  • ดูแลแผลผ่าตัดให้สะอาดและแห้ง โดยใน 1-2 สัปดาห์แรกไม่ควรให้แผลเปียกน้ำ หากแผลแห้งและหายดีแล้วสามารถอาบน้ำได้ตามปกติ
  • หมั่นสังเกตอาการผิดปกติ หากพบว่ามีไข้สูง ปวด บวม แดง หรือมีน้ำเหลืองไหลจากแผล ควรรีบพบแพทย์

 

ข้อแตกต่างระหว่างการผ่าตัดบายพาสหัวใจ (CABG) กับการขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนและใส่ขดลวด (PCI)

คุณสมบัติ การผ่าตัดบายพาสหัวใจ

(CABG)

การขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนและใส่ขดลวด

(Balloon Angioplasty / PCI)

การรักษา ผ่าตัดเปิดหน้าอก นำหลอดเลือดจากร่างกายมาเชื่อมข้ามจุดที่หลอดเลือดตีบ ใส่สายสวนผ่านหลอดเลือด ใช้บอลลูนขยายหลอดเลือดที่ตีบ พร้อมใส่ขดลวด (Stent)
ขนาดของหัตถการ เป็นการผ่าตัดใหญ่ (Invasive) เป็นหัตถการขนาดเล็กถึงปานกลาง (Minimally Invasive Procedure)
เวลาทำหัตถการ และการนอน รพ. ผ่าตัด 3-6 ชั่วโมง นอนโรงพยาบาล 7-10 วัน 1-2 ชม. นอนโรงพยาบาล 1–2 วัน
เวลาในการฟื้นตัว ใช้เวลาหลายสัปดาห์ถึงเดือน ฟื้นตัวเร็ว กลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ภายในไม่กี่วัน
ความเหมาะสมกับโรค หลอดเลือดตีบหลายตำแหน่ง หรือมีโรคเบาหวานร่วมด้วย หลอดเลือดตีบเฉพาะจุด และไม่ซับซ้อน
ผลลัพธ์ระยะยาว ลดความเสี่ยงการเกิดภาวะหัวใจขาดเลือดซ้ำในระยะยาว มีโอกาสเกิดการตีบซ้ำได้ โดยเฉพาะในกรณีไม่ใส่ขดลวดเคลือบยา
การทำหัตถการซ้ำ โอกาสน้อยกว่าการขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูน มีโอกาสกลับมาทำหัตถการซ้ำ โดยเฉพาะกรณีหลอดเลือดตีบซ้ำ
ความเสี่ยงระหว่างผ่าตัด เสี่ยงสูงกว่า เช่น เสียเลือด ติดเชื้อ หัวใจล้มเหลว เสี่ยงต่ำกว่า เช่น หลอดเลือดแตก ลิ่มเลือดอุดตัน
ค่าใช้จ่ายโดยรวม สูงกว่า ต่ำกว่า

 

การผ่าตัดบายพาสหัวใจ (CABG) เป็นการรักษาที่ได้มาตรฐานและตอบโจทย์ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรืออุดตันขั้นรุนแรง ที่ โรงพยาบาลพญาไท พหลโยธิน พร้อมให้บริการดูแลรักษาโรคหัวใจโดยทีมแพทย์เฉพาะทาง ที่ครอบคลุมตั้งแต่การตรวจ วินิจฉัย การรักษาด้วยยา การทำหัตถการต่าง ๆ ไปจนถึงการผ่าตัดบายพาสหัวใจ ด้วยเทคโนโลยีและเครื่องมือที่ทันสมัย ภายใต้แนวคิด Value Health Care ซึ่งผสานทั้งคุณภาพการรักษาและความคุ้มค่าไว้ด้วยกัน เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่ดีเยี่ยมได้อย่างมั่นใจ โดยไม่ต้องกังวลกับค่าใช้จ่ายที่เกินจำเป็น

 

‘มารักษาหัวใจให้แข็งแรง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าในทุก ๆ วัน’

 

 

นพ. นิพนธ์ ศรีสุวนันท์
อายุรแพทย์โรคหัวใจ
โรงพยาบาลพญาไท พหลโยธิน

Loading...

แชร์


Loading...