ผ่าตัดต้อกระจก แผลเล็ก ฟื้นตัวไว คืนความชัดให้ดวงตากลับมามองเห็นได้ชัดกว่าเดิม

Image

แชร์


ต้อกระจก คืออะไร?

ต้อกระจก คือ ภาวะที่เลนส์แก้วตาขุ่น ทำให้แสงผ่านเลนส์เข้าไปยังจอประสาทตาได้น้อยลง หรือบางครั้งการขุ่นนั้นก็อาจก่อให้เกิดการหักเหแสงที่ผิดปกติและไปโฟกัสผิดที่ ทำให้จอประสาทตารับแสงได้ไม่เต็มที่ ผู้ป่วยจึงมักมีอาการสายตาพร่ามัว โดยไม่มีอาการอักเสบหรือเจ็บปวดใดๆ และยิ่งเลนส์แก้วตาขุ่นมากยิ่งขึ้น การมองเห็นก็จะยิ่งลดน้อยลงเรื่อยๆ โดยอาการอาจรุนแรงไม่เท่ากัน แต่มักเกิดขึ้นอย่างช้าๆ ดังนั้น กว่าสายตาของผู้ป่วยจะขุ่นมัวจนรู้สึกได้ อาจต้องใช้เวลานานหลายเดือน หรือหลายปี

 

อาการแสดงของโรคต้อกระจก

  • เห็นภาพซ้อน
  • เห็นวงรอบแสงไฟ
  • เห็นฝ้าขุ่นขาวตรงกลางรูม่านตา
  • เห็นภาพไม่ชัด เวลาอ่านหนังสือต้องใช้แสงสว่างจ้า

 

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคต้อกระจก

เพราะอายุเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด ทำให้มักพบมากในผู้ที่อายุเกิน 60 ปี และยังมีปัจจัยร่วมอื่นๆ เช่น โรคเบาหวาน ติดสุรา การโดนแดดมากๆ สูบบุหรี่ การติดเชื้อที่ตาเรื้อรัง และได้รับอุบัติเหตุ

 

แนวทางการรักษาต้อกระจก

ในระยะที่เพิ่งเริ่มเป็น อาการยังไม่รุนแรงมาก แพทย์จะใช้วิธีการติดตามอาการเป็นระยะ

 

การรักษาด้วยการผ่าตัดต้อกระจก คือการนำเลนส์แก้วตาที่เสื่อมออก โดยมีการทำ 2 วิธี คือ

  • ผ่าตัดแบบไม่เปิดแผล: คือ การสลายต้อแบบอัลตราซาวด์ โดยการไปสลายต้อกระจกเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วดูดออก วิธีนี้จะทำให้แผลมีขนาดเล็ก ประมาณ 2.5 – 3 มม. ไม่ต้องเย็บแผล หายเร็ว และใช้เวลาเพียง 15-30 นาที เหมาะสำหรับเลนส์ต้อกระจกที่อยู่ในระยะนิ่มหรือแข็งปานกลาง
  • ผ่าตัดแบบเปิดแผล: คือ การผ่าตัดเปิดแผลใหญ่และนำเลนส์ที่เสื่อมออกมาทั้งชิ้นและเย็บแผล ใช้เวลา 30 นาที-1ชั่วโมง ซึ่งเหมาะสำหรับเลนส์ต้อกระจกแบบแข็งมากและสุกมาก

 

ซึ่งทั้ง 2 วิธี คนไข้จะไม่รู้สึกเจ็บ ทั้งนี้จะมีการใช้วิธีหยอดยาชา และฉีดยาชาที่ผิวเปลือกตาก่อนทำการผ่าตัด และในบางรายที่คนไข้ไม่ให้ความร่วมมือหรือกลัว แนะนำให้ดมยาสลบก่อนทำผ่าตัด

 

คำแนะนำเพิ่มเติม

  • ในรายที่อายุมาก (≥ 60ปี) หรือมีโรคประจำตัวให้ปรึกษาแพทย์อายุรกรรมก่อนผ่าตัดทุกราย
  • หากรับประทานยาละลายลิ่มเลือดควรปรึกษาแพทย์เพื่อหยุดยาอย่างน้อย 7 วัน ก่อนผ่าตัด

 

ชนิดของเลนส์แก้วตาเทียมที่ใช้ในการรักษา

  • Monofocal IOL: เป็นเลนส์แก้วตาเทียมชนิดมาตรฐานหรือโฟกัสระยะเดียว เลนส์ชนิดนี้จะช่วยในการมองไกลที่ชัดเจน แต่ต้องอาศัยแว่นสายตาช่วยในการมองใกล้

 

  • Multifocal IOL: เลนส์แก้วตาเทียมชนิดโฟกัสหลายระยะ พัฒนาขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาสายตาของผู้มีภาวะสายตายาวตามอายุ โดยผิวเลนส์ถูกออกแบบพิเศษด้วยเทคโนโลยี Apodized diffractive หรือ Refractive คล้ายขั้นบันไดเป็นวงๆ ตรงกลาง เพื่อช่วยสร้างความสมดุลของการโฟกัสภาพในระยะใกล้และไกล พบว่า 80% ของผู้ใช้เลนส์ชนิดนี้ สามารถทำกิจวัตรประจำวัน เช่น การอ่านหนังสือ หรือการขับรถได้โดยไม่ต้องพึ่งพาแว่นสายตา (ไม่ควรเลือกเลนส์นี้ในผู้ป่วยที่เคยมีโรคของจอประสาทตา โรคเบาหวาน หรือต้อหิน)

