เจาะลึกการรักษาหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองและเลือดเซาะในผนังหลอดเลือดด้วย TEVAR และ EVAR ปลอดภัย ฟื้นตัวไว

Image

แชร์


ภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองและเลือดเซาะในผนังหลอดเลือด คืออะไร อันตรายแค่ไหน?

ภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง (Aortic Aneurysm) และภาวะเลือดเซาะในผนังหลอดเลือดแดงใหญ่ (Aortic Dissection) เป็นโรคที่เกิดกับหลอดเลือดแดงใหญ่ ซึ่งเป็นหลอดเลือดหลักที่ส่งเลือดจากหัวใจไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ซึ่งภาวะทั้งสองจะมีลักษณะและความรุนแรงที่แตกต่างกัน ดังนี้

  • หลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง เป็นภาวะที่ผนังของหลอดเลือดแดงใหญ่อ่อนแอลงและขยายตัวโป่งพองออกคล้ายลูกโป่ง ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนได้ ดังนี้
  • ผนังหลอดเลือดแตก ทำให้เกิดเลือดออกภายในอย่างฉับพลัน ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต
  • อาจเกิดการไหลวนของเลือดในบริเวณที่โป่งพอง (Turbulent Flow) จนเกิดลิ่มเลือด ซึ่งสามารถหลุดไปอุดตันบริเวณหลอดเลือดสมอง ส่งผลให้สมองขาดเลือด หรือหากอุดตันที่หลอดเลือดบริเวณขาอาจทำให้เกิดเนื้อตายได้
  • กรณีหลอดเลือดโป่งพองมีขนาดใหญ่ อาจไปกดเบียดอวัยวะหรือเส้นประสาทใกล้เคียง ทำให้เกิดอาการต่าง ๆ เช่น หายใจลำบาก เสียงแหบ ปวดหลัง หรือปวดท้อง ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เกิด
  • เลือดเซาะในผนังหลอดเลือดแดงใหญ่ เป็นภาวะที่ผนังชั้นในของหลอดเลือดแดงใหญ่ฉีกขาด ทำให้เลือดไหลแทรกเข้าไประหว่างชั้นผนังหลอดเลือด ส่งผลให้เกิดช่องทางเดินเลือดใหม่ภายใน ซึ่งก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ ดังนี้
  • ช่องทางเดินเลือดใหม่ที่เกิดจากการเซาะอาจไปเบียดทางเดินเลือดเดิม ทำให้อวัยวะต่าง ๆ ได้รับเลือดไม่เพียงพอจนส่งผลกระทบต่ออวัยวะนั้น ๆ เช่น เกิดภาวะสมองขาดเลือด กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ลำไส้ขาดเลือด หรือไตวายเฉียบพลัน
  • กรณีการเซาะผนังหลอดเลือดใกล้หัวใจ เลือดอาจรั่วเข้าไปในช่องเยื่อหุ้มหัวใจและกดทับหัวใจจนไม่สามารถบีบตัวได้ตามปกติ
  • เลือดไปเซาะผนังหลอดเลือดใกล้ลิ้นหัวใจเอออร์ติก อาจทำให้ลิ้นหัวใจรั่ว ส่งผลให้เลือดไหลย้อนกลับเข้าสู่หัวใจห้องล่างซ้ายมากเกินไป จนนำไปสู่ภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน
  • ผนังหลอดเลือดแดงใหญ่ฉีกขาดหรือแตก จะมีเลือดออกภายในอย่างฉับพลันและอาจเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว บริเวณที่มักเกิดภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองและเลือดเซาะในผนังหลอดเลือดแดงใหญ่

แม้ภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองและเลือดเซาะในผนังหลอดเลือดแดงใหญ่ ไม่ใช่โรคที่พบบ่อยเมื่อเทียบกับโรคหัวใจหรือโรคหลอดเลือดสมอง แต่นับว่ามีความรุนแรงและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีเลือดเซาะในผนังหลอดเลือดแดงใหญ่แบบเฉียบพลัน

 

