ภาวะหัวใจห้องบนเต้นระริกเป็นภาวะที่หัวใจห้องบนเต้นแบบไม่สม่ำเสมอ ทำให้ความสามารถในการบีบตัวของหัวใจห้องบนเสียไป ส่งผลให้หัวใจเต้นเร็วและไม่สม่ำเสมอ ซึ่งก่อให้เกิดผลเสียที่สำคัญคือ
- เกิดภาวะลิ่มเลือดในหัวใจห้องบน และการที่หัวใจเต้นแบบสั่นพลิ้วอาจส่งผลให้ลิ่มเลือดหลุดไปอุดหลอดเลือดสมองทำให้เกิดอัมพาต หรืออุดหลอดเลือดหัวใจทำให้เกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายฉับพลันได้ด้วย
- หัวใจห้องล่างเต้นเร็วขึ้นและไม่สม่ำเสมอ ทำให้เกิดอาการใจสั่น
- อาจเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวฉับพลันได้ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีการทำงานของหัวใจผิดปกติ
ใครบ้างที่เสี่ยงกับภาวะหัวใจเต้นระริก?
ภาวะหัวใจเต้นระริก มักพบบ่อยในกลุ่มคนดังนี้
-
- กลุ่มคนที่เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจขาดเลือด โรคลิ้นหัวใจตีบ/รั่ว โรคหัวใจล้มเหลว โรคกล้ามเนื้อหัวใจ โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ภาวะหลังผ่าตัดหัวใจ
- กลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบจากโรคของระบบอื่นและปัจจัยต่างๆ ร่วมด้วย เช่น ภาวะสูงวัย (อายุ 65 ปีขึ้นไป) โรคอ้วน ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ โรคเบาหวาน โรคลิ่มเลือดอุดตันที่ปอด โรคปอดเรื้อรัง โรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ โรคเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ โรคติดเชื้อไวรัส ภาวะการติดเชื้อในกระแสเลือด
- กลุ่มอื่นๆ ที่ไม่ทราบสาเหตุ
อาการของภาวะหัวใจเต้นระริกมีลักษณะอย่างไร?
ผู้ป่วยภาวะหัวใจเต้นระริก หรือ AF ส่วนใหญ่ไม่มีอาการ แต่มักมาพบแพทย์ด้วยอาการแทรกซ้อน โดยเฉพาะอาการอัมพาตตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ส่วนที่เหลือมักมาพบแพทย์ด้วยอาการดังต่อไปนี้
- มีอาการสมองขาดเลือดโดยไม่ทราบสาเหตุ
- ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว เต้นไม่สม่ำเสมอ
- เจ็บหรือแน่นหน้าอก หายใจลำบาก
- เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย
- เหนื่อยมากขณะออกกำลังกาย
- เป็นลมหมดสติ
การวินิจฉัยภาวะหัวใจเต้นระริก
การวินิจฉัยภาวะหัวใจเต้นระรึกจะต้องทำการตรวจหัวใจ ซึ่งจะตรวจด้วย 3 วิธี โดยแพทย์จะเป็นผู้อ่านและพิจารณาผลตรวจก่อนการวินิจฉัย ด้วยตรวจดังนี้
1.ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG)
2.ตรวจสมรรถภาพหัวใจโดยการเดินสายพาน หรือ Exercise Stress Test (EST)
3.ตรวจสมรรถภาพหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง (Echo)
ทั้งนี้ ภาวะหัวใจเต้นระริก หรือ Atrial Fibrillation มักไม่ได้เกิดตลอดเวลา ปัจจุบันจึงอาจต้องใช้การตรวจติดตามด้วยเครื่องบันทึกหัวใจ Holter Monitor / Cardio scan ร่วมด้วย เพื่อให้การวินิจฉัยแม่นยำและชัดเจนขึ้น
การรักษาภาวะหัวใจเต้นพลิ้ว Atrial Fibrillation
การรักษาจะประกอบด้วย 3 ส่วน คือ
1.การให้ยาละลายลิ่มเลือด ในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง เพื่อลดอัตราการเกิดอัมพาต หรือหลอดเลือดหัวใจอุดตันฉับพลัน
2.การให้ยาควบคุมความเร็วหรือควบคุมจังหวะหัวใจ เพื่อลดอาการที่เกิดจากภาวะหัวใจเต้นระริก หากใช้ยาแล้วไม่ได้ผล แพทย์อาจพิจารณาใช้ การรักษาด้วยการจี้ไฟฟ้าหัวใจ (Radiofrequency Catheter Ablation: RFCA) ด้วยคลื่นวิทยุผ่านสายสวน หรือการจี้ด้วยความเย็นจัด (Cryoablation) เพื่อปิดกั้นสัญญาณกระตุ้นที่ชักนำให้เกิดการลัดวงจรจากบริเวณที่หลอดเลือดดำปอดมาต่อกับหัวใจห้องบนซ้าย
3.รักษาโรคร่วมที่ผู้ป่วยมีให้อยู่ในเกณฑ์ดี เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคอ้วน โรคนอนกรน งดสูบบุหรี่ รวมถึงการควบคุมอาหารและออกกำลังกายในระดับที่ไม่น้อยหรือมากจนเกินไป
ความผิดปกติของหัวใจสามารถป้องกันได้โดยการดูแลตนเอง เช่น งดสูบบุหรี่ การรับประทานอาหารที่ดี การออกกำลังกาย รวมถึงการตรวจสุขภาพเบื้องต้น และหมั่นสังเกตตนเอง หากมีอาการเหนื่อยง่าย ใจสั่น ควรรีบมาพบแพทย์เฉพาะทางด้านหัวใจทันที เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง จะได้ป้องกันการลุกลามและรีบรักษา

