โรคติดเชื้อของหัวใจ กับการรักษาในหลายวิธี

Image

แชร์


โรคติดเชื้อของหัวใจ กับการรักษาในหลายวิธี

เราทราบกันดีว่า “โรคหัวใจ” เป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ของการเสียชีวิตในคนทั่วโลก โดยเรามักจะคุ้นเคยกับชื่อโรคหัวใจวาย ลิ้นหัวใจตีบหรือรั่ว หลอดเลือดหัวใจตีบ แตก ตัน กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือโรคระบบไฟฟ้าหัวใจ

แต่หลายคนอาจสงสัยและไม่เคยได้ยินคำว่า โรคติดเชื้อของหัวใจ ว่าคืออะไร? หัวใจติดเชื้อได้ด้วยหรือ? วันนี้ นพ.กิตติชัย เหลืองทวีบุญ แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยศาสตร์ทรวงอกและหลอดเลือดหัวใจ แห่งศูนย์หัวใจ รพ.พญาไท 2 จะมาให้คำตอบและไขข้อสงสัย ด้วยคำอธิบายอย่างละเอียด…

ทำความรู้จัก…โรคติดเชื้อของหัวใจ

โรคติดเชื้อของหัวใจ เป็นโรคที่พบได้ประปรายในประเทศไทย การติดเชื้อมักเป็นเชื้อบักเตรี เชื้อวัณโรค และเชื้อไวรัส ส่วนของหัวใจที่ติดเชื้อได้ เช่น ลิ้นหัวใจมักติดเชื้อบักเตรี ซึ่งมักเกิดจากการติดเชื้อที่ฟันและเหงือก จนลุกลามเกิดภาวะติดเชื้อในกระแสโลหิต แล้วเชื้อโรคไปเกาะที่ลิ้นหัวใจ โดยเฉพาะลิ้นหัวใจที่ไม่ปกติอยู่ก่อน เช่น

  • ลิ้นหัวใจที่มีการอักเสบเรื้อรังจากโรครูมาติก เชื้อโรคมักเป็นเชื้อแกรมบวก เช่นเชื่อ streptococcus
  • คนที่ฉีดยาเสพติดเข้าหลอดเลือดดำ มักจะเกิดการติดเชื้อของลิ้นหัวใจทางด้านขวา คือลิ้น tricuspid เชื้อโรคมักเป็นกลุ่ม staphylococcus
  • คนไข้ที่มีลิ้นหัวใจเทียม มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อของลิ้นหัวใจเทียม

การติดเชื้อจะทำให้ลิ้นหัวใจรั่ว เกิดภาวะหัวใจวาย ก้อนเชื้อโรคที่เกาะที่ลิ้นหัวใจอาจหลุดไปอุดหลอดเลือดแดงของสมองจนเกิดเป็นอัมพาตได้ การติดเชื้อที่เกิดจากเชื้อที่มีความรุนแรงสูงอาจเกิดเป็นฝีในหัวใจ เกิดภาวะระบบไฟฟ้าหัวใจขัดข้อง ทำให้หัวใจเต้นช้าหรือหยุดเต้นจนเป็นอันตรายถึงชีวิต หรือการติดเชื้ออาจลุกลามไปตามกระแสโลหิต อาจเป็นฝีในปอด ฝีในอวัยวะต่างๆ

การติดเชื้อของลิ้นหัวใจที่พบบ่อย

การติดเชื้อของลิ้นหัวใจที่พบบ่อยจะเป็นลิ้นทางด้านซ้าย คือ aortic และ mitral เมื่อลิ้นหัวใจรั่วก็จะเกิดภาวะหัวใจด้านซ้ายวาย อาการที่แสดงออกก็เช่น เหนื่อยหอบ นอนราบไม่ได้ หรือก้อนเชื้อโรคที่ลิ้นหัวใจหลุดไปสู่ระบบเลือดแดง จนอุดตันหลอดเลือดแดงสมอง อวัยวะภายใน แขน และขา เป็นต้น

การติดเชื้อลิ้น tricuspid มักทำให้ลิ้นนี้รั่ว มีอาการหัวใจด้านขวาวาย ท้องมาน ขาบวม หลอดเลือดดำที่คอโป่ง และก้อนเชื้อโรคอาจหลุดไปในปอด เกิดฝีในปอด หรือกลายเป็นถุงลมโป่งพองเล็กๆ ในปอด จากการทำลายเนื้อปอดโดยเชื้อโรคนี้

