เมื่อเจ้าตัวเล็กอายุใกล้เกณฑ์
“ในเด็กที่อายุประมาณ 2 ปีขึ้นไป หมอแนะนำให้เริ่มพาไปเจอเพื่อนกลุ่มเล็กๆ เพราะวัยนี้เป็นวัยที่เริ่มฝึกเรื่องการเข้าสังคมกับเพื่อนวัยเดียวกันได้บ้างแล้วค่ะ สำหรับเด็กที่ปรับตัวค่อนข้างยากแนะนำให้ฝึกแยกจากจากผู้ปกครองแบบค่อยเป็นค่อยไปก่อนค่ะ เช่น ค่อยๆ เปิดโอกาสให้อยู่กับญาติผู้ใหญ่คนอื่นๆบ้าง โดยคุณแม่คอยเฝ้าอยู่ห่างๆ ในห้องเดียวกันในช่วงแรก หลังจากนั้นในวันหลังๆ ให้ค่อยๆ เพิ่มเวลาให้นานขึ้นเช่น จาก 2-3 นาที เป็น 5 นาที และ10นาที จนสุดท้ายสามารถออกไปทำธุระนอกบ้านได้ ระยะเวลาก็ค่อยๆ เพิ่มทุกสถานการณ์ค่ะ แต่ก่อนจะปล่อยให้เด็กอยู่กับคนอื่น อย่าลืมบอกเด็กให้ละเอียดทุกครั้งนะคะ ว่าจะไปไหน และจะกลับมาเมื่อไหร่ และทำตามที่พูดทุกครั้ง สุดท้ายเด็กก็จะเกิดความไว้ใจ และแยกจากได้ในที่สุดค่ะ”
ก่อนไปโรงเรียน 4-6 เดือน
ระยะนี้ คุณหมอณัฐวรรณ แนะนำว่าการเตรียมความพร้อมจะเป็นเรื่องของกิจวัตรแบบที่จะต้องเจอเมื่อไปโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นเวลาตื่น วิธีทานอาหาร นอนกลางวัน ซึ่งถ้าเค้าได้เรียนรู้ฝึกก่อนก็จะไม่เกิดปัญหาเมื่อห่างสายตาคุณพ่อคุณแม่ จากนั้น พอใกล้อีก 2-3 เดือน ก็เริ่มให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรงเรียน และสิ่งที่จะได้เจอเมื่อไปโรงเรียน และยิ่งพอใกล้เวลา ประมาณเหลืออีกเดือนจะต้องไปโรงเรียนแล้วก็ทำให้เค้าคุ้นเคยกับโรงเรียนมากขึ้น เช่น ชี้ให้ดูพี่ที่ไปโรงเรียน พูดเรื่องดีๆ เกี่ยวกับโรงเรียนตามความเป็นจริง อาจพาเค้านั่งรถผ่านไปดูโรงเรียน หรือเข้าไปเล่นในโรงเรียน ถ้าคุณครูอนุญาต ทั้งหมดก็เพื่อ….
วันแรกที่โรงเรียน
นี่คือช่วงเวลาที่ความพร้อมทั้งหมดจะเห็นผล ซึ่งคุณหมอณัฐวรรณแนะว่า “เตรียมทุกอย่างให้พร้อมล่วงหน้าอย่าให้ฉุกละหุก เพราะหากทุกอย่างดูเร่งรีบไปหมดก็จะเกิดความเครียดทั้งตัวผู้ปกครอง และตัวเด็ก ส่งผลให้เด็กไม่อยากไปโรงเรียนได้ค่ะ เมื่อส่งถึงหน้าโรงเรียนและถึงมือครูแล้วไม่ควรร่ำลากันมากจนเกินไป ส่งเสร็จแล้วก็กลับเลยค่ะ เพราะถ้าผู้ปกครองอาลัยอาวรณ์ยืนดูอยู่ไม่ยอมไป เค้าก็จะรู้สึกได้ว่าผู้ใหญ่มีความกังวลในการแยกจาก ทำให้เค้าไม่อยากไปโรงเรียนได้ค่ะ แต่ไม่แนะนำให้แอบหนีไปด้วยนะคะ เพราะเด็กจะยิ่งกลัว ผู้ปกครองควรบอกเด็กให้ชัดเจนว่าจะมารับเมื่อไหร่ โดยอาจใช้วิธีชี้ให้ดูเข็มนาฬิกา แม้ช่วงแรกเด็กอาจจะยังดูไม่เป็น แต่เมื่อทำซ้ำๆ เด็กก็จะเข้าใจได้ในที่สุดค่ะ ที่สำคัญต้องไปรับส่งให้ตรงเวลาทุกวันตามที่ตกลงกันไว้ด้วยนะคะ เด็กจะได้เกิดความมั่นใจว่าจะไม่ถูกทิ้ง สำหรับเด็กที่ปรับตัวยากมากจริงๆ วันแรกๆ อาจขอครูไปเรียนช่วงสั้นๆ 2-3 ชั่วโมงก่อน แล้วค่อยๆ เพิ่มเวลามากขึ้นค่ะ เมื่อเด็กไปโรงเรียนได้ ควรชมเด็กเมื่อเวลาไปรับ และบอกให้เด็กรู้ว่าคุณพ่อคุณแม่ดีใจหรือภูมิใจในตัวเค้ามากเพียงใดที่เค้าทำได้ เด็กจะได้มีกำลังใจที่จะไปเรียนอีกในวันต่อๆ ไปค่ะ”
