ต้อหิน (glaucoma) เป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการเสื่อมของขั้วประสาทตา มีความดันในลูกตาร่วมกับการสูญเสียของลานสายตา ส่งผลต่อการมองเห็น ต้อหินเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดตาบอดชนิดถาวร ไม่สามารถกลับมามองเห็นเป็นปกติได้ แม้จะรักษาด้วยวิธีผ่าตัดแล้วก็ตาม ปัจจุบันมีวิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด คือการควบคุมไม่ให้ลุกลามมากขึ้นจากวันที่ตรวจพบ แต่อย่างไรก็ตาม ต้อหินยังพอมีวิธีป้องกัน หากสามารถตรวจพบโรคได้เร็ว ชนิดที่ว่ายิ่งเร็วยิ่งดี ก็จะช่วยรักษาการมองเห็นให้อยู่กับเราได้นานขึ้น
ทำความเข้าใจ “โรคต้อหิน”
ต้อหิน เกิดได้กับทุกเพศทุกวัย แต่ส่วนใหญ่มักพบในกลุ่มผู้สูงอายุ หรือตั้งแต่ 40- 60 ปี โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นต้อหิน สายตาสั้น หรือยาวมาก ผู้เป็นโรคเบาหวาน หรือมีโรคเกี่ยวกับเลือด และหลอดเลือด คนที่ใช้ยาหยอดตาที่มีสารสเตียรอยด์ ควรตรวจวัดความดันลูกตาและขั้วประสาทตาบ้าง รวมถึงตรวจซํ้าๆ ทุกๆ 1-5 ปี ทั้งนี้ ต้อหินเป็นโรคทางตาที่เป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาตาบอด มากเป็นอันดับ 2 รองจากต้อกระจก ซึ่งต้อหินเกิดจากความดันภายในลูกตาสูงไปกดขั้วประสาทตา ทําให้ขั้วประสาทตาเสื่อม หรือฝ่อ เนื่องจากขาดเลือดไปเลี้ยงและลานสายตาแคบลง
ประเภทของต้อหิน
- ต้อหินมุมปิด (Angle–Closure Glaucoma) ต้อหินประเภทนี้พบได้น้อยกว่าต้อหินมุมเปิด เกิดจากมุมตาถูกม่านตาปิดกั้น และมีการขัดขวางการไหลเวียนของนํ้าในลูกตาชนิดที่เกิดขึ้นเฉียบพลัน ส่งผลให้น้ำหล่อเลี้ยงลูกตาไม่สามารถไหลเวียนออกได้ปกติ ส่งผลให้ความดันตาสูงตามมา ผู้ป่วยจะมีอาการปวดตา ตามัว ตาแดง ลืมตาไม่ขึ้น ภายใน 30-60 นาที จะมองเห็นสีรุ้งรอบดวงไฟ และอาจมีอาการของระบบทางเดินอาหาร เช่น คลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย ต้อหินชนิดนี้มีโอกาสรักษาให้หายขาดได้หากถึงมือแพทย์เร็ว แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้เกิน 2-3 วัน อาจตาบอด
- ต้อหินมุมเปิด (primary open angle glaucoma) เป็นต้อหินชนิดที่เส้นประสาทตาค่อยๆ เสียไป พบได้บ่อยกว่าต้อหินประเภทอื่น เกิดจากการอุดตันของ trabecular meshwork ทำให้น้ำหล่อเลี้ยงลูกตาไม่สามารถไหลเวียนออกได้ตามปกติ จึงเกิดความดันตาสูง และส่งผลให้ประสาทตาถูกทำลายโดยผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่รู้ตัว ไม่มีอาการผิดปกติ ไม่เจ็บ ไม่ปวด จึงมาพบแพทย์ช้า ผู้ป่วยจะมีลานสายตาแคบลงมองด้านข้างไม่เห็น มักเดินชนของจึงเริ่มมาพบแพทย์เมื่อเป็นมากแล้ว ต้อหินชนิดนี้หากได้รับการวินิจฉัยเร็ว ก็สามารถเก็บรักษาสายตาส่วนที่เหลือไว้ได้มากกว่าพบในระยะท้ายของโรค ปัจจุบันยังไม่พบการรักษาโรคต้อหินมุมเปิดให้หายขาดได้
อย่างไรก็ตาม คนทั่วไปจะไม่ทราบว่าตัวเองเริ่มเป็นต้อหิน จนกว่าจะมาพบจักษุแพทย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มต้อหินที่เป็นระยะเรื้อรัง จากความเสื่อมแบบค่อยเป็นค่อยไป
ใครมีความเสี่ยง “ต้อหิน”
- เชื้อชาติแอฟริกัน อเมริกัน จะพบต้อหินสูงกว่าคนผิวขาว 6-8 เท่า ส่วนคนเชื้อชาติเอเชีย จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดต้อหินมุมปิด
