การตรวจวัดกรดในหลอดอาหารเป็นการวัดความถี่และระยะเวลาที่กรดในกระเพาะไหลย้อนเข้าสู่หลอดอาหาร เป็นการวินิจฉัยมาตรฐานสำหรับโรคกรดไหลย้อน รวมทั้งประเมินผลของการให้ยารักษาผู้ป่วยกรดไหลย้อนว่าสามารถควบคุมการเกิดกรดไหลย้อนได้เพียงพอหรือไม่? แล้วใครบ้างที่ควรเข้ารับการตรวจนี้…หรืออาการแบบไหนที่เป็นสัญญาณเตือนให้กับคนไข้ นี่คือคำตอบ!
การตรวจวัดกรดในหลอดอาหาร จะเกิดขึ้นในกรณีใดบ้าง
- กรณีที่ต้องการยืนยันการวินิจฉัยในผู้ป่วยที่การไม่ชัดเจนหรือไม่ใช่อาการหลักของโรคกรดไหลย้อน เช่น อาการเจ็บหน้าอกซึ่งไม่ได้มีสาเหตุจากโรคหัวใจ ไอเรื้อรัง เสียงแหบเรื้อรัง เป็นต้น
- กรณีที่ต้องการประเมินผลการรักษา โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ได้รับยาแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น
- กรณีที่ต้องการยืนยันการวินิจฉัยโรคก่อนการผ่าตัดเพื่อรักษาโรคกรดไหลย้อน
ก่อนเข้ารับการตรวจวัดกรดในหลอดอาหาร..ต้องเตรียมตัวอย่างไร?
- งดน้ำและอาหารหลังเที่ยงคืนก่อนทำการตรวจ
- หยุดยาลดกรดและยารักษาโรคกรดไหลย้อนก่อนเข้ารับการตรวจ 1 อาทิตย์ (เว้นแต่แพทย์แจ้งให้รับประทานต่อ เนื่องจากต้องการประเมินผลของการให้ยาว่าสามารถควบคุมการเกิดกรดไหลย้อนได้เพียงพอหรือไม่ ให้รับประทานยาต่อตามปกติ รวมถึงเช้าวันตรวจ)
- หากมีข้อสงสัยเรื่องการรับประทานยา ให้สอบถามแพทย์เพิ่มเติม
- ก่อนตรวจให้ทำกิจกรรมประจำวันตามปกติ
ขั้นตอนการตรวจวัดกรดในหลอดอาหาร
การตรวจวัดกรดในหลอดอาหารมีสองชนิด ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของผู้ป่วยและข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ โดยทั้งสองชนิดจะทำการตรวจวัดกรดที่ไหลย้อนจากกระเพาะอาหารเข้ามาในหลอดอาหาร ดังนี้…
- การวัดกรดในหลอดอาหารโดยวิธีใส่สายทางจมูก
วิธีนี้ผู้ป่วยจะต้องทำการตรวจการเคลื่อนไหวของหลอดอาหาร เพื่อหาตำแหน่งที่ถูกต้องหูรูดหลอดอาหารส่วนล่างก่อนการใส่สายวัดกรด และวินิจฉัยโรคหลอดอาหารเคลื่อนไหวผิดปกติที่พบร่วมกับโรคกรดไหลย้อนได้บ่อย จากนั้นจะทำการใส่สายวัดกรดต่อ โดยมีการให้ยาระงับความรู้สึกเฉพาะที่ที่จมูก สายพลาสติกขนาดเล็กประมาณ 1 มิลลิเมตรจะถูกใส่ผ่านรูจมูก ผ่านไปด้านหลังของช่องปาก และลงไปที่หลอดอาหารตามการกลืน ปลายสายจะมีตัววัดระดับความเป็นกรด โดยตำแหน่งที่วัดกรดนี้จะอยู่บริเวณหลอดอาหารส่วนล่าง ขั้นตอนการใส่สายวัดกรดนี้ใช้เวลาประมาณ 10 นาที
