โรคมะเร็งระยะลุกลาม เป็นภาวะที่เซลล์มะเร็งแพร่กระจายเป็นวงกว้าง หลายจุด หรือมีการลุกลามไปยังอวัยวะอื่นๆ (metastasis) ซึ่งนอกจากเป้าหมายหลักในการรักษาคือกำจัดเซลล์มะเร็งแล้ว ‘การดูแลแบบประคับประคอง’ (Palliative Care) ก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งที่จริงแล้วสามารถทำควบคู่ไปกับการรักษาหลักได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องรอให้มะเร็งเข้าสู่ระยะลุกลามอีกด้วย
การดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) คืออะไร ?
การดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) คือการดูแลเพื่อสร้างเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ให้สามารถเผชิญกับโรครุนแรงหรือโรคเรื้อรังที่อาการอาจจะค่อย ๆ แย่ลง โดยมุ่งเน้นไปที่การลดความเจ็บปวดทั้งทางร่างกายและจิตใจของผู้ป่วยให้มากที่สุด การดูแลนี้ครอบคลุมทั้งการจัดการอาการทางร่างกาย เช่น อาการปวด หายใจลำบาก อ่อนเพลีย รวมถึงการดูแลด้านจิตใจ อารมณ์ สังคมและจิตวิญญาณ โดยทั้งผู้ป่วยและญาติผู้ป่วยจะได้รับการดูแลและคำปรึกษาอย่างรอบด้าน เพื่อให้สามารถเผชิญกับสถานการณ์ต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี
การดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) ในผู้ป่วยโรคต่างๆ
เราสามารถใช้การดูแลแบบประคับประคองได้ตั้งแต่ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเรื้อรังประเภทที่มีแนวโน้มว่าอาการจะแย่ลง หรือโรคอยู่ในระยะที่ไม่สามารถรักษาให้หายได้ไปจนถึงช่วงเวลาใกล้เสียชีวิต เช่น โรคถุงลมโป่งพอง โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคไตวายเรื้อรังระยะที่ 5 โรคสมองเสื่อม โรคพาร์กินสัน รวมไปถึงโรคมะเร็ง ทั้งนี้ การที่ผู้ป่วยได้เข้าใจถึงตัวโรค ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น วิธีและประโยชน์จากการรักษาที่มีการดูแลแบบประคับประคองควบคู่กันไป จะช่วยเป้าหมายในการรักษามีความชัดเจน โดยการความเห็นชอบร่วมกันระหว่างผู้ป่วย ครอบครัวและญาติผู้ป่วย กับแพทย์ผู้ดูแล ซึ่งจะทำให้แต่ละขั้นของการรักษาเป็นไปอย่างสอดคล้องกันการดำเนินโรคได้เป็นอย่างดี
การดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) สำคัญอย่างไรในผู้ป่วยมะเร็ง ?
สำหรับผู้ป่วยมะเร็ง การดูแลแบบประคับประคองมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในทุกระยะของโรค เนื่องจากมะเร็งเป็นโรคที่มักก่อให้เกิดอาการและภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง ทั้งจากการรักษาด้วยวิธีต่างๆ และจากการลุกลามของตัวโรค เช่น อาการปวดที่อาจรุนแรง อ่อนเพลีย น้ำหนักลดอย่างรวดเร็ว หายใจลำบาก คลื่นไส้อาเจียน มีน้ำในช่องปอดหรือช่องท้อง การติดเชื้อรุนแรง ภาวะแคลเซียมสูง และการเสื่อมถอยของสภาพร่างกายโดยรวม รวมไปถึงความวิตกกังวลและความเครียด โดยเฉพาะผู้ป่วยมะเร็งในระยะท้ายๆ ที่สภาพร่างกายของผู้ป่วยอ่อนแอลงในทุกๆ ด้าน จนไม่เหมาะสมกับวิธีรักษาบางอย่าง เช่น การให้เคมีบำบัดหรือการฉายรังสี การดูแลแบบประคับประคองจะช่วยให้ผู้ป่วยเผชิญกับภาวะต่างๆ ได้ดีขึ้น และยังช่วยให้เกิดการปรับแผนการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยยิ่งขึ้นได้
5 ด้านการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) ในผู้ป่วยมะเร็ง
1.การดูแลด้านร่างกาย (Physical Care)
การจัดการอาการทางกายเป็นหัวใจสำคัญของการดูแลแบบประคับประคอง เนื่องจากผู้ป่วยมะเร็งมักเผชิญกับอาการที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างรุนแรง เช่น
-
