ลองจินตนาการว่า! คุณใช้มือเปล่าสัมผัสสายไฟ หรืออุปกรณ์ที่มีกระแสไฟฟ้าไหลผ่าน สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ กระแสไฟฟ้าจะไหลเข้าสู่ร่างกายผ่านจุดสัมผัสโดยตรง และกระจายไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย ส่งผลให้เซลล์ เนื้อเยื่อ หลอดเลือด และอวัยวะภายในได้รับความเสียหาย ซึ่งระดับความรุนแรงของอาการจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งที่สัมผัส ระยะเวลาที่ได้รับกระแสไฟฟ้า รวมถึงประเภท และแรงดันของไฟฟ้า
ไฟดูด ไฟช็อต ส่งผลต่อร่างกายอย่างไร ได้บ้าง?
เมื่อร่างกายได้รับกระแสไฟฟ้า หรือที่เรียกว่า ไฟดูด และ ไฟช็อต ผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจแตกต่างกันไป หากเป็นกระแสไฟฟ้าต่ำและสัมผัสเพียงช่วงสั้นๆ อาจรู้สึกชา หรือสะดุ้งเล็กน้อยโดยไม่มีอันตรายร้ายแรง แต่หากเป็นกระแสไฟฟ้าแรงสูง หรือถูกไฟดูดเป็นเวลานาน อาจก่อให้เกิดผลกระทบร้ายแรง เช่น กล้ามเนื้อเกร็งจนไม่สามารถปล่อยมือ แผลไหม้ หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือหยุดเต้น ระบบประสาทเสียหายจนหมดสติ หรือเกิดภาวะชัก และในกรณีรุนแรงอาจถึงแก่ชีวิต
อวัยวะ และระบบการทำงานในร่างกายที่อาจได้รับผลกระทบรุนแรงจากไฟดูดไฟช็อต
- หัวใจ อาจเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmia) หัวใจสั่นพลิ้ว (Atrial Fibrillation – AF) หัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรง (Ventricular Fibrillation; VF) ทำให้หัวใจหยุดเต้นกะทันหัน หรือหัวใจหยุดเต้นโดยไม่มีสัญญาณไฟฟ้าเลย (Asystole) ซึ่งภาวะหัวใจหยุดเต้น มักเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้ที่ถูกไฟดูดเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ
- ระบบประสาท เซลล์ประสาทเสียหาย เกิดการบาดเจ็บที่เซลล์สมอง และไขสันหลังซึ่งอาจทำให้เกิดอาการชา หรือเป็นอัมพาต อาการที่เห็นได้ชัดก่อนอาจเป็นมึนงง คลื่นไส้ ควบคุมร่างกายไม่ได้
- กล้ามเนื้อ เกิดการหดเกร็งของกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง มีอาการเจ็บปวด เกิดรอยฟกช้ำหรือบวม ซึ่งนำไปสู่ภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรงในอนาคตได้
- ปอด กล้ามเนื้อปอดเสียหาย อาจส่งผลให้หายใจลำบาก โดยเฉพาะในกรณีที่กระแสไฟฟ้ากระทบโดยตรงกับบริเวณหน้าอกและปอด ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเนื้อเยื่อปอดและกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับการหายใจ อาจนำไปสู่ภาวะระบบทางเดินหายใจบกพร่อง หากไม่ได้รับการฟื้นฟูอย่างเหมาะสม อาจทำให้การทำงานของระบบหายใจเสื่อมลงอย่างรุนแรง และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายต่อชีวิต
- ไต เกิดภาวะกล้ามเนื้อสลายตัว (Rhabdomyolysis) ซึ่งส่งผลกระทบต่อไตอย่างรุนแรง โดยเฉพาะหากมีการปล่อยสารเคมีเข้าสู่กระแสเลือด จะนำไปสู่ภาวะไตวายได้ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจทำให้ไตเสียหายรุนแรง จนจำเป็นต้องใช้การฟอกเลือดเพื่อช่วยให้ไตทำงานต่อไปได้
การช่วยเหลือผู้ถูกไฟดูด หรือไฟช็อตอย่างถูกวิธี และข้อควรระวัง
การช่วยเหลือต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของทั้งผู้ช่วยเหลือ และผู้บาดเจ็บ โดยมีขั้นตอนดังนี้
- ตัดกระแสไฟฟ้าทันที และต้องแน่ใจว่ากระแสไฟฟ้าถูกตัดแล้วก่อนเข้าช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ
- หากมีสายไฟพาดอยู่บนตัวผู้บาดเจ็บให้ วัสดุที่ไม่นำไฟฟ้า เช่น ไม้แห้ง ผ้าแห้ง หรือสายยาง เขี่ยสายไฟออก ห้ามสัมผัสผู้บาดเจ็บโดยตรง
- หากผู้บาดเจ็บอยู่ในจุดที่ไม่ปลอดภัย ควรเคลื่อนย้ายออกจากบริเวณเสี่ยงอย่างระมัดระวัง โดยเลี่ยงอุบัติเหตุซ้ำซ้อน ถ้าผู้บาดเจ็บไม่ได้อยู่ในบริเวณที่มีอันตราย ควรหลีกเลี่ยงการเคลื่อนย้ายจนกว่าผู้เชี่ยวชาญจะมาถึง
- โทรแจ้งหน่วยแพทย์ฉุกเฉินทันที และในระหว่างรอคอยตรวจสอบการหายใจ และจังหวะการเต้นของหัวใจ หากผู้บาดเจ็บหยุดหายใจควรทำการปั๊มหัวใจ (CPR)
- หากผู้ได้รับบาดเจ็บยังมีสติ และมีแผลไหม้ ควรทำให้แผลเย็นลงทันทีโดยใช้น้ำประปาที่สะอาด ล้างแผลเป็นเวลา 10-20 นาที
- ใช้ผ้าสะอาด หรือผ้าก๊อซพันแผล เพื่อป้องกันการติดเชื้อ และลดความเสียหายเพิ่มเติมและรอการช่วยเหลือจากแพทย์ โดยไม่ควรดึงเสื้อผ้า หรือวัสดุที่ติดอยู่กับแผลออก เพราะอาจทำให้เกิดความเสียหายกับผิวหนังมากขึ้น
เปรียบเทียบวิธีการประเมินความเสียหายจากการถูกไฟดูด หรือไฟช็อต กับไฟหรือแหล่งความร้อนอื่นๆ
| การประเมิน | ไฟดูด หรือไฟช็อต | ไฟ หรือแหล่งความร้อนอื่นๆ |
| บาดแผลภายนอก | มักไม่เห็นความเสียหายชัดเจน อาจมีรอยไหม้หรือรอยแดงตรงบริเวณที่สัมผัสกระแสไฟฟ้า | มักเห็นความเสียหายชัดเจน เช่น รอยไหม้ หรือแผลเปิดที่ผิวหนัง |
| ความเสียหายภายใน | อาจมีการทำลายเนื้อเยื่อภายใน หรืออวัยวะสำคัญ เช่น หัวใจ และระบบประสาท | อาจมีการทำลายเนื้อเยื่อภายใน แต่ไม่รุนแรงเท่าการถูกไฟดูด |
| อาการ | รู้สึกชา ปวดกล้ามเนื้อจากการหดเกร็ง เกิดแผลไหม้ มีอาการชัก หมดสติ หรือเสียชีวิต | รู้สึกเจ็บปวด มีรอยแดง หรือบวมที่บริเวณบาดแผล |
| ความรุนแรง | อาจทำลายอวัยวะสำคัญภายใน และมีความเสียหายมากกว่า ขึ้นอยู่กับความแรง และชนิดของกระแสไฟฟ้า ระยะเวลาการสัมผัส | ความร้อนทั่วไปมักทำให้เกิดรอยไหม้ที่ผิวหนัง ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ และระยะเวลาที่สัมผัส |
การประเมิน และตรวจร่างกายหลังถูกไฟดูดหรือไฟช็อต
หลังจากถูกไฟดูดหรือไฟช็อต ควรได้รับการตรวจร่างกายโดยเร็วที่สุด เพื่อประเมินอาการและความเสียหายของอวัยวะต่างๆ เพื่อวางแผนการรักษาและติดตามอาการ โดยแพทย์จะทำการตรวจในหลายด้าน ได้แก่
- ตรวจสัญญาณชีพ และอาการต่างๆ เช่น หน้าซีด ตัวเย็น เหงื่อออกมาก หรือหมดสติ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของภาวะช็อกจากไฟฟ้า พร้อมตรวจระบบหายใจ และไหลเวียนโลหิต รวมถึงประเมินภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน และทำ CPR หากจำเป็น
- ตรวจแผล และรอยไหม้ โดยเฉพาะจุดที่กระแสไฟฟ้าเข้าจากร่างกาย
- ประเมินระบบประสาท การตอบสนองของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ รวมถึงการเคลื่อนไหวและการรับรู้ เพื่อตรวจหาความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลาง และไขสันหลัง เช่น อาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง หรืออัมพาต
- การตรวจเพิ่มเติม เพื่อวินิจฉัยภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น เช่น
- ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) ประเมินความผิดปกติของจังหวะการเต้นของหัวใจ
- ตรวจเอนไซม์หัวใจ (Cardiac Enzyme Test) ตรวจหาความเสียหายของกล้ามเนื้อหัวใจ
- เอกซเรย์ หรือซีทีสแกน (X-ray / CT Scan) ตรวจหาความผิดปกติของกระดูกหรืออวัยวะภายใน
- ตรวจการทำงานของไต (Renal Function Test, RFT) เนื่องจากกระแสไฟฟ้าอาจทำลายกล้ามเนื้อ และปล่อยสารพิษที่ส่งผลต่อไต
- ตรวจระบบประสาท (Nerve Conduction Study, NCS / Electromyography, EMG) และทดสอบปฏิกิริยาตอบสนองของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ
ผลกระทบที่ควรเฝ้าระวังในระยะยาวต่อสุขภาพ เมื่อถูกไฟดูด
ผลกระทบในระยะยาวหลังถูกไฟดูดอาจปรากฏขึ้นภายหลังได้ โดยเฉพาะความเสียหายที่เกิดกับอวัยวะต่างๆ เช่น ภาวะหัวใจล้มเหลวจากการเปลี่ยนแปลงของคลื่นหัวใจ หรือภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ และหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ อาการชัก หรืออัมพาตจากความเสียหายของระบบประสาท การหดเกร็งของกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้ออ่อนแรง ภาวะไตวาย การติดเชื้อจากแผล รวมถึงความเสียหายของเนื้อเยื่อและอวัยวะภายใน การดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง และเข้ารับการตรวจสุขภาพเป็นประจำจะช่วยป้องกันและได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
ไฟดูดเบาๆ จำเป็นต้องพบแพทย์หรือไม่?
หากถูกไฟดูดเพียงเล็กน้อย และไม่มีอาการผิดปกติ อาจไม่จำเป็นต้องพบแพทย์ทันที แต่ควรเฝ้าระวังอาการภายใน 24-48 ชั่วโมง เนื่องจากไฟฟ้าอาจส่งผลต่อระบบหัวใจ และระบบประสาทในภายหลัง โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ที่มีโรคหัวใจ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งควรได้รับการตรวจจากแพทย์แม้ไม่มีอาการผิดปกติ หรือหากมีอาการเวียนศีรษะ เจ็บหน้าอก หัวใจเต้นผิดจังหวะ หายใจลำบาก กล้ามเนื้อกระตุก อ่อนแรง หรือชา รวมถึงมีแผลบริเวณสัมผัสไฟฟ้า ควรรีบพบแพทย์ทันที เพราะไฟฟ้าอาจส่งผลกระทบต่ออวัยวะภายใน แม้อาการเบื้องต้นจะดูไม่รุนแรงก็ตาม
เมื่อถูกไฟดูด หรือไฟช็อต ควรได้รับการตรวจวินิจฉัยอย่างเหมาะสมและรวดเร็ว โดยเฉพาะในกรณีที่มีแผล หรือมีอาการผิดปกติ ที่ รพ.พญาไท พหลโยธิน เรามีศูนย์ศัลยกรรมและการดูแลแผล ตรวจร่างกายโดยแพทย์เฉพาะทาง พร้อมเทคโนโลยีที่ทันสมัย และวิธีรักษาที่หลากหลาย ทั้งยังมีบริการฟื้นฟูสภาพร่างกายและสุขภาพ เพื่อลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อน เพื่อให้ผู้ป่วยกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีอีกครั้ง
รศ.นพ. ปรีดา สัมฤทธิ์ประดิษฐ์
ศัลยแพทย์เฉพาะทางผ่าตัดผ่านกล้อง
โรงพยาบาลพญาไท พหลโยธิน