ปัจจัยที่ช่วยให้เด็กปรับตัวกับโรงเรียนได้ง่าย-ยาก
ปัจจัยที่สำคัญมี 3 เรื่องใหญ่ๆ คือ ตัวเด็กเอง – โรงเรียน – ผู้ปกครอง
- เด็ก : เด็กบางคนปรับตัวง่าย การไปโรงเรียนก็จะสามารถปรับตัวได้แบบสบายๆ คุณพ่อคุณแม่อาจไม่ต้องเตรียมอะไรมากมาย แต่เด็กบางคนเปลี่ยนแปลงยาก ทำให้มีปัญหาในการเริ่มต้นเข้าโรงเรียนได้ ในกรณีนี้คุณพ่อคุณแม่อาจช่วยให้เค้าปรับตัวได้ง่ายขึ้น โดยการที่พูดแต่เรื่องดีๆ เกี่ยวกับโรงเรียนชมเค้าเวลาเค้าไปโรงเรียนได้ หรือเล่านิทานเกี่ยวกับการไปโรงเรียน วันแรกๆ อาจยอมให้เค้าเอาของที่แทนตัวคุณพ่อคุณแม่ติดตัวไปด้วย เช่นผ้าเช็ดหน้าของแม่ รูปของคุณพ่อเป็นต้น เวลาคิดถึงที่บ้านก็บอกให้เค้าเอามาดูได้ค่ะ อาจมีรางวัลเล็กๆ น้อยๆ เมื่อเค้าไปโรงเรียนได้ดี ถ้าปรับไม่ได้จริงๆ อาจลองไปโรงเรียนแค่ช่วงสั้นๆ ก่อน หลังจากนั้นค่อยๆ เพิ่มเวลาให้นานขึ้นค่ะ บางโรงเรียนอนุญาตให้คุณพ่อคุณแม่เข้าไปได้ในช่วงแรกๆ ของการเปิดเทอม หมอแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ที่ตัดสินใจไป ค่อยๆ ลดระยะเวลาที่ไปดูลูกลงในทุกๆ วันด้วยค่ะ ลูกๆ จะได้ค่อยๆ ปรับตัว
- โรงเรียน : ส่วนใหญ่จุดนี้มักไม่ค่อยมีปัญหาค่ะ แต่ก็จะเจอได้นานๆครั้งที่โรงเรียนจัดการเด็กไม่ได้ หรือแนวของโรงเรียนไม่เข้ากับแนวทางการเรียนรู้ของเด็กค่ะ เช่น โรงเรียนเป็นโรงเรียนแนวเร่งเรียน แต่ลูกเป็นคนชอบทำกิจกรรม อยู่ไม่นิ่ง ซึ่งทำให้เด็กมีปัญหาในการปรับตัวได้ ถ้าเป็นกรณีนี้อาจต้องค่อยๆ สังเกตลูกทั้งปีการศึกษา เพราะเด็กบางคนก็สามารถปรับตัวได้ แต่หากปรับตัวไม่ได้สุดท้ายเมื่อใกล้จบปีการศึกษา คุณพ่อคุณแม่อาจลองพิจารณาเรื่องการเลือกโรงเรียนอีกครั้งค่ะ
- ผู้ปกครอง : คุณพ่อคุณแม่ควรทำให้เค้ามั่นใจว่าเค้าจะไม่ถูกทิ้ง และเราไม่ได้กังวลมากไปเวลาที่เค้าจะไปโรงเรียนค่ะ เพราะสิ่งเหล่านี้เด็กสัมผัสได้
ที่สำคัญไม่ควรเอาเรื่องที่โรงเรียนมาขู่ด้วยค่ะ เช่นบอกว่า “ถ้าหนูทำแบบนี้แม่จะไปฟ้องครูให้ครูตีหนูนะ” เพราะจะทำให้เค้าเกิดความรู้สึกที่ไม่ดีเวลาจะไปโรงเรียนได้ค่ะ และไม่ควรหยุดโรงเรียนโดยไม่จำเป็น ไม่ว่าเด็กจะมีข้ออ้างอะไรก็ตามค่ะ เพราะจะทำให้เค้าหาเรื่องมาเพื่อให้หยุดไปโรงเรียน จะยิ่งทำให้ไปโรงเรียนยากขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ
