องค์การอนามัยโลกได้ประมาณการถึงตัวเลขประชากรที่ต้อง ‘ตาบอด’ จากอาการของโรคต้อกระจกว่ามีมากถึง 20 ล้านคนทั่วโลก และอยู่ที่ราว 51% ของผู้ที่เป็นโรคต้อกระจกทั้งหมด ทั้งนี้ โรคต้อกระจกยังเป็นสาเหตุที่ทำให้คุณภาพการมองเห็นลดลงเป็นอันดับสอง รองจากภาวะสายตาผิดปกติ โดยพบประมาณ 33% และเกือบ 90% ของภาวะตาบอดที่เกิดจากต้อกระจกนั้นเกิดในประเทศที่กำลังพัฒนา
โรคต้อกระจกคืออะไร ?
ต้อกระจกเป็นโรคตาที่เกิดจากภาวะเลนส์แก้วตามีความขุ่นเกิดขึ้น จนนำไปสู่การมองเห็นที่ลดลงและสามารถทำให้ตาบอดได้ โดยอาการจะค่อยๆ เป็นอย่างช้าๆ อาจเป็นกับตาข้างเดียวหรือทั้งสองข้างพร้อมๆ กัน โดยทั่วไปแล้วความขุ่นของเลนส์แก้วตาจะเพิ่มขึ้นตามอายุ ซึ่งเกิดขึ้นตามธรรมชาติในผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป อย่างไรก็ตาม โรคต้อกระจกสามารถพบได้ในเด็กแรกเกิด และเกิดจากสาเหตุอื่นๆ ได้อีก นอกเหนือจากความเสื่อมตามวัย
หน้าที่และความสำคัญของเลนส์แก้วตา
“เลนส์แก้วตา” เป็นอวัยวะที่อยู่ด้านหน้าสุดของลูกตา มีหน้าที่สำคัญในการรวมแสงที่เข้ามาในลูกตาให้ตกบนจอประสาทตา เพื่อส่งต่อไปยังสมองและแปลเป็นภาพให้เราเห็น จากเดิมที่เลนส์แก้วตามีลักษณะใส แสงก็จะผ่านเข้าไปในตาได้ตามปกติ หากเลนส์แก้วตาขุ่นเมื่อไหร่ แสงก็จะเข้าไปยังจอประสาทตาได้น้อยลง ส่งผลต่อการกระจายของแสงและการรวมแสงที่บริเวณจอตา ทำให้คุณภาพในการมองเห็นลดลงไปด้วยนั่นเอง
อาการของโรคต้อกระจก
ผู้ที่เป็นต้อกระจกจะมองเห็นไม่ชัดเหมือนมีหมอกหรือฝ้าบัง มีอาการตามัวลงอย่างช้าๆ โดยมักมัวมากในตอนกลางวันหรือในที่ที่มีแสงจ้า แต่กลับเห็นชัดกว่าในตอนกลางคืน เห็นสีซีดจาง บางรายเห็นภาพซ้อน เห็นวงรอบแสงไฟ ตาสู้แสงไม่ได้ หรืออาจพบว่ามีสายตาสั้น ต้องเปลี่ยนแว่นบ่อยๆ ถ้าเป็นช่วงแรก การใส่แว่นสายตาอาจช่วยให้เห็นชัดขึ้นได้ แต่เมื่อเป็นมาก แม้จะใส่แว่นก็ไม่ช่วยให้การมองเห็นดีขึ้น นอกจากนั้น บางรายอาจเห็นแสงไฟกระจาย เห็นสีเปลี่ยนไป ในรายที่เป็นมากอาจพบมีอาการปวดตา ปวดศีรษะ หรือมีโรคต้อหินแทรกซ้อน การเห็นไม่ชัดที่เกิดจากต้อกระจกมักทำให้เพิ่มความเสี่ยงของการพลัดตกหกล้ม รวมถึงเป็นโรคซึมเศร้าได้
10 สาเหตุของการเกิดโรคต้อกระจก
ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคต้อกระจกนั้นมีหลายอย่าง แม้กระทั่งการมีสายตาสั้นน้อยกว่า -6 diopters ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ ใครก็ตามที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป เลนส์แก้วตาก็มักจะเริ่มขุ่นขึ้นตามวัย และถึงแม้กลไกการเกิดต้อกระจกจะยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่สาเหตุหลักก็คือการเสื่อมของเลนส์แก้วตาตามธรรมชาติ และอีกส่วนหนึ่งแม้จะพบน้อย แต่ก็เป็นสาเหตุได้เช่นกัน ดังนี้
- ความผิดปกติแต่กำเนิด หรือความผิดปกติทางพันธุกรรม เช่น การติดเชื้อหัดเยอรมันจากมารดาระหว่างตั้งครรภ์ โรคติดเชื้อซิฟิลิสโดยกำเนิด โรคดาวน์ซินโดรม
- โรคภายในลูกตา เช่น โรคจอประสาทตาผิดปกติในทารกคลอดก่อนกำหนด ภาวะที่ไม่มีม่านตาหรือม่านตามีน้อยกว่าปกติ ม่านตาอักเสบ ตาติดเชื้อ โรคต้อหิน จอตาลอก โรคจอตามีสารสี (Retinitis Pigmentosa)
