เมื่อบุตรหลาน มีอาการบางอย่างที่ทำให้เราสงสัยภาวะโรคลมชัก ไม่ว่าจะเป็นอาการกล้ามเนื้อเกร็ง กระตุก สะดุ้ง เหม่อลอย เบลอ หรือนิ่งไปแบบไม่รู้ตัว ตลอดจนการชักซ้ำๆ ถี่ๆ แม้จะเกิดพร้อมไข้สูง ก็อาจจะเป็นโรคลมชักได้
ซึ่งการวินิจฉัยโรคลมชักเพื่อให้ทราบถึงสาเหตุที่แท้จริงนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะจะทำให้การรักษาเป็นไปอย่างตรงจุด ผลการรักษาก็จะได้ประสิทธิภาพ ทั้งนี้ในการตรวจวินิจฉัย นอกจากแพทย์จะทำการซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียดแล้ว ยังมีเครื่องมือที่ช่วยตรวจหาตำแหน่งความผิดปกติในสมองที่เป็นจุดกำเนิดชักได้อย่างแม่นยำ นั่นก็คือการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง หรือ EEG (Electroencephalogram) นั่นเอง
หลากคำถามกับการตรวจคลื่นสมอง EEG
- การตรวจคลื่นสมองคืออะไร?
- น่ากลัวหรือไม่?
- มีข้อดี ข้อเสียอย่างไร? และ
- ตรวจได้ตั้งแต่อายุเท่าไหร่?
การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองหรือ EEG (Electroencephalogram) คืออะไร?
โดยปกติสมองคนจะมีเซลล์ประสาทชนิดหนึ่งที่เรียกว่า นิวรอน (neuron) อยู่เป็นจำนวนมากมายนับพันล้านเซลล์ ซึ่งเชื่อมต่อถึงกันได้โดยการขนส่งอนุภาคไฟฟ้าผ่านจากเซลล์หนึ่งไปอีกเซลล์หนึ่งโดยได้รับการกระตุ้นจากสารสื่อประสาท และปลดปล่อยอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าไปตามใยประสาท (nerve fiber) โดยส่งสัญญาณต่อกันเป็นทอดๆ เรียกว่า คลื่นสมอง (brain wave)
ในทางการแพทย์ เราจะทำการวัดไฟฟ้าสมองที่หนังศีรษะ แล้วบันทึกสัญญาณไฟฟ้า ซึ่งเกิดจากผลรวมของกระแสไฟฟ้าของกลุ่มเซลล์ในสมองจะปรากฏในรูปแบบกราฟในจอภาพ มอนิเตอร์
การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองจำเป็นต้องเตรียมผู้ป่วยก่อนการตรวจ โดยการตรวจนั้นมีความปลอดภัยมาก มีการใช้เพียงแผ่นตรวจแปะกับผิวหนังที่ศีรษะ ตลอดจนมีทีมเจ้าหน้าที่พยาบาลให้การดูแลตลอดการตรวจ ซึ่งการตรวจคลื่นสมองนี้ สามารถทำได้แม้กระทั่งทารกแรกเกิดเลยทีเดียว
ข้อดีของการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง EEG
- สามารถใช้วินิจฉัยผู้ป่วยที่สงสัยโรคลมชัก (epilepsy) และบอกชนิดของอาการชักได้ ตลอดจนติดตามผลการรักษา อย่างไรก็ตามในโรคลมชักกว่าร้อยละ 40 สามารถมีผลการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองที่เป็นปกติ เนื่องจากพยาธิสภาพเกิดจากสมองส่วนลึก หรือกระแสไฟฟ้าที่เกิดขึ้นมีความแรงน้อยเกินกว่าที่เครื่องจะสามารถบันทึกได้ จึงต้องอาศัยการซักประวัติเพื่อช่วยสนับสนุนการวินิจฉัยโรคลมชัก และช่วยแยกชนิดของโรคลมชัก
- ช่วยในการวินิจฉัยโรคทางสมองและบอกตำแหน่งความผิดปกติในสมอง เช่น เนื้องอกในสมอง สมองอักเสบ หรือการบาดเจ็บ เลือดออกในสมอง
- บอกระดับการตื่นของสมองในผู้ป่วยที่มีความรู้สึกตัว เปลี่ยนแปลงหรือซึม หรือโคม่า
