ปัจจุบันการตรวจคัดกรองมะเร็งสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การถ่ายภาพด้วยเครื่องมือแพทย์ อย่าง เอกซเรย์ CT Scan หรือ MRI การส่องกล้องตรวจอวัยวะภายใน และการตัดชิ้นเนื้อเพื่อตรวจทางพยาธิวิทยา ซึ่งเป็นวิธีมาตรฐานที่ใช้กันมายาวนาน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีเทคโนโลยีใหม่ที่ทันสมัยและสะดวกกว่า คือ การตรวจ ctDNA (Circulating Tumor DNA)
CtDNA คืออะไร ?
CtDNA (Circulating Tumor DNA) คือ ชิ้นส่วนของสารพันธุกรรม (DNA) ที่หลุดออกมาจากเซลล์มะเร็งเข้าสู่กระแสเลือด อาจเกิดจากทั้งกระบวนการตายของเซลล์มะเร็ง หรือการหลั่ง DNA โดยตรงจากเซลล์มะเร็ง ส่งผลให้ผู้ป่วยมีปริมาณ CtDNA ในเลือดสูงกว่าปกติ
โดยทั่วไป สามารถตรวจ CtDNA ได้ด้วยเทคนิค Next-Generation Sequencing (NGS) ผ่านการเจาะเลือดเพียงครั้งเดียว (liquid biopsy) วิธีนี้สะดวก รวดเร็ว และช่วยลดความเจ็บปวดเมื่อเทียบกับการตัดชิ้นเนื้อแบบดั้งเดิม
CtDNA ตรวจคัดกรองมะเร็งได้กี่ชนิด ?
เทคโนโลยีการตรวจ CtDNA สามารถใช้คัดกรองมะเร็งหลายชนิดพร้อมกันได้ เนื่องจากเซลล์มะเร็งแต่ละชนิดมีรหัสพันธุกรรมเฉพาะตัว ทำให้การตรวจ CtDNA สามารถระบุความผิดปกติและชี้ได้ว่าเซลล์มะเร็งอาจเกิดขึ้นที่อวัยวะใด จำนวนชนิดมะเร็งที่ตรวจได้โดยทั่วไป ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีที่ใช้และรูปแบบบริการของแต่ละสถานพยาบาล โดยทั่วไปการตรวจคัดกรองมะเร็งครอบคลุม 5 ชนิดหลัก ได้แก่
- มะเร็งปอด
- มะเร็งเต้านม
- มะเร็งตับ
- มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
- มะเร็งกระเพาะอาหาร
สำหรับการตรวจที่ครอบคลุมมากขึ้นถึง 10 ชนิด จะรวมถึง
- มะเร็งตับอ่อน
- มะเร็งรังไข่
- มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก
- มะเร็งหลอดอาหาร
- มะเร็งศีรษะและลำคอ
คัดกรอง 5 มะเร็งร้าย ด้วยการตรวจ CtDNA ที่ Elite Lifestyle Wellness Center
ที่ Elite Lifestyle Wellness Center โรงพยาบาลพญาไท พหลโยธิน มีโปรแกรมตรวจคัดกรองมะเร็งด้วยเทคโนโลยี Circulating Tumor DNA (ctDNA) ซึ่งครอบคลุมมะเร็ง 5 ชนิดหลัก ได้แก่
- มะเร็งตับ เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ตับ ซึ่งมักไม่แสดงอาการในระยะแรก เมื่อเข้าสู่ระยะลุกลามอาจมีอาการแน่นท้อง ปวดชายโครงขวา ตัวเหลือง ตาเหลือง น้ำหนักลดหรือท้องบวม การตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจะช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาให้หายได้สูง การตรวจ CtDNA สามารถจะช่วยคัดกรองได้ตั้งแต่ระยะแรกที่ยังไม่ปรากฏอาการ