โดยภาวะทั้งสองนี้สามารถเกิดขึ้นได้ใน หลอดเลือดแดงใหญ่ส่วนอก (Thoracic Aorta) และ หลอดเลือดแดงใหญ่ส่วนท้อง (Abdominal Aorta) โดยปัจจัยเสี่ยงคืออายุที่มากขึ้น ความดันโลหิตสูง การสูบบุหรี่ การเป็นโรคหลอดเลือดแดงแข็ง หรือโรคพันธุกรรมที่มีผลต่อผนังหลอดเลือด เช่น Marfan syndrome

 

วิธีการตรวจและวินิจฉัยภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง และเลือดเซาะในผนังหลอดเลือดแดงใหญ่

โดยภาพรวมแล้ว การตรวจและการวินิจฉัยทั้งภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองและเลือดเซาะในผนังหลอดเลือดแดงใหญ่ ไม่ว่าจะในช่องอกหรือช่องท้อง จะอาศัยหลักการพื้นฐานที่คล้ายคลึงกัน แต่จะมีรายละเอียดและการใช้เครื่องมือที่แตกต่างกัน ดังนี้

  • การซักประวัติ แพทย์จะซักถามอาการ ลักษณะการปวด และปัจจัยเสี่ยงส่วนบุคคล
  • ตรวจร่างกาย วัดความดันโลหิตบริเวณแขนทั้งสองข้าง เพื่อประเมินความแตกต่าง ซึ่งนับเป็นสัญญาณที่สำคัญและพบบ่อยในภาวะเลือดเซาะหลอดเลือดแดงใหญ่ ฟังเสียงหัวใจและหลอดเลือด คลำชีพจรที่แขน ขา และเท้า ตรวจคลำหาก้อนเต้นได้ในช่องท้อง ประเมินภาวะช็อก เช่น ตัวเย็น เหงื่อออก ความดันโลหิตต่ำ หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ และภาวะสับสน ซึ่งบ่งบอกถึงการเสียเลือดอย่างรุนแรงหรือการไหลเวียนเลือดล้มเหลว รวมถึงตรวจระบบประสาท เช่น อ่อนแรงครึ่งซีก ชา หรือการเปลี่ยนแปลงของระดับความรู้สึกตัว

 

ความแตกต่างของเครื่องมือในการตรวจหลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องอกและช่องท้อง

การตรวจหลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องอก มักทำเมื่อผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บหน้าอกหรือหายใจลำบาก ซึ่งนอกจากจะมีการตรวจเอกซเรย์ทรวงอก (Chest X-ray) และตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) แล้ว ยังมีการตรวจเฉพาะทางที่สำคัญ ดังนี้

  • CT Angiography (CTA) Chest with Aorta Protocol : เป็นวิธีหลักในการวินิจฉัยภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องอก ด้วยการสร้างภาพหลอดเลือดอย่างละเอียดแบบ 3 มิติ ตั้งแต่ลำคอลงมาจนถึงกะบังลม ทำให้เห็นทั้งภาวะโป่งพองและเลือดเซาะได้อย่างชัดเจนและแม่นยำ
  • การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูงผ่านหลอดอาหาร (Transesophageal Echocardiogram; TEE) : เป็นวิธีที่มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการตรวจภาวะเลือดเซาะในช่องอก โดยเฉพาะชนิด Type A (ที่อยู่ใกล้หัวใจ) เนื่องจากให้ภาพที่คมชัดและสามารถทำได้ที่เตียงผู้ป่วยในภาวะฉุกเฉิน

 

การตรวจหลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องท้อง มักเน้นการคัดกรองในกลุ่มเสี่ยงและการติดตามขนาดของหลอดเลือดโป่งพอง ซึ่งนอกจากการตรวจคัดกรองเบื้องต้นด้วยการอัลตราซาวด์ช่องท้อง (Abdominal Ultrasound) แล้ว ยังมีการตรวจเฉพาะทางที่สำคัญ ดังนี้