ข้อจำกัดของการตรวจคือ ต้องอาศัยความร่วมมือของเด็กๆ ที่เข้ารับการตรวจ และต้องมีการเตรียมผู้ป่วยก่อนตรวจอยู่พอสมควร
เมื่อต้องเตรียมลูกตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง EEG
- สระผมหนูน้อยให้สะอาด โดยสระผมล่วงหน้า 1 วัน และไม่ควรใส่น้ำมัน ครีม ฉีดสเปรย์ หรือมูสแต่งผมต่างๆ
- รับประทานอาหารได้ตามปกติ ไม่ควรงดอาหาร เนื่องจากอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ของคลื่นไฟฟ้าสมองที่ผิดปกติจากภาวะน้ำตาลต่ำ
- ในกรณีผู้ป่วยที่รับประทานยากันชัก สามารถรับประทานได้ตามปกติ ยกเว้นบางกรณีแพทย์อาจจะพิจารณาหยุดยากันชักก่อนมาตรวจคลื่นสมอง ซึ่งแพทย์จะให้คำแนะนำกับคุณพ่อคุณแม่เองอีกครั้ง
- ควรมาก่อนเวลานัดประมาณ 30 นาที เพื่อเตรียมตัวก่อนการตรวจ
- กรณีที่เป็นเด็กเล็ก อาจจำเป็นต้องให้ยานอนหลับก่อนการตรวจ ผู้ปกครองควรเตรียมขวดนม ขวดน้ำ และของเล่นที่เด็กชอบมาด้วย
- ในเด็ก ถ้าสามารถทำให้เด็กไม่นอนหลับก่อนมาตรวจ เด็กอาจหลับได้ขณะที่ทำการตรวจโดยไม่ต้องให้ยานอนหลับ
ขั้นตอนการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง
- เจ้าหน้าที่จะจัดท่าผู้ป่วยให้นอนบนเตียงหรือนอนบนเก้าอี้ที่เอนนอนได้
- ติดสายตรวจ หรืออิเล็กโทรดบนหนังศีรษะผู้ป่วยในตำแหน่งต่างๆ ที่ได้ทำความสะอาดไว้แล้ว จากนั้นต่อสายตรวจเข้าเครื่องตรวจคลื่นสมอง
- ก่อนเริ่มบันทึก บอกผู้ป่วยให้หลับตา ทำตัวให้ผ่อนคลาย และไม่เคลื่อนไหว หรือให้อยู่นิ่งๆ
- เมื่อเปิดเครื่องตรวจจะเกิดเส้นกราฟ ซึ่งเกิดจากสัญญาณไฟฟ้าในสมองปรากฏบนจอภาพตลอดเวลาที่ทำการบันทึก
- ระหว่างการตรวจจะมีการบันทึกการกระพริบตา การกลืนน้ำลาย การพูดคุย หรือการเคลื่อนไหวอื่นๆ และบันทึกสิ่งที่พบเหล่านี้บนรอยเส้น (tracing) การเคลื่อนไหวเหล่านี้อาจจะเป็นสาเหตุให้เกิดรอยเส้นที่แปลกไป และเป็นการแปลผลที่ไม่ถูกต้องจากรอยเส้นที่ผิดปกติ
- หลังจากบันทึกไว้เป็นพื้นฐานเบื้องต้นแล้ว ขณะตรวจจะมีการกระตุ้นการทำงานของคลื่นสมองด้วยวิธีต่างๆ เพื่อให้สามารถตรวจพบภาวะผิดปกติได้ชัดเจน เช่น หายใจลึกๆ และเร็วๆ (hyperventilation) นานติดต่อกันเป็นเวลา 3-5 นาที การกระตุ้นด้วยแสงไฟกระพริบที่มีความถี่ต่างๆ (photo stimulation) กระตุ้นที่ใบหน้าของผู้ป่วย เป็นแสงวาบ (flash) 1-20 ครั้ง/วินาที เป็นการตรวจการทำงานของสมองส่วนกลางที่แสดงปฏิกิริยาต่อแสงสว่าง
- เมื่อตรวจเสร็จ เจ้าหน้าที่จะช่วยผู้ป่วยเอาครีมอิเล็กโทรดออกจากผมผู้ป่วย
- กราฟที่ได้มานั้น แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะเป็นผู้วิเคราะห์เพื่อประเมินผล และวางแผนการรักษาต่อไป
ผศ. พญ. ชิดชนก เธียรผาติ
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์ประสาทวิทยา
ศูนย์สุขภาพเด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลพญาไท 2