- มะเร็งเต้านม เป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดในผู้หญิง เกิดจากการแบ่งตัวของเซลล์เนื้อเยื่อเต้านมผิดปกติ อาจตรวจพบก้อนเนื้อ ผิวหนังเต้านมเปลี่ยนแปลง หรือหัวนมผิดรูป แต่ในหลายกรณีอาจไม่มีอาการชัดเจนในระยะแรก การตรวจ CtDNA เป็นการตรวจจับดีเอ็นเอของเซลล์มะเร็งเต้านมที่ไหลเวียนในกระแสเลือด จึงเป็นการคัดกรองที่สะดวก นอกเหนือจากการทำแมมโมแกรมหรืออัลตราซาวด์เต้านม
- มะเร็งปอด เป็นสาเหตุการเสียชีวิตจากมะเร็งอันดับต้น ๆ ปัจจัยเสี่ยงสำคัญคือการสูบบุหรี่และการสัมผัสสารพิษ อาการเริ่มต้นที่อาจพบ เช่น ไอเรื้อรัง มีเลือดปนเสมหะ หรือหายใจลำบาก แต่มักตรวจพบช้า การตรวจ CtDNA สามารถระบุความผิดปกติของยีนที่สัมพันธ์กับมะเร็งปอด ทำให้ตรวจพบโรคได้เร็วกว่าการรอให้อาการปรากฏ
- มะเร็งลำไส้ใหญ่ เกิดจากความผิดปกติของผนังลำไส้ใหญ่ อาจพบเลือดปนในอุจจาระ ท้องผูกสลับท้องเสีย หรือรูปร่างอุจจาระเปลี่ยนไป ผู้ป่วยบางรายอาจไม่มีอาการชัดเจน การตรวจแบบมาตรฐานมักใช้การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ แต่การตรวจ CtDNA เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สะดวกกว่า โดยสามารถตรวจหาชิ้นส่วน DNA ของเซลล์มะเร็งที่ปะปนอยู่ในเลือด
- มะเร็งกระเพาะอาหาร มักมีอาการคล้ายโรคกระเพาะอาหาร เช่น แน่นท้อง ท้องอืด หรืออาหารไม่ย่อย ทำให้หลายครั้งไม่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งตั้งแต่แรกเริ่ม ผู้ป่วยอาจสังเกตพบเพียงน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ การตรวจ CtDNA สามารถช่วยให้พบโรคได้ตั้งแต่ยังไม่มีอาการรุนแรง
ขั้นตอนการตรวจ ctDNA
การตรวจ ctDNA มีขั้นตอนที่ไม่ซับซ้อนหรือยุ่งยาก ดังนี้
- แพทย์จะอธิบายภาพรวมของการตรวจ ctDNA ให้ผู้เข้ารับการตรวจทราบก่อนว่า เป็นการตรวจ ชิ้นส่วนดีเอ็นเอจากเซลล์มะเร็งในกระแสเลือด จุดเด่นคือ มีความจำเพาะสูง (Specificity) ทำให้โอกาสเกิดผลบวกลวงมีน้อย อย่างไรก็ตาม ความไว (Sensitivity) อาจมีข้อจำกัด โดยเฉพาะในมะเร็งระยะแรกเริ่ม
- เก็บตัวอย่างเลือดโดยเจาะเลือดที่แขน 10-20 มิลลิลิตร ใส่ในหลอดชนิดพิเศษเพื่อป้องกันการสลายของ DNA
- นำเลือดไปปั่นเพื่อแยกพลาสมาซึ่งมี CtDNA อยู่ จากนั้นจึงสกัดและวิเคราะห์ CtDNA ด้วยเทคนิคทางพันธุกรรมขั้นสูง เพื่อตรวจหาความผิดปกติของยีนที่บ่งชี้ถึงมะเร็ง
- แพทย์จะวิเคราะห์ผลร่วมกับประวัติและปัจจัยเสี่ยง หากพบความผิดปกติของยีนที่สัมพันธ์กับความเสี่ยงมะเร็ง เช่น มะเร็งตับ มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่ หรือมะเร็งกระเพาะอาหาร แพทย์จะแนะนำการตรวจยืนยันเพิ่มเติมตามความเหมาะสม เช่น CT scan, MRI, PET scan หรือ การตรวจชิ้นเนื้อ (biopsy)
ความแม่นยำของการตรวจ ctDNA
การตรวจ ctDNA เป็นวิธีที่ได้รับการยอมรับว่ามีความแม่นยำสูง โดยเฉพาะในการตรวจหามะเร็งระยะเริ่มต้น ดังนี้