โดยสายนี้จะถูกต่อกับเครื่องบันทึกขนาดเล็ก ติดตัวไปกับผู้ป่วยเป็นเวลา 24 ชั่วโมง หลังใส่สายผู้ป่วยสามารถกลับบ้านและทำกิจกรรมได้ตามปกติ เช่น รับประทานอาหาร ทำงาน นอนหลับ ซึ่งระหว่างนี้หากผู้ป่วยมีอาการ ให้ผู้ป่วยจดบันทึกรายละเอียดอาการและกดปุ่มบนเครื่องเพื่อบันทึกลงในเครื่องด้วย เพื่อใช้ประเมินความสัมพันธ์ของอาการกับการย้อนของกรด ผู้ป่วยจะกลับมาเอาเครื่องออกในเช้าวันรุ่งขึ้น และรอการแปลผลการตรวจต่อไป
การตรวจด้วยวิธีนี้มีความเสี่ยงน้อยมาก อาจรู้สึกอึดอัดในคอเล็กน้อย โดยส่วนใหญ่มักไม่ทำให้เกิดปัญหาด้านการกลืน การนอนหลับ หรือการทำกิจกรรมทั่วไป
- การวัดกรดในหลอดอาหารโดยวิธีเม็ดแคปซูล
วิธีนี้จะทำการวัดกรดในหลอดอาหารโดยการใช้เม็ดแคปซูล มีขนาดประมาณจุกยางลบที่อยู่บนดินสอ โดยก่อนการใส่เม็ดแคปซูลผู้ป่วยต้องทำการส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนต้น จากนั้นเม็ดแคปซูลจะถูกสอดเข้าไปในหลอดอาหารผ่านทางสายจมูกหรือปาก และนำไปติดกับผนังหลอดอาหารด้วยคลิป จากนั้นจะถอดสายออก แคปซูลจะวัดค่าความเป็นกรดในหลอดอาหารและส่งผ่านข้อมูลมายังเครื่องบันทึกซึ่งคาดไว้ที่เข็มขัดหรือเอวของผู้ป่วย
การตรวจด้วยวิธีนี้ผู้ป่วยจะไม่มีสายจมูกติดตัว ทำให้สะดวกมากกว่า ผู้ป่วยจึงสามารถทำกิจกรรมได้ตามปกติ ช่วงเวลามื้ออาหาร การนอนหลับ และช่วงที่มีอาการให้ทำการจดบันทึกรวมทั้งให้กดปุ่มเพื่อบันทึกลงเครื่องด้วย ใช้เวลาบันทึกข้อมูลรวม 48 ชั่วโมง จึงกลับมาเอาเครื่องออกเมื่อครบ 2 วัน โดยเม็ดแคปซูลที่ติดกับผนังหลอดอาหารมักหลุดออกเองภายใน 5-7 วัน และถูกถ่ายออกมาพร้อมกับอุจจาระ ข้อเสียของวิธีนี้ คืออาจทำให้รู้สึกระคายเวลากลืนน้ำลายได้ และต้องงดการตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า(MRI)ในช่วง 30 วันหลังทำการตรวจ
ผู้ป่วยบางกลุ่มไม่สามารถรับการตรวจโดยวิธีนี้ได้ เช่น ผู้ป่วยที่ได้รับการฝังเครื่องควบคุมการเต้นของหัวใจ (pacemaker) เครื่องกระตุ้นหัวใจอัตโนมัติ (implantable defibrillator) หรือผู้ป่วยที่มีประวัติเลือดออกง่าย มีหลอดอาหารตีบหรืออักเสบมาก มีหลอดเลือดโป่งพองของหลอดอาหาร รวมทั้งผู้ป่วยที่เคยทำการผ่าตัดหลอดอาหาร
หมายเหตุ การตรวจการเคลื่อนไหวของหลอดอาหาร (Esophageal manometry)เพื่อหาตำแหน่งที่จะใส่สายวัดกรดสามารถตรวจในวันเดียวกันได้