- ได้รับอุบัติเหตุทางตาหรือเคยผ่าตัดตามาก่อน เช่น ลูกตาถูกกระทบหรือโดนกระแทก ได้รับอันตรายจากไฟฟ้า
- ได้รับรังสีที่ตา เช่น แสงเอกซเรย์ แสงอาทิตย์ โดยเฉพาะแสงยูวีบี ไมโครเวฟ
- การรับประทานวิตามินซีน้อย และระดับวิตามินซีในเลือดต่ำ
- การสูบบุหรี่และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
- การใช้ยาสเตียรอยด์ไม่ว่าจะในรูปแบบใด
- ภาวะแทรกซ้อนจากโรคทางกาย เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคจิตเภท โรคเมตาบอลิก ภาวะทุพโภชนาการ
- โรคผิวหนังบางประเภท เช่น โรคภูมิแพ้ผิวหนัง (atopic dermatitis) โรคผิวหนังอักเสบเรื้อรัง (eczema) โรคหนังเกล็ดปลา (ichthyosis) โรคมะเร็งผิวหนังชนิดเบซาลเซลล์ (basal cell carcinoma) โรคเพมฟิกัส (pemphigus)
- สภาวะแวดล้อมในการทำงานและการดำรงชีวิต เช่น การทำงานอยู่กลางแสงแดดเป็นเวลานาน การประกอบอาชีพเกี่ยวกับการเชื่อมโลหะโดยไม่ใช้อุปกรณ์ป้องกัน
วิธีป้องกันโรคต้อกระจก
การป้องกันโรคตาต้อกระจก ทำได้โดยการหลีกเลียงปัจจัยเสี่ยงข้างต้น เช่น
- การใส่แว่นกันแดดเมื่ออยู่กลางแจ้งหรือที่มีแสงแดดจ้า
- ไม่จ้องมองดวงอาทิตย์โดยตรงเพื่อหลีกเลี่ยงแสงยูวี
- จัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมต่อการทำงาน มีแสงสว่างเพียงพอ ระยะการมองพอดี
- พักสายตาเป็นระยะๆ เมื่อต้องใช้สายตานานๆ โดยเฉพาะการจ้องมองหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือ
- หากต้องทำงานที่มีโอกาสเสี่ยงอุบัติเหตุต่อดวงตา ควรสวมอุปกรณ์ป้องกัน
- ก่อนใช้ยาหยอดตาทุกชนิดควรปรึกษาจักษุแพทย์
- ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ควรควบคุมโรคให้ดี และพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพตาอย่างน้อยปีละครั้ง
ทานวิตามินหรืออาหารเสริมช่วยป้องกันโรคต้อกระจกได้หรือไม่ ?
แม้จะมีความเชื่อเรื่องการรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ หรือทานวิตามินบางชนิด เช่น วิตามินเอ ซี หรืออี เบต้าแคโรทีน สังกะสี ทองแดง ว่าสามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดต้อกระจกได้ แต่จากการศึกษาพบว่า อาหารเสริมเหล่านี้ไม่ได้มีส่วนช่วยเท่าไหร่
ทั้งนี้ มีการศึกษาในประเทศอิตาลีเกี่ยวกับการรับประทานวิตามิน เกลือแร่ และอาหารเสริมต่างๆ พบว่า แม้จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดต้อกระจกบริเวณตรงกลางเลนส์แก้วตาได้จริง แต่กลับเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดต้อกระจกบริเวณด้านหลังเลนส์แก้วตาแทน
นอกจากนี้ ยังมีหลักฐานไม่เพียงพอสำหรับการทานสารลูทีน (lutein) และซีแซนทิน (zeaxanthin) เพื่อลดการเกิดต้อกระจก ในส่วนการทานยารักษาไขมันในเลือดสูงกลุ่ม Statins เพื่อรักษาโรคไขมันในเลือดสูงนั้น พบว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงในการเกิดต้อกระจกเช่นกัน
ท้ายที่สุด หากใครก็ตามที่มีอาการตามัวลงหรือมองเห็นไม่ชัดเหมือนก่อน แม้จะแก้ไขได้ด้วยการสวมแว่นสายตาหรือใส่คอนแทคเลนส์แล้ว ก็ยังควรไปพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพตาอย่างละเอียดเป็นประจำ เพื่อให้แน่ใจว่าการมองเห็นที่ผิดปกตินั้นไม่ได้เกิดจากโรคตาที่ร้ายแรง ซึ่งหากพบว่าเกิดจากโรคตาจะได้รีบรักษาให้ตรงจุดต่อไป