- ความจำเพาะ (Specificity) สูงถึงประมาณ 8% หมายถึงโอกาสที่ผลตรวจจะออกมาเป็นบวก (พบมะเร็ง) ทั้งที่จริงแล้วไม่มีมะเร็งนั้นมีน้อยมาก ผลบวกลวงจึงแทบไม่เกิดขึ้น
- ความไว (Sensitivity) อยู่ที่ประมาณ 1% ซึ่งแสดงถึงความสามารถในการตรวจจับมะเร็งที่มีอยู่จริงในร่างกาย
อย่างไรก็ตาม ความแม่นยำของการตรวจอาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับชนิดและระยะของมะเร็ง รวมถึงปริมาณ ctDNA ในเลือด
ใครบ้างที่ควรตรวจ ctDNA และข้อจำกัดที่ควรรู้
การตรวจ ctDNA (Circulating Tumor DNA) เป็นนวัตกรรมการคัดกรองมะเร็งที่สะดวกและมีความแม่นยำสูง เหมาะกับทั้งบุคคลทั่วไปที่ใส่ใจสุขภาพ และผู้ที่มีความเสี่ยง โดยกลุ่มที่ควรพิจารณาตรวจ ได้แก่
- อายุ 18 ปีขึ้นไป ที่ต้องการตรวจเชิงป้องกัน แม้ไม่มีอาการหรือประวัติครอบครัวเป็นมะเร็ง
- ผู้ที่ต้องการตรวจสุขภาพประจำปีแบบเชิงรุก เพื่อหาความเสี่ยงมะเร็ง
- ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป เนื่องจากมีความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเพิ่มขึ้นตามวัย
- ผู้ที่มีประวัติครอบครัวสายตรงเป็นมะเร็ง เช่น พ่อ แม่ หรือพี่น้อง
- ผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น สูบบุหรี่จัด หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ
- ผู้ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมเสี่ยง เช่น เขตอุตสาหกรรม เหมืองแร่ หรือสัมผัสสารก่อมะเร็งและฝุ่น 5 เป็นเวลานาน
- ผู้ที่มีอาการผิดปกติเรื้อรัง เช่น ไอเรื้อรัง ปวดท้องหรือปวดหลังต่อเนื่อง ระบบขับถ่ายผิดปกติ อ่อนเพลีย หรือมีน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
- ผู้ป่วยมะเร็ง เพื่อติดตามผลการรักษา หรือเฝ้าระวังการกลับมาเป็นซ้ำ
- ผู้ที่ไม่สามารถตรวจชิ้นเนื้อได้ หรือไม่ต้องการเจาะชิ้นเนื้อ
ข้อจำกัดของการตรวจ ctDNA
- ไม่เหมาะสำหรับหญิงตั้งครรภ์
- ไม่ควรตรวจในผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายไขกระดูก หรือให้หรือรับเลือดภายใน 3 เดือนที่ผ่านมา เพราะอาจส่งผลต่อความแม่นยำ
- ผู้ที่รอผลวินิจฉัยมะเร็งควรหลีกเลี่ยงการตรวจ เนื่องจาก ctDNA ออกแบบเพื่อการคัดกรองและติดตาม ไม่ใช่การยืนยันการวินิจฉัย
การติดตามและวางแผนรักษาหากตรวจ CtDNA พบความผิดปกติ
การตรวจ Circulating Tumor DNA (CtDNA) ที่ Elite Lifestyle Wellness Center พญาไท ไม่เพียงช่วยคัดกรองความเสี่ยงมะเร็งในระยะเริ่มต้น แต่ยังมีระบบการดูแลที่ต่อเนื่อง หากผลตรวจพบความผิดปกติ ผู้รับบริการจะได้รับการดูแลแบบองค์รวม ดังนี้
- พบแพทย์เฉพาะทาง หากผลตรวจ CtDNA บ่งชี้ถึงความผิดปกติ แพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งจะทำการอธิบายผลอย่างละเอียด พร้อมวิเคราะห์การกลายพันธุ์ของยีนที่ตรวจพบ เพื่อประเมินความเสี่ยงและกำหนดแนวทางตรวจเพิ่มเติมอย่างเหมาะสม
- การตรวจยืนยัน ด้วยเครื่องมือต่าง ๆ ตามความเหมาะสม เพื่อยืนยันผลการวินิจฉัย และหาตำแหน่งของความผิดปกติ
- วางแผนการรักษา โดยทีมแพทย์สหสาขาจะร่วมกันวางแผนการรักษาที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัด การให้ยาเคมีบำบัด การฉายรังสี การใช้ยาแบบมุ่งเป้า (Targeted Therapy) ที่ตรงกับยีนผิดปกติที่ตรวจพบ รวมถึงการรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy)
- ติดตามผลการรักษา การตรวจ CtDNA สามารถใช้ติดตามปริมาณสารพันธุกรรมของเซลล์มะเร็งในเลือด หากพบว่า ctDNA ลดลง แสดงว่าการรักษาได้ผล แต่หากพบเซลล์มะเร็งตกค้าง (Minimal Residual Disease) แพทย์จะปรับแผนการรักษา เพื่อลดความเสี่ยงของการกลับมาเป็นซ้ำ
- ให้การดูแลแบบองค์รวม พร้อมให้ข้อมูลที่ครบถ้วนในการรักษา เพื่อให้ผู้ป่วยได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจกับทีมแพทย์ในทุกขั้นตอน
หากท่านมีข้อสงสัย หรือสนใจการตรวจคัดกรองมะเร็ง CtDNA สามารถเข้ารับคำปรึกษากับทีมแพทย์เฉพาะทางได้ที่ Elite Lifestyle Wellness Center โรงพยาบาลพญาไท พหลโยธิน ที่นี่เราให้บริการตามแนวคิด Value Care ซึ่งเน้นความคุ้มค่า ครอบคลุม และตอบโจทย์การดูแลสุขภาพในทุกมิติ ตั้งแต่ การป้องกัน คัดกรอง วินิจฉัย รักษา ติดตามผล และให้คำแนะนำด้านสุขภาพที่เหมาะสมเป็นรายบุคคล เราพร้อมดูแลทั้งสุขภาพกายและใจ เพื่อให้คุณและคนที่คุณรักมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด
FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการตรวจ CtDNA
Q: ใช้เวลานานแค่ไหนในการรอผลตรวจ CtDNA ?
A: โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 10-14 วันทำการ ขึ้นอยู่กับห้องปฏิบัติการที่ส่งตรวจ
Q: การตรวจ CtDNA ต้องตรวจซ้ำบ่อยแค่ไหน ?
A: ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงและดุลยพินิจของแพทย์ โดยทั่วไปแนะนำให้ตรวจซ้ำทุก 1-2 ปี เพื่อการคัดกรองอย่างต่อเนื่อง
Q: หากผลตรวจปกติ CtDNA ยังจำเป็นต้องตรวจด้วยวิธีอื่นอีกหรือไม่ ?
A: จำเป็นอย่างยิ่ง การตรวจ CtDNA เป็นเพียงการคัดกรองเสริมเท่านั้น ควรตรวจสุขภาพและคัดกรองมะเร็งตามคำแนะนำของแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เช่น เอกซเรย์ปอด ตรวจแมมโมแกรม ส่องกล้องลำไส้ใหญ่
Q: การตรวจ CtDNA ใช้เพื่อการรักษาได้หรือไม่ ?
A: การตรวจ CtDNA เป็นเครื่องมือในการคัดกรองและติดตาม ไม่ใช่การรักษาโดยตรง แต่ผลตรวจสามารถช่วยให้แพทย์ตัดสินใจเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมและตรงจุดมากขึ้น เช่น การเลือกใช้ยาเคมีบำบัด หรือการติดตามผลการรักษา
พญ. กอบกุลยา จึงประเสริฐศรี
แพทย์ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์ชะลอวัย
โรงพยาบาลพญาไท 2 และโรงพยาบาลพญาไท พหลโยธิน