  • CT Angiography (CTA) Abdomen and Pelvis: เป็นวิธีหลักในการวินิจฉัยภาวะของหลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องท้องและอุ้งเชิงกราน โดยให้ภาพที่ละเอียดครอบคลุมหลอดเลือดแดงใหญ่ส่วนท้องทั้งหมด รวมถึงหลอดเลือดที่แยกไปเลี้ยงไตและลำไส้ ซึ่งมีความสำคัญในการวางแผนการรักษา
  • Magnetic Resonance Angiography (MRA): มีบทบาทคล้ายกับ CTA ในช่องท้อง แต่จะใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถรับสารทึบรังสี เช่น ผู้ป่วยที่มีภาวะไตวายหรือแพ้สารทึบรังสี

 

การรักษาด้วย TEVAR และ EVAR คืออะไร และแตกต่างกันอย่างไร?

TEVAR (Thoracic Endovascular Aortic Repair) และ EVAR (Endovascular Aortic Repair) เป็นวิธีการรักษาภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองหรือฉีกขาด โดยใช้วิธีการสอดสายสวน (Minimally Invasive) แทนการผ่าตัดแบบเปิดแผล ซึ่งช่วยลดการบาดเจ็บ ฟื้นตัวไว และลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อน โดยทั้งสองวิธีมีความแตกต่างกันที่ตำแหน่งของหลอดเลือดแดงใหญ่ที่ทำการรักษา ดังนี้

  • TEVAR เป็นการรักษาหลอดเลือดแดงใหญ่ส่วนอก โดยเฉพาะส่วนที่ทอดลงมาในทรวงอก (descending aorta) ซึ่งเป็นบริเวณที่อยู่ด้านหลังหัวใจและทอดยาวลงไป โดยแพทย์จะสอดสายสวนที่มีขดลวดหุ้มวัสดุกราฟต์ (Stent Graft) ที่มีลักษณะคล้ายท่อที่ช่วยพยุงหลอดเลือดให้คงรูปเข้าไปทางหลอดเลือดแดงบริเวณขาหนีบ จากนั้นจะดันสายสวนขึ้นไปจนถึงตำแหน่งที่มีปัญหา เมื่อถึงตำแหน่งที่เหมาะสมจะปล่อยขดลวดให้กางออก เพื่อสร้างทางเดินของเลือดใหม่ภายในหลอดเลือดเดิม กราฟต์นี้จะช่วยปิดกั้นไม่ให้เลือดไหลเข้าไปในส่วนที่โป่งพองหรือฉีกขาด ทั้งยังช่วยลดแรงดันและลดความเสี่ยงที่หลอดเลือดจะแตกออก
  • EVAR เป็นการรักษาหลอดเลือดแดงใหญ่ส่วนท้อง ซึ่งเป็นบริเวณที่หลอดเลือดส่งเลือดไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญ เช่น ไต ลำไส้ และขา วิธีการรักษาจะคล้ายกับ TEVAR โดยแพทย์จะสอดสายสวนที่มีขดลวดหุ้มวัสดุกราฟต์เข้าไปทางหลอดเลือดแดงบริเวณขาหนีบ จากนั้นจะดันสายสวนขึ้นไปจนถึงตำแหน่งที่มีปัญหา เมื่อถึงตำแหน่งที่เหมาะสมจะปล่อยขดลวดให้กางออก เพื่อสร้างทางเดินของเลือดใหม่ภายในหลอดเลือดเดิม โดยมีคุณสมบัติเช่นเดียวกัน คือช่วยปิดกั้นไม่ให้เลือดไหลเข้าไปในส่วนที่โป่งพองหรือฉีกขาด และช่วยลดแรงดัน รวมถึงลดความเสี่ยงหลอดเลือดแตก

 

การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการรักษาด้วยวิธี TEVAR และ EVAR

การเตรียมตัวอย่างเหมาะสมก่อนเข้ารับการรักษาด้วยวิธี TEVAR และ EVAR มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพการรักษา โดยควรเตรียมตัวดังนี้

  • การประเมินสุขภาพช่น โรคประจำตัว ยาที่รับประทาน การแพ้ยา แพ้อาหาร และการแพ้สารทึบรังสี
  • งดสูบบุหรี่ 3-6 สัปดาห์ก่อนทำหัตถการพื่อลดผลกระทบต่อระบบไหลเวียนโลหิตและลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน
  • งดน้ำและอาหารอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง หรือตามที่แพทย์กำหนด เพื่อป้องกันการสำลักระหว่างการให้ยาระงับความรู้สึก
  • การเตรียมผิวหนัง อาจจำเป็นต้องโกนขนบริเวณขาหนีบหรือบริเวณที่จะมีการกรีดเปิดแผล เพื่อลดเสี่ยงติดเชื้อ ในบางกรณี แพทย์อาจแนะนำให้ญาติที่มีเลือดกรุ๊ปเดียวกันบริจาคเลือดสำรองไว้ล่วงหน้า เพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉิน
  • วางแผนการหยุดงานหรือกิจกรรมที่ต้องใช้แรงอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ เพื่อให้ร่างกายได้พักฟื้นอย่างเต็มที่หลังทำหัตถการ
  • มีญาติหรือผู้ติดตามในวันทำหัตถกา เพื่อช่วยดูแลและเป็นกำลังใจ

 

การดูแลตนเองหลังจากการรักษาด้วยวิธี TEVAR และ EVAR

หลังการรักษาด้วยวิธี TEVAR และ EVAR ผู้ป่วยควรดูแลตนเองอย่างเหมาะสม เพื่อส่งเสริมการฟื้นตัว โดยควรปฏิบัติดังนี้

  • ดูแลแผลบริเวณที่สอดสายสวนไม่ให้เปียกน้ำ โดยใช้พลาสเตอร์กันน้ำทุกครั้งที่อาบน้ำ
  • เริ่มเคลื่อนไหวร่างกายอย่างช้า ๆ ตามคำแนะนำของแพทย์ เช่น พลิกตัว ลุกนั่ง หรือเดินเบา ๆ เพื่อช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด และลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน
  • ผู้ป่วยอาจรู้สึกอ่อนเพลียในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก จึงควรพักผ่อนให้เพียงพอ
  • งดขับรถอย่างน้อย 2-3 สัปดาห์ และหลีกเลี่ยงหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ใช้แรงมาก การยกของหนักหรือออกกำลังกายหนักเป็นเวลาอย่างน้อย 3 เดือน หรือจนกว่าแพทย์จะอนุญาต
  • หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง หวานจัด เค็มจัด และจำกัดการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • ทำจิตใจให้สบาย เพราะความเครียดอาจส่งผลต่อความดันโลหิต หัวใจและหลอดเลือด
  • รับประทานยาตามแพทย์สั่ง และสามารถใช้ยาแก้ปวดตามคำแนะนำของแพทย์ได้
  • หากมีอาการผิดปกติ เช่น มีไข้ ปวดแผลมาก แผลบวม แดง หรือมีหนองไหล ควรรีบพบแพทย์ทันที
  • ติดตามผลการรักษาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ภาวะที่เลือดยังคงไหลเข้าไปในถุงโป่งพองนอกหลอดเลือดเทียม (Endoleak) ซึ่งอาจไม่แสดงอาการ แต่สามารถตรวจพบได้ด้วยการตรวจ CT Scan หรือ Ultrasound เพื่อรักษาเพิ่มเติมอย่างทันท่วงที

 

ภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองและเลือดเซาะในผนังหลอดเลือด เป็นโรคที่มักไม่แสดงอาการในระยะแรก การได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงทีด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย จะช่วยลดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายและการเสียชีวิตได้

 

ที่โรงพยาบาลพญาไท พหลโยธิน มีทีมแพทย์เฉพาะทางด้านหัวใจและหลอดเลือดโดยตรง พร้อมเทคโนโลยีการรักษาขั้นสูง อาทิ TEVAR และ EVAR ทั้งยังให้บริการอย่างครบวงจร ตั้งแต่การวินิจฉัย การวางแผนการรักษา ไปจนถึงการดูแลหลังหัตถการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับความปลอดภัยและกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้อีกครั้ง

 

 

นพ. องค์การ คมสัน

อายุรแพทย์โรคหัวใจ

โรงพยาบาลพญาไท พหลโยธิน

Loading...

แชร์


Loading...