หลายคนเข้าใจผิดว่า การนอนกรน (Snoring) เป็นเพียงเรื่องของเสียงดังที่รบกวนคนข้างกาย หรือเป็นสัญญาณของการหลับลึก แต่ในความเป็นจริง “เสียงกรน” คือสัญญาณเตือนว่าทางเดินหายใจกำลังตีบแคบลง และหากปล่อยไว้จนกลายเป็น ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea – OSA) อาจนำไปสู่โรคร้ายแรงอย่างโรคหัวใจและหลอดเลือดสมองได้
ทำไมเราถึงนอนกรน?
อาการนอนกรนเกิดจากกล้ามเนื้อทางเดินหายใจส่วนต้นหย่อนตัวขณะหลับ จนไปปิดกั้นทางเดินอากาศ เมื่อลมหายใจผ่านช่องที่แคบลงจึงเกิดเป็นเสียงกรน หากทางเดินหายใจปิดสนิท ร่างกายจะขาดออกซิเจน สมองจะถูกกระตุ้นให้ตื่นตัวซ้ำๆ ตลอดคืน ทำให้คุณภาพการนอนแย่ลง
สัญญาณเตือน… คุณกำลังเสี่ยง “ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ”
หากคุณมีอาการเหล่านี้ควบคู่ไปกับการนอนกรน ควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยทันที
- สะดุ้งตื่นกลางดึก รู้สึกเหมือนสำลักน้ำลายหรือขาดอากาศหายใจ
- ง่วงนอนตอนกลางวันผิดปกติ อ่อนเพลีย แม้จะนอนมาหลายชั่วโมง
- ตื่นมาแล้วไม่สดชื่น ปวดศีรษะตอนเช้า ปากแห้ง คอแห้ง
- สมาธิสั้น หงุดหงิดง่าย ประสิทธิภาพการทำงานหรือการเรียนลดลง
- ในเด็ก อาจมีสาเหตุจากโรคภูมิแพ้ หรือต่อมทอนซิลและอดีนอยด์โตผิดปกติ
แนวทางการรักษาโรคนอนกรน
เรามีทางเลือกการรักษาที่หลากหลายตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล
- การปรับพฤติกรรม ลดน้ำหนัก งดสูบบุหรี่และแอลกอฮอล์ และเปลี่ยนท่านอนเป็นนอนตะแคง
- เครื่องอัดอากาศ (CPAP) การใช้หน้ากากประคองทางเดินหายใจขณะหลับ ซึ่งเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูง
- ทันตอุปกรณ์ (Oral Appliance) อุปกรณ์ใส่ในปากเพื่อปรับตำแหน่งขากรรไกรไม่ให้ลิ้นตกไปปิดทางเดินหายใจ
- การรักษาด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (RF) เพื่อลดขนาดเพดานอ่อนหรือโคนลิ้นที่หย่อนยาน
- การผ่าตัดทางนรีเวช/หูคอจมูก เช่น การผ่าตัดตกแต่งลิ้นไก่ หรือผ่าตัดต่อมทอนซิลในกรณีที่มีขนาดโตผิดปกติ
วิธีป้องกันและชะลอความหย่อนยานของทางเดินหายใจ
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ช่วยให้กล้ามเนื้อทั่วร่างกายตึงกระชับ รวมถึงกล้ามเนื้อในลำคอ
- ควบคุมน้ำหนัก เพื่อลดไขมันที่ไปสะสมบริเวณรอบลำคอซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการอุดกั้น
- เลี่ยงยานอนหลับ เพราะยาบางชนิดทำให้กล้ามเนื้อทางเดินหายใจหย่อนตัวมากกว่าปกติ
คืนความเงียบสงบและสุขภาพที่ดีให้การนอนของคุณ
อย่าปล่อยให้ “เสียงกรน” ทำลายคุณภาพชีวิตและคนรอบข้าง ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อรับการตรวจประเมินเบื้องต้นได้ที่ ศูนย์หู คอ จมูก โรงพยาบาลพญาไท 1