การผ่าตัด มักต้องเปลี่ยนลิ้นหัวใจ ในผู้ป่วยอายุมากอาจใช้ลิ้นเนื้อเยื่อ หรือใช้ลิ้นโลหะถ้าผู้ป่วยอายุน้อย เช่น อายุน้อยกว่า 65 ปี หรืออาจใช้ลิ้นหัวใจที่ได้รับบริจาคมาจากผู้เสียชีวิต ซึ่งมักใช้ลิ้น aortic ที่เรียกว่า homograft โดยมีข้อดีตรงที่ติดเชื้อซ้ำได้น้อย แต่มีข้อเสียคืออาจเสื่อมหรือเสียหายได้ในระยะยาว เช่น มากกว่า 10 ปีขึ้นไป

การตรวจและการรักษา การติดเชื้อชนิดต่างๆ ของเยื่อบุหัวใจ

การติดเชื้อของเยื่อบุหัวใจ อาจเกิดจาก…

  • เชื้อบักเตรี เช่น staphylococcus หรือเกิดจากเชื้อวัณโรค การติดเชื้อแบบแรกมักเกิดเป็นแบบเฉียบพลัน ทำให้คนไข้มีอาการไข้สูง ป่วยหนัก มักพบเป็นหนองในช่องเยื่อบุหัวใจ อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตเพราะหนองอาจกดหัวใจไม่ให้เลือดดำไหลกลับหัวใจด้านขวา และเลือดแดงจากปอดไม่สามารถกลับหัวใจด้านซ้ายได้สะดวก

การวินิจฉัย จะใช้ภาพเอกซเรย์ที่พบเงาหัวใจโต และยืนยันด้วยการทำเครื่องสะท้อนคลื่นเสียงหัวใจ (echocardiogram) และการเจาะนำน้ำที่เป็นหนองออกมาตรวจ ย้อมและเพาะหาเชื้อ หาความไวต่อยาปฏิชีวนะเพื่อเลือกยาที่เหมาะ

จากนั้นต้องระบายหนองออกโดยการเจาะ การเปิดหน้าต่างช่องเยื่อบุหัวใจเพื่อใส่ท่อระบาย ในกรณีหนองข้นหรือกระจายเป็นหลายกะเปาะอาจต้องผ่าตัดเยื่อบุหัวใจโดยตัดออกทางด้านหน้าเพื่อระบายหนอง ลดการติดเชื้อ ป้องกันพังผืดรัดหัวใจในระยะเรื้อรัง

  • เชื้อวัณโรค เยื่อบุหัวใจอาจลุกลามจากปอดหรือต่อมน้ำเหลืองที่มีเชื้อวัณโรค ในระยะเฉียบพลันอาจไม่ค่อยมีอาการ แต่มักพบในระยะเรื้อรัง ที่ผู้ป่วยจะมีอาการเยื่อบุรัดหัวใจ (constrictive pericarditis) และถึงแม้ว่าแพทย์จะให้ยารักษาวัณโรคจนไม่พบเชื้อแล้ว แต่การเป็นพังผืดอาจไม่ดีขึ้น จึงต้องผ่าตัดลอกเยื่อบุหัวใจและลอกพังผืดที่รัดหัวใจออกจึงจะบรรเทาอาการหัวใจห้องขวาวายที่เกิดจากการรัดนี้ ซึ่งอาการร่วมคือ อาการท้องบวม ขาบวม ความดันโลหิตต่ำ อาการเหนื่อย เบื่ออาหาร
  • เชื้อไวรัส ที่ทำให้ติดเชื้อของกล้ามเนื้อหัวใจที่พบบ่อยเช่น adenovirus และ enterovirus เช่น coxsackie ทำให้มีอาการหัวใจด้านซ้ายวายเฉียบพลัน ความดันโลหิตต่ำ เลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ไม่พอ ผู้ป่วยจะเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว

ในปัจจุบันเราจะใช้เครื่อง ECMO พยุงระบบไหลเวียนเลือด และรักษาด้วยยาฆ่าเชื้อไวรัสซึ่งยังไม่ได้ผลที่แน่นอน คนไข้หลายคนอาจหายเองได้ถ้าไม่เสียชีวิตในระยะแรก การใช้เครื่องพยุงระบบไหลเวียนเลือดในกรณีที่จำเป็นจึงเป็นสิ่งสามารถช่วยชีวิตคนไข้ได้

 

นพ. กิตติชัย เหลืองทวีบุญ
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจหลอดเลือดและทรวงอก
ศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลพญาไท 2
Loading...

แชร์


Loading...