- การให้ยาบรรเทาปวดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) มอร์ฟีน หรือเฟนทานิล ขึ้นอยู่กับระดับของความปวด
-
- การให้ยาแก้อาเจียน ซึ่งแพทย์จะประเมินถึงสาเหตุว่าเกิดจากการใช้ยาเคมีบำบัด มีการอุดตันในทางเดินอาหาร หรือผลข้างเคียงจากยาอื่นๆ หรือไม่ เพื่อปรับแผนการรักษา
-
- ผู้ป่วยมะเร็งส่วนใหญ่มักเบื่ออาหาร น้ำหนักลด อาจมีการให้ยากระตุ้นความอยากอาหาร มีการแบ่งอาหารเป็นมื้อย่อยๆ ในปริมาณน้อยๆ ไปจนถึงการให้อาหารทางการแพทย์ทดแทน หรือให้อาหารทางสายยางหากผู้ป่วยรับประทานอาหารเองไม่ได้ ทั้งนี้ ในผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย ระบบทางเดินอาหารจะทำงานลดลง การกินมากๆ จะทำให้ผู้ป่วยแน่นท้องหรือคลื่นไส้อาเจียนได้ และบางครั้งการให้อาหารทางผ่านสายยางอาจไม่ตอบโจทย์ เพราะจะทำให้เสี่ยงติดเชื้อ สำลักอาหาร ซึ่งทำให้ปอดอักเสบและเสียชีวิตเร็วขึ้นได้
-
- ปัญหาการหายใจไม่สะดวก อาจจัดท่านั่งและท่านอนให้เหมาะสม มีการใช้ออกซิเจนบำบัด ไปจนถึงการใช้มอร์ฟีนในขนาดต่ำเพื่อช่วยลดความเหนื่อยล้าในการหายใจ
-
- หากขับถ่ายไม่ได้ อาจมีการให้ยากระตุ้นการขับถ่าย ร่วมกับพิจารณาหาสาเหตุให้ผู้ป่วยท้องผูก ทั้งนี้ เมื่อโรคดำเนินมาถึงระยะท้ายๆ แพทย์จะให้ความสำคัญกับความสบายกายสบายใจของผู้ป่วยด้วยการดูแลแบบประคับประคองมากกว่าการรักษาที่มุ่งแต่กำจัดโรค
2. การดูแลด้านจิตใจ (Psychological Care)
ผู้ป่วยมะเร็งมักเผชิญกับความเครียด ความเศร้า และความกังวล การดูแลด้านจิตใจจะมุ่งเน้นการช่วยให้ผู้ป่วยสามารถรับมือกับความรู้สึกเชิงลบ พร้อมทั้งเสริมสร้างกำลังใจและความหวังในการดำเนินชีวิต การได้รับการดูแลจากทีมผู้เชี่ยวชาญ เช่น แพทย์ผู้ชำนาญการด้านการรักษาแบบประคับประคอง จิตแพทย์ หรือนักจิตวิทยา สามารถช่วยให้ผู้ป่วยจัดการกับความรู้สึกได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ การสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายก็เป็นสิ่งสำคัญ เช่น การจัดห้องพักให้เหมาะสม โดยมีแสงสว่างเพียงพอ อากาศถ่ายเทสะดวก และอาจเสริมด้วยเสียงเพลงที่ช่วยผ่อนคลาย ก็จะช่วยให้ผู้ป่วยควบคุมอารมณ์และสร้างความสงบในจิตใจได้ดียิ่งขึ้น
3. การดูแลด้านสังคม (Social Care)
การดูแลด้านสังคมจะมุ่งเน้นการสร้างสภาพแวดล้อมที่ช่วยให้ผู้ป่วยได้ใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพและมีความสุขในบริบททางสังคม เมื่อผู้ป่วยต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงในการใช้ชีวิตประจำวันจากความเจ็บป่วยและการรักษา ซึ่งอาจกระทบถึงความสัมพันธ์กับคนรอบข้างทั้งในที่ทำงานและในครอบครัว การส่งเสริมให้ผู้ป่วยเข้าร่วมกลุ่มสนับสนุนผู้ป่วยมะเร็ง (Cancer Support Group) จะเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยได้พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และได้รับกำลังใจจากผู้ที่กำลังเผชิญสถานการณ์คล้ายๆ กัน สนับสนุนให้เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าตนยังคงมีคุณค่าและบทบาทในสังคม รวมถึงการให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเรียนรู้วิธีจัดการกับอารมณ์และการสื่อสารกับคนรอบข้าง ซึ่งจะช่วยลดความเครียดและเพิ่มความเข้มแข็งทางจิตใจ ให้ผู้ป่วยสามารถเผชิญกับโรคที่เป็นอยู่ได้ดีขึ้น
4.การดูแลด้านจิตวิญญาณ (Spiritual Care)