 

  • Toric IOL: เลนส์แก้วตาเทียมชนิดแก้ไขสายตาเอียง ซึ่งภาวะสายตาเอียงโดยมากมีสาเหตุจากความโค้งของกระจกตาที่ไม่สมดุล เลนส์แก้วตาเทียมชนิด Toric จึงออกแบบให้มีความโค้งทางด้านหลังเลนส์ไม่เท่ากันในแนวตั้งและแนวนอน เพื่อชดเชยความโค้งของกระจกตาที่ไม่เท่ากัน ทำให้มองเห็นระยะไกลได้ชัดเจนขึ้น แต่ยังต้องพึ่งพาแว่นสายตาเพื่อการมองระยะใกล้

 

  • Multifocal Toric: นวัตกรรมใหม่ล่าสุดของเลนส์แก้วตาเทียม ที่มีประสิทธิภาพสามารถแก้ไขภาวะสายตาเอียง พร้อมกับปรับภาพชัดได้หลายระยะอยู่ในเลนส์เดียวกัน ช่วยให้ผู้ป่วยมองเห็นในระยะใกล้และไกลชัดเจนขึ้น และแก้ไขสายตาเอียงให้ลดลง อีกทั้งยังช่วยแก้ไขการเกิดโรคต้อกระจกสำหรับผู้ที่มีแนวโน้มของภาวะโรคต้อกระจกอีกด้วย

 

การดูแลตนเองหลังผ่าตัดต้อกระจก

  • มีฝาครอบตาข้างที่ผ่าตัด ป้องกันการขยี้ การกระทบกระเทือนต่อตาและควรใส่ที่ครอบตาเวลานอน
  • ห้ามก้มๆ เงยๆ ไอจามแรงๆ ในช่วงหลังการผ่าตัดเพราะอาจทำให้เกิดเลนส์แก้วตาเคลื่อนได้
  • ห้ามให้น้ำเข้าตา หลีกเลี่ยงฝุ่น อย่างน้อย 1 เดือน เพื่อป้องกันการติดเชื้อในลูกตาแทรกซ้อน
  • ห้ามนอนคว่ำหน้าหรือนอนทับตาหลังผ่าตัดและควรนอนหงายใช้หมอนหนุนได้ตามปกติ ในช่วง 1 วันแรกหลังการผ่าตัด
  • หลังจากผ่าตัดตามาจะปิดตา 1 วัน จะเปิดตาในวันรุ่งขึ้นและสอนทำความสะอาดตา
  • รับประทานยา หยอดยา ตามคำสั่งของแพทย์
  • มาพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง (หากมีปัญหาตาแดง, ปวดตา, ตามัว ให้มาก่อนนัด)
  • ให้ความสำคัญกับการถนอมดวงตา โดยการหลีกเลี่ยงแดดจ้า ฝุ่นละออง ควัน มลพิษต่างๆ อาจใส่แว่นกันแดด ก็สามารถปกป้องดวงตาจากมลพิษต่างๆได้ ตลอดจนการดูแลควบคุมโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน และการปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างสม่ำเสมอ

 

ข้อดีของการผ่าตัดต้อกระจก

  • เพื่อให้การมองเห็นดีขึ้นและทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น
  • ในบางรายที่มีโรคทางจอประสาทตา เมื่อผ่าตัดตาแล้วจะทำให้การรักษาจอประสาทตา ทำได้สะดวกมากขึ้น เนื่องจากไม่มีต้อกระจกบังการมองเห็นจอประสาทตาของแพทย์

 

ผลเสียที่จะเกิดขึ้น…หากไม่รับการผ่าตัดต้อกระจก

  • ตามัวลงเรื่อยๆ ทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลง
  • ไม่สามารถรักษาโรคในจอประสาทตาได้ เช่น ภาวะจอประสาทตาหลุดลอก มีพังผืดที่จอประสาทตา, เลือดออกในตาหรือภาวะเบาหวานขึ้นตา

 

ผลแทรกซ้อนที่อาจเกิดระหว่างและหลังการผ่าตัดต้อกระจก

  • โอกาสเกิดติดเชื้อในลูกตาได้ (<1%) จนทำให้ตามัวลง ดังนั้นผู้ป่วยที่ผ่าตัดตามีความจำเป็นต้องดูแลตาให้สะอาดมากๆ และหลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่มีฝุ่นและสกปรก
  • โอกาสเกิดเลนส์ร่วงเข้าไปในน้ำวุ้นตาได้ (<1%) อาจเกิดจากตัวยึดเลนส์ไม่แข็งแรง, เลนส์ต้อกระจกแข็งเกินไป หรือบางกรณีมีการเคลื่อนหน้าของผู้ป่วยขณะผ่าตัด (หากเกิดกรณีดังกล่าว มีความจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดครั้งที่ 2 และผู้ป่วยต้องเสียค่าใช้จ่ายส่วนเกินเพิ่ม)
  • โอกาสเกิดเลือดออกในลูกตาได้จนสูญเสียการมองเห็นถาวร (ไม่สามารถรักษาแก้ไขได้) โดยมีความเสี่ยงประมาณ 1:1000

 

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

  • ต้อกระจกหายเองได้หรือไม่? ไม่สามารถหายเองได้ จำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัด
  • ผ่าตัดต้อกระจกเจ็บหรือไม่? ไม่เจ็บ เนื่องจากใช้ยาชา
  • ใช้เวลาผ่าตัดนานหรือไม่? โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 15–60 นาที

แชร์


Loading...