ทุกนาทีที่ผ่านไป ล้วนแล้วแต่ไม่แน่นอน จริงอยู่ที่เราอาจเตรียมการป้องกันได้ แต่เรื่องไม่คาดคิดก็มักเกิดขึ้นได้เสมอ ยิ่งโดยเฉพาะกับเรื่องโรคภัยไข้เจ็บด้วยแล้ว อาการแสดงของโรคต่างๆ หลายครั้ง ก็เป็นสิ่งที่อยู่เหนือความคาดเดา ซึ่งเมื่อเกิดอาการขึ้นมาแล้ว ก็เท่ากับว่าทุกวินาทีที่หมดไปหมายถึงความปลอดภัยของชีวิตที่เราจะต้องรีบช่วยให้ได้ทัน และถูกต้อง ทั้งนี้ หนึ่งในภาวะฉุกเฉินที่พบได้บ่อยในทางการแพทย์ ก็คือ “ภาวะหมดสติ”
ภาวะหมดสติ หมายถึงอะไร ?
“ภาวะหมดสติ” (Unconsciousness) หมายถึง ภาวะที่ร่างกายผู้ป่วยไม่รับรู้ต่อสิ่งแวดล้อม หรือไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อการกระตุ้นใดๆ ไม่ว่าสิ่งเหล่านั้นจะมีความรุนแรงหรือก่อให้เกิดความเจ็บปวดมากเพียงใดก็ตาม โดยเป็นภาวะที่ไม่รู้สึกตัวอย่างต่อเนื่องและไม่สามารถฟื้นเองได้ ทั้งนี้ ภาวะหมดสติมักมีสาเหตุที่ร้ายแรงและเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลโดยด่วน
เพราะสาเหตุใด จึงทำให้คนไข้หมดสติ ?
การหมดสติ สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ อาทิ
- การได้รับอุบัติเหตุที่ศีรษะ ทำให้สมองถูกกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง หรือ การที่สมองถูกทำลาย หรือถูกกระทบกระเทือนจนเกิดการกดการทำงานของสมอง
- โรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งทำให้สมองขาดเลือดจากภาวะหลอดเลือดสมองอุดตัน หรือมีเลือดออกในสมองอย่างรุนแรง
- โรคหัวใจ ที่ทำให้สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ
- ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ในระดับรุนแรง
หมดสติ จะมีอาการอย่างไร ?
ผู้ที่หมดสติจะไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ ต่อการกระตุ้นแม้แต่การปลุกเขย่าก็ไม่ตื่น พูดไมได้ ร่างกายไม่เคลื่อนไหว แม้จะกระตุ้นด้วยความรู้สึกเจ็บ ซึ่งการหมดสติอาจจะยังหายใจได้ หรือมีอาการหายใจลำบาก หายใจหอบ หายใจขัด หรือหยุดหายใจ ซึ่งผู้ใกล้ชิด ผู้พบเห็นเหตุการณ์จะต้องรีบประเมินอาการและให้การช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน พร้อมกันนั้นต้องรีบโทรศัพท์ตามรถพยาบาลฉุกเฉิน มิฉะนั้นแล้วผู้ป่วยที่หมดสติ จะไม่มีโอกาสรอดชีวิต
ช่วยชีวิตผู้ป่วยหมดสติ มีวิธีทำได้อย่างไร ?
ในปัจจุบัน ได้มีการส่งเสริมให้มีการฝึกอบรม การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน ให้ประชาชนสามารถปฏิบัติการช่วยเหลือผู้หมดสติได้ เรียกว่า “การช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน” (Basic Life Support หรือ Cardiopulmonary Resuscitation, CPR) ซึ่งสามารถติดต่อเพื่อรับการฝึกอบรมได้ ที่โรงพยาบาลต่างๆ โดยทั่วไป ซึ่งหากการช่วยเหลือทันเวลาไม่เกิน 4 นาที นับจากผู้ป่วยหยุดหายใจและทำอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว จะสามารถป้องกันการเกิดภาวะสมองขาดออกซิเจนอย่างถาวรได้ ทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสรอดชีวิตและมีโอกาสกลับมาใช่ชีวิตได้อย่างปกติ
ขั้นตอนของการทำ CPR สำหรับผู้ป่วยที่เป็นผู้ใหญ่
- ประเมินการหมดสติ โดยการตะโกนเรียกดังๆ และเขย่าที่ไหล่ แต่ควรระวังหากมีการบาดเจ็บที่กระดูกคอ ถ้าพบว่าหมดสติ ให้ตะโกนเรียกคนอื่นมาช่วย
- ขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น และให้ช่วยตามรถพยาบาล เช่น เรียก 1669 ระบบบริการ การแพทย์ฉุกเฉิน หรือ 1772 เรียกรถพยาบาลของเครือโรงพยาบาลพญาไท หรือเรียกโรงพยาบาลที่ใช้บริการอยู่เป็นประจำ
- จัดท่าให้ผู้ป่วยนอนหงาย ระหว่างจัดท่าควรระวัง ประคองกระดูกคอของผู้ป่วยอย่างดี
- เปิดทางเดินหายใจ โดยใช้มือข้างหนึ่งกดหน้าผากและมืออีกข้างหนึ่งเชยคางให้ยกขึ้น ท่านี้จะทำให้ทางเดินหายใจเปิดโล่ง
- ตรวจการหายใจประมาณ 10 วินาที โดยก้มหน้าลงไปให้แก้มอยู่ใกล้กับจมูกและปากของผู้ป่วย หน้าของผู้ช่วยเหลือจะต้องตะแคงหันไปทางหน้าอกของผู้ป่วย ให้ฟังเสียงลมหายใจของผู้ป่วยและสายตามองที่หน้าอกว่ามีการกระเพื่อมขึ้นลงหรือไม่
- ถ้ายังหายใจ ให้จัดท่าผู้ป่วยนอนในท่าพักฟื้นในลักษณะนอนตะแคงกึ่งคว่ำ งอขาผู้ป่วยยันพื้นไว้หนึ่งข้างคล้ายๆกับนอนเอาขาก่ายหมอนข้าง ใช้มือของผู้ป่วยในด้านตรงข้ามวางหนุนคางไว้ เพื่อเปิดทางเดินหายใจ และระบายเสมหะ หรือน้ำลายได้ง่าย การเปลี่ยนให้ผู้ป่วยนอนท่านี้จะต้องแน่ใจว่าไม่มีการบาดเจ็บที่กระดูกคอ
- การผายปอด ช่วยการหายใจ โดยใช้นิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือบีบจมูก ขณะเดียวกันต้องเปิดการเดินหายใจด้วยการกดหน้าผาก เชยคาง ประกบปาก เข้ากับปากของผู้ป่วย เป่าลมเข้าไป ให้หน้าอกของผู้ป่วยยกขึ้นนาน 1-2 วินาที แล้วถอนปากออกสูดลมหายใจ แล้วประกบปากเป่าลมเข้าไปอีกครั้ง ทำการผายปอด 2 ครั้ง และต่อด้วยการกดหน้าอกนวดหัวใจทันที
- การนวดหัวใจ ให้วางส้นมือขนานกับแนวกึ่งกลางหน้าอก มืออีกข้างหนึ่งซ้อนทับมือแรก กดหน้าอกให้ยุบลงไปประมาณ 1.5-2 นิ้ว กดหน้าอกจำนวน 30 ครั้งด้วยอัตราเร็ว 100 ครั้ง/นาที โดยทำสลับกับการเป่าปาก 2 ครั้ง ไปเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุดพัก จนกระทั่งผู้ป่วยมีอาการไอ หรือขยับตัวหรือหายใจได้เอง หรือเมื่อมีทีมช่วยเหลือมาถึงจึงจะหยุดได้
สำหรับขั้นตอนการผายปอด หากไม่แน่ใจว่าผู้ป่วยมีโรคติดต่อหรือไม่ หรือไม่ใช่ญาติสนิท ผู้ช่วยเหลือสามารถทำการนวดหัวใจด้วยการกดหน้าอกเพียงอย่างเดียวด้วยความเร็ว 100 ครั้ง/นาที จนกว่าผู้ป่วยจะหายใจได้เองหรือทีมช่วยเหลือมาถึง
- ถ้าหากช่วยเหลือจนผู้ป่วยหายใจได้เอง หรือรู้ตัวแล้วควรจัดให้ผู้ป่วยนอนในท่าพักฟื้น และเฝ้าสังเกตอาการจนกว่ารถพยาบาลจะมาถึง
วินิจฉัยอย่างไร เมื่อคนไข้หมดสติถูกนำส่งถึงโรงพยาบาล ?
สำหรับผู้ป่วยหมดสติ เมื่อถูกนำตัวส่งถึงโรงพยาบาล ทีมแพทย์จะประเมินอาการของผู้ป่วยในเบื้องต้น ซึ่งถ้าหากผู้ป่วยยังไม่รู้สึกตัว หายใจเองไมได้ หัวใจหยุดเต้น แพทย์จะทำการช่วยฟื้นคืนชีพในขั้นสูงต่อไปด้วยการใช้ยาและอุปกรณ์ช่วยชีวิต เช่น การใส่ท่อช่วยหายใจ การกดนวดหัวใจ การใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจด้วยไฟฟ้า การให้น้ำเกลือ และยาต่างๆ เป็นต้น
ทั้งนี้หากผู้ป่วยรู้สึกตัว หรือ ได้รับการช่วยเหลือจนรู้สึกตัวแล้ว แพทย์จึงจะทำการวินิจต่อไป โดยมีขั้นตอน ดังนี้
- ตรวจวินิจฉัย ด้วยการซักถามประวัติการเจ็บป่วยจากผู้ใกล้ชิดหรือผู้พบเห็นเหตุการณ์ เช่น ประวัติของโรคประจำตัว ประวัติการใช้ยา หรือประวัติการเกิดอุบัติเหตุ เป็นต้น
- ตรวจร่างกายหาสาเหตุ เพื่อวางแนวทางการรักษาต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรคของหลอดเลือดสมอง และ โรคหัวใจ
อย่างไรก็ตาม หากสงสัยว่าผู้ป่วยหมดสติมาจากโรคของหลอดเลือดสมองหรือโรคหัวใจ แพทย์จะตรวจพิเศษเพิ่มเติม เช่น การตรวจเอกซเรย์ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การตรวจเลือดต่างๆ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงให้ได้โดยเร็ว อันจะนำไปสู่แนวทางการรักษาที่ถูกต้องและทันท่วงที
มีแนวทางการรักษาอย่างไรในผู้ป่วยหมดสติ?
แพทย์จะพิจารณาแนวทางการรักษา ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น
- อาการของผู้ป่วย
- ระดับความรู้สึกตัว
- สัญญาณชีพ
- สาเหตุที่ทำให้หมดสติ เช่น เลือดออกในสมองมีขนาดใหญ่ ทั้งนี้ หากพบสาเหตุที่แน่ชัด และมีอาการรุนแรง แพทย์อาจตัดสินใจพิจารณาผ่าตัดเร่งด่วนได้ เป็นต้น
เมื่อกลับถึงบ้านจะมีวิธีการดูแลผู้ป่วยหมดสติอย่างไร ?
ผู้ป่วยหมดสติ หลังได้รับการรักษา บางรายอาจเสียชีวิตได้ โดยขึ้นอยู่กับ สาเหตุของการเกิดภาวะหมดสติ และมีการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานก่อนถึงโรงพยาบาลหรือไม่ ช่วยทันเวลาหรือไม่ แต่หากรักษาโรคได้สงบลงผู้ป่วยบางรายสามารถหายได้และฟื้นฟูร่างกายกลับมามีชีวิตได้เป็นปกติ
แต่มีผู้ป่วยส่วนหนึ่งที่สมองได้รับความเสียหายรุนแรง อาจสูญเสียการรับรู้ การเข้าใจ การตอบสองต่อสิ่งเร้า และการเคลื่อนไหวไป โดยอาจทำได้เพียงแค่ หลับตา ลืมตา หัวเราะ ร้องไห้ แต่ไม่มีความหมายตรงกับสิ่งที่แสดงออก จึงเรียกสภาพนี้ว่า “ผัก, เจ้าชายนิทรา, เจ้าหญิงนิทรา” ซึ่งเมื่อแพทย์รักษาสาเหตุของโรคเรียบร้อยแล้ว แพทย์และทีมสุขภาพจะเตรียมความพร้อมให้ญาติในการดูแลต่อเนื่องที่บ้าน ดังนี้
- ดูแลการหายใจ โดยมากผู้ป่วยจะได้รับการเจาะคอใส่ท่อ (Tracheotomy tube) เพื่อให้สามารถกำจัดเสมหะได้ง่าย ทีมพยาบาลจะสอนการทำความสะอาด การถอด การใส่ท่อ
- ญาติผู้ดูแลต้องเรียนรู้ในการเตรียมอาหารและการให้อาหารทางสายยางและวิธีการให้ยาทางสายยาง
- ญาติผู้ดูแลต้องเรียนรู้การดูแลเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญ เช่น การพลิกตะแคงตัว เพื่อป้องกันการเกิดแผลกดทับ การดูดเสมหะ การเคาะปอดเพื่อป้องกันภาวะปอดติดเชื้อ ปอดแฟบ การดูแลสายสวนปัสสาวะ
นอกจากญาติหรือผู้ดูแลต้องเรียนรู้ในเรื่องต่างๆ ยังเน้นย้ำเพิ่มเติม อีกในส่วนของการเตรียมสถานที่และอุปกรณ์ เพื่ออำนวยความสะดวกและให้มีความปลอดภัยสำหรับผู้ป่วย โดยมีแนวทาง ดังนี้
- จัดห้องให้อยู่ชั้นล่าง เพื่อสะดวกในการเคลื่อนย้าย
- เตียงนอนที่เหมาะสมควรมีเหล็กกั้นเตียงป้องกันการตกเตียง
- เครื่องดูดเสมหะญาติต้องวางแผนว่า ผู้ดูแลผู้ป่วยควรเป็นใคร ควรเปลี่ยนเวรกันได้ เพื่อให้ผู้ดูแลได้พักคลายเครียดหรือกรณีมีธุระ
ทั้งนี้ ก็เพื่อสุขภาพกายและใจของทั้งผู้ป่วยและผู้ดูแลเองด้วย
ป้องกันตัวเองอย่างไรให้ปลอดภัยจากภาวะหมดสติ ?
แนวทางการป้องกันตนเองจากภาวะหมดสติว่า หัวใจสำคัญอยู่ที่การมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ เพราะจะทำให้ห่างไกลจากโรคร้ายและอุบัติเหตุ ที่เป็นต้นเหตุของการหมดสติ
ฉะนั้นเมื่อเราต้องการมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุข และเพื่อไม่ต้องกลายเป็นภาระให้ลูกหลานต้องมาดูแลใกล้ชิดตลอดเวลาแล้ว เราจึงควรหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพ ยึดหลักสุขบัญญัติแห่งชาติ 10 ประการ และหมั่นตรวจเช็กสุขภาพประจำปี เช่น การตรวจวัดความดันโลหิต การตรวจไขมันในเลือด ระดับน้ำตาลในเลือด โดยเมื่อตรวจพบว่าเป็นโรคใดๆ ควรรีบปรึกษาแพทย์ และติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่องเพื่อควบคุมโรคไม่ให้รุนแรงจนเกิดภาวะแทรกซ้อน เพียงเท่านี้เราก็จะสามารถมีสุขภาพที่ดีได้แล้ว