การดูแลด้านจิตวิญญาณจะได้รับการปรับให้สอดคล้องตามความเชื่อและศาสนา บุคคล หรือสิ่งที่ผู้ป่วยให้ความนับถือและให้คุณค่า เช่น การเชิญบุคคลที่ผู้ป่วยให้ความเคารพรักมาพบ นำสิ่งของที่มีคุณค่าทางใจมาให้ การได้รับการให้อภัยความผิดพลาดในอดีต การได้ทำตามสิ่งที่ใฝ่ฝัน หรือขอให้ผู้ที่มีบทบาททางศาสนา อย่างพระ นักบวช ที่ปรึกษาทางจิตวิญญาณมาเยี่ยมผู้ป่วย รวมถึงจัดให้มีช่วงเวลาสำหรับการสวดมนต์ การทำสมาธิ ไปจนถึงการฝึกเจริญสติ (Mindfulness) หรือมีพิธีกรรมที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ป่วย จะช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกสงบและพบความหมายในช่วงเวลาสำคัญของชีวิต
5.การดูแลด้านการตัดสินใจในการรักษา (Decision-Making Support)
ผู้ป่วยและครอบครัว จะได้รับคำแนะนำให้มีการวางแผนล่วงหน้าเกี่ยวกับการรักษาด้วยข้อมูลทางการแพทย์ที่ชัดเจน โดยคำนึงถึงความต้องการที่แท้จริงของผู้ป่วย เช่น การตัดสินใจเกี่ยวกับการใช้หัตถการยื้อชีวิต อย่างการใส่ท่อช่วยหายใจ การปั๊มหัวใจ ว่าจะเลือกรับหรือไม่รับการรักษาแบบใด หรือยอมรับการเสียชีวิตตามธรรมชาติ สามารถทำเอกสารแผนการดูแลล่วงหน้า (Advance Care Plan) และการทำพินัยกรรมชีวิต (Living Will) ทั้งนี้ ผู้ป่วยยังสามารถแต่งตั้งผู้ตัดสินใจแทน (Surrogate Decision Maker) ที่เข้าใจความต้องการของตนในกรณีที่ไม่สามารถตัดสินใจเองได้ในเวลาฉุกเฉิน โดยกระบวนการนี้ควรทำร่วมกับครอบครัว แพทย์ และทีมสหสาขา เพื่อจัดเก็บเอกสารให้ญาติหรือผู้ใกล้ชิดเพื่อใช้ในยามฉุกเฉิน เป็นการลดความสับสน และทำให้ผู้ป่วยมีความสงบสุขในช่วงสุดท้ายของชีวิตโดยไม่มีกังวลใดๆ มารบกวน
อาการก่อนเสียชีวิตในผู้ป่วยมะเร็ง
อาการก่อนเสียชีวิตในผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายจะแตกต่างกันไปตามประเภทของมะเร็งและสุขภาพของผู้ป่วย แต่โดยทั่วไปพบว่า ผู้ป่วยอาจมีอาการเจ็บปวดที่รุนแรงจากการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง รู้สึกอ่อนเพลียและหมดแรงจนไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ เกิดการเปลี่ยนแปลงในการหายใจ เช่น หายใจลำบากหรือหายใจไม่สม่ำเสมอ รวมถึงมีเสียงหายใจที่ผิดปกติ ความอยากอาหารลดลงจนถึงขั้นปฏิเสธการรับประทานอาหาร น้ำหนักลด และอาจมีอาการบวมตามร่างกายจากการสะสมของของเหลว ระดับความรู้สึกตัวค่อยๆ ลดลง มีอาการง่วงซึม หลับบ่อย สับสน หรือเห็นภาพหลอน ระบบขับถ่ายทำงานลดลงหรือหยุดถ่าย และในระยะท้ายสุดอาจพบการหายใจแบบ Cheyne-Stokes คือมีลักษณะการหายใจเป็นรอบๆ สลับกัน ระหว่างการหายใจลึกและเร็วขึ้นเรื่อยๆ แล้วค่อยๆ ลดลงจนหยุดหายใจเป็นช่วงสั้นๆ และกลับมาเริ่มรอบใหม่อีกครั้ง มีความดันโลหิตลดลง และไม่ตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้น เหล่านี้ ถือเป็นสัญญาณของคนใกล้เสียชีวิตแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) จะช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดในช่วงเวลาสำคัญนี้
การดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) นับว่ามีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตทั้งกับตัวผู้ป่วยเองและกับครอบครัว เพราะจะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถใช้ช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตอย่างสงบสุขและมีความหมายที่สุด ทั้งยังช่วยให้ครอบครัวมีความเข้มแข็งในการดูแลและสนับสนุนซึ่งกันและกันในช่วงเวลาที่สำคัญนี้ ที่ศูนย์ชีวีสุข รพ. พญาไท 1 นอกจากจะมีแพทย์ผู้ชำนาญการด้านการรักษาโรคมะเร็งแล้ว ยังมีแพทย์ผู้ชำนาญการด้านการดูแลแบบประคับประคอง รวมถึงทีมสหวิชาชีพด้านมะเร็งโดยเฉพาะ ที่พร้อมให้คำแนะนำ ตรวจวินิจฉัย ดูแล รักษา เพื่อให้ทุกช่วงเวลาของผู้ป่วยและครอบครัวผ่านไปอย่างราบรื่นที่สุด