- อายุ มากกว่า 40 ปี
- มีประวัติครอบครัวเป็นโรคต้อหิน
- ตรวจสุขภาพตาแล้วพบความดันลูกตาสูง
- เคยมีอุบัติเหตุเกี่ยวกับดวงตา
- การใช้ยาสเตียรอยด์
- นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น สายตายาว หรือสั้นมาก กระจกตาบาง โรคเบาหวาน ไมเกรน
วิธีการรักษาโรคต้อหิน
เนื่องจากโรคนี้เส้นประสาทตาจะถูกทำลายอย่างถาวร การรักษาจึงเป็นการประคับประคอง เพื่อให้ประสาทตาไม่ถูกทำลายมากขึ้น และเพื่อคงการมองเห็นที่มีอยู่ให้นานที่สุด ทั้งนี้ การรักษาขึ้นกับชนิด และระยะของโรค ในกรณีผู้ป่วยต้อหินระยะเฉียบพลัน ควรเข้ารับการรักษากับจักษุแพทย์ให้เร็วที่สุด เพื่อลดความดันตาให้ลงสู่ระดับปกติ ก่อนที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างถาวรกับประสาทตา
การรักษา ประกอบด้วยการให้ยาหยอดตา ยารับประทาน เป้าหมายเพื่อลดความดันตาให้อยู่ในระดับที่ประสาทตาไม่ถูกทำลายมากขึ้น
- รักษาด้วยยา: ปัจจุบันยารักษาต้อหินมีหลายกลุ่ม ซึ่งยาหยอดเหล่านี้จะออกฤทธิ์ลดการสร้างน้ำหล่อเลี้ยงลูกตา หรือช่วยให้การไหลเวียนออกของน้ำหล่อเลี้ยงลูกตาดีขึ้น จึงจำเป็นต้องหยอดยาอย่างสม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง โดยแพทย์จะนัดติดตามอาการเป็นระยะๆ เพื่อประเมินผลการรักษา การดำเนินโรคและผลข้างเคียงจากยา
- รักษาด้วยการใช้เลเซอร์: ในส่วนของการรักษาด้วยประเภทของเลเซอร์ที่ใช้จะขึ้นกับชนิดของต้อหินและระยะของโรค
- รักษาด้วยการผ่าตัด: การผ่าตัด ใช้รักษาผู้ป่วยที่การรักษาด้วยยาหรือเลเซอร์ไม่สามารถควบคุมความดันตาได้ ซึ่งมีทั้งการผ่าตัดทำทางระบายสำหรับน้ำหล่อเลี้ยงลูกตาใหม่เพื่อลดความดันตา หรือผ่าตัดด้วยการใส่ท่อระบายเพื่อลดความดันตา โดยวิธีการผ่าตัดนั้นจักษุแพทย์ผู้ให้การรักษาจะพิจารณาตามความเหมาะของผู้ป่วยแต่ละราย
การตรวจติดตามที่เหมาะสมตามอาการ
การตรวจติดตามขึ้นกับผู้ป่วยแต่ละราย หากอยู่ในช่วงเริ่มรับการรักษาโดยจักษุแพทย์ยังไม่มั่นใจว่ายาที่คุมอยู่สามารถชะลอการดำเนินโรคได้จริง ก็จะนัดหมายการตรวจติดตามถี่ขึ้น เช่น ทุก 1 หรือ 2เดือน บางรายที่คุมโรคได้ดีมากๆ มีการประเมินว่าถึงเป้าหมายการรักษาแล้ว โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงของลานสายตา ความหนาของเส้นประสาทตา จักษุแพทย์อาจนัดหมายโดยเว้นระยะห่างได้จนถึง 4 เดือน
ข้อควรระวัง กับการใช้ยารักษาโรคต้อหิน
ยาส่วนใหญ่จักษุแพทย์ให้หยอดวันละ 1 ครั้งก่อนนอน เนื่องจากเป็นยารุ่นใหม่ กลุ่มที่ออกฤทธิ์ได้ 24 ชม.โดยการออกฤทธิ์จะมีประสิทธิภาพดีช่วงเย็น และเพียงวันละ 1 ครั้ง การหยอดเพิ่มขึ้นไม่ได้ประโยชน์ และยังเกิดโทษได้ด้วย การหยอดในปริมาณที่มากเกินวันละ 1 ครั้งโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ อาจส่งผลให้เกิดการอักเสบในตา ส่งผลร้ายให้ความดันตาแย่ลง จักษุแพทย์จะประเมินการให้ยาตามความเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย เลือกให้ผู้ป่วยใช้ยาที่ใช้ง่ายที่สุดโดยใช้ให้น้อยครั้งที่สุดในแต่ละวัน เพื่อความร่วมมือในการรักษาได้ในระยะยาว นอกจากนี้ ยังต้องดูระดับความดันตาของผู้ป่วย เพื่อเลือกยาที่มีประสิทธิภาพและตรงกับอาการ รวมไปถึงโรคประจำตัว ผลข้างเคียงจากการแพ้ยาร่วมด้วย